บ.ก.ขอเล่า | งานวิจัย เริ่มได้ไม่ยาก! (Where Research Begins)

บ.ก.ฝน ชลิดา หนูหล้า

“ถ้าได้อ่านหนังสือเล่มนี้ก่อนเขียนวิทยานิพนธ์ก็คงดี”

การวิจัยคือการเดินทางอันทรหดและจะไม่มีวันเป็นอื่น กระนั้นเส้นทางนี้ก็พอจะราบรื่นขึ้นได้ รวมถึงมีปลายทางอันอิ่มเอมสมแก่เรี่ยวแรงที่ทุ่มเทไป อย่างน้อยสองผู้เขียนก็บอกเช่นนั้น

ถ้าได้อ่านหนังสือเล่มนี้ก่อนเขียนวิทยานิพนธ์ก็คงดี … เป็นความคิดแรกๆ หลังอ่านได้สองบท มัลลานีย์และเรไม่ได้อวดโอ่ว่าการวิจัยและผจญภูมิปัญญาทั้งปวงจะง่ายดายทันตาเมื่ออ่านหนังสือเล่มนี้ แต่อย่างน้อยน้ำตาและความกลัดกลุ้มที่เป็นราคาของเส้นทางวิชาการก็จะเบาบาง และ “มีความหมาย” มากกว่าที่เคย

คืนหนึ่งในเดือนมกราคม 2019 เวลาเกือบเที่ยงคืน ฉันเดินจ้ำไปรอบๆ หอสมุดในมหาวิทยาลัย อากาศหนาว หมอกหนา น้ำค้างเย็นเฉียบซึมผ่านรองเท้าผ้าใบเข้ามาจนปลายนิ้วแทบไร้ความรู้สึก แต่ฉันต้องเดินและต้อง “ถกเถียง” กับตัวเองไปด้วย เพื่ออุด “ช่องโหว่” ในบทที่ 2 ของวิทยานิพนธ์ การเดินนั้นกินเวลาเกือบ 40 นาที บทที่ 2 ของฉัน “ประณีต” ที่สุดอย่างไม่ต้องสงสัย

ฉันไม่เคยนึกชอบบทที่ 3 ของตัวเองเลย ฉัน “ตาลีตาเหลือก” เขียนร่างบทนั้นในวันเดียว ในร้านกาแฟสามร้าน (เพื่อเห็นแก่สภาพคล่องทางเศรษฐกิจของเมือง) สำหรับฉัน มัน “ธรรมดา” เป็นฉันเกินไป และไม่เป็น “นักวิชาการ” เท่าไร ฉันให้เพื่อนเจ้าของภาษาตรวจไวยากรณ์ในวิทยานิพนธ์ก่อนส่ง เขาบอกว่าประทับใจบทที่ 3 ที่สุด แต่ฉันไม่ได้ใส่ใจ หนึ่งเดือนต่อมาผลการประเมินก็มาถึง ผู้ตรวจชอบบทที่ 3 เช่นกัน และตำหนิบทที่ 2 มากที่สุด ฉันไม่มีวันลืมประโยคสุดท้ายในอีเมลฉบับนั้น ที่ว่า “ฉันเชื่อเหลือเกินว่ามีข้อเสนออันทะเยอทะยานในบทที่ 3 แต่ถูกความยุ่งเหยิงในบทที่ 2 บดบังไป”

คำถามคือทำไม

หลายเดือนต่อมาฉันจึง “ทำใจ” กลับไปอ่านวิทยานิพนธ์ของตัวเองได้ และพอจะเห็นคำตอบ บทที่ฉันไม่ชอบช่างสดใหม่และเต็มไปด้วยโอกาสให้ต่อยอด แต่บทที่ฉันเติมแต่งสุดฝีมือกลับดูเหมือนภาพยนตร์ที่พยายามถ่ายทอดทุกประเด็นในความยาว 120 นาทีและลงเอยด้วยการไม่ได้เล่าอะไรเลย ฉันกางแขนขาให้ดูใหญ่โตเกินความจริง เหมือนผู้ตรวจเป็นสิงโตภูเขาที่ต้องหลอกล่อให้ตายใจ ในที่สุดอีกฝ่ายก็จับได้ว่าแก่นสารที่แท้ของฉันกระจ้อยร่อยเพียงใด

ทั้งหมดนี้เป็นเหตุผลที่ฉันเรียก “งานวิจัย เริ่มได้ไม่ยาก!” ว่า “ซูเปอร์ไวเซอร์ฉบับพกพา” เพราะกฎข้อแรก และข้อสำคัญที่สุดในหนังสือเล่มนี้ คือ “อย่าพยายามวางท่าฉลาดเฉลียว และอย่าพยายามทำให้ทุกสิ่งสมบูรณ์แบบ” อย่าเลือกลุยไฟแทนที่จะเดินบนถนนลาดยาง เพราะการผจญภัยในโลกวิชาการของเราจะกลายเป็นความทรมาน การเสแสร้ง การเอาชีวิตรอด มันจะขาดไร้ความหมายต่อเรา และท้ายที่สุดก็จะขาดไร้ความหมายต่อโลก

แทนที่จะเพียงบอกว่า “จะลุยไฟอย่างไรให้ทรมานน้อยลง” กล่าวคือเพียงบอกขั้นตอนการวิจัย มัลลานีย์และเรเลือกจูงมือฉันกลับไปที่จุดเริ่มต้น และบอกวิธีเลือกเส้นทางที่ถูกต้องในการแสวงหาความรู้ทั้งปวง เส้นทางนั้นล่องกลับเข้าไปในตัวฉันเอง เพื่อจะกลับออกมามีย่างก้าวที่มั่นคงขึ้น หาคำถามแท้จริงที่กวนใจตนให้พบ หาแนวทางทำวิจัยที่ตอบโจทย์ตนเองที่สุด หาวิธีสื่อสารองค์ความรู้ที่ผู้ฟังเข้าใจและผู้พูดเช่นเราพอใจจะพูด พร้อมเป็นเพื่อนร่วมทางผู้อ่อนโยน ผู้ไม่ติเตียนเมื่อเราพลาดพลั้ง เพราะรู้ดีว่าการลองผิดลองถูกทำให้การผจญภัยมีความหมาย ตลอดจนเป็นครูที่ดียิ่งกว่าสิ่งใด

บางครั้งพวกเขาทำให้ฉันนึกถึงซูเปอร์ไวเซอร์ทั้งสองของตัวเอง ทุกครั้งที่พบกัน พวกเขาจะทิ้งท้ายบทสนทนาด้วยคำเตือนให้ผ่อนคลาย แต่ฉันในเวลานั้นกังวลเกินกว่าจะเชื่อฟัง ซึ่งคงเป็นความแตกต่างระหว่างมือสมัครเล่นอย่างฉันกับนักวิจัยมือฉมังอย่างพวกเขา กุญแจสำคัญของการคงอยู่ในโลกแห่งภูมิปัญญาคือการคงความรักลึกซึ้งต่อมันไว้ และความรักลึกซึ้งไม่อาจงอกเงยได้ด้วยการเสแสร้งหรือดิ้นรนพิสูจน์ตนว่า “ทรงภูมิ” และ “คู่ควร” แต่เกิดจากการรู้ว่าสิ่งที่รักนั้นมีความหมายต่อตนเองอย่างไร เพื่อจะนำเสนอมันต่อโลกอย่างภาคภูมิและเต็มศักยภาพ

งานวิจัยจึงเริ่มได้ไม่ยากเลย ไม่ใช่ด้วยการอุดช่องโหว่มากมายหรือขัดเกลาตนจนผิวเรียบเหมือนกระเบื้องเคลือบ แต่ด้วยการรู้จักและ “ยอมรับ” ตัวตนที่มีช่องโหว่ พร้อมพลาดพลั้ง และไม่สมบูรณ์แบบของเรา เพื่อเติบโต ฟันฝ่า และผลิบาน ครั้งแล้วครั้งเล่า

เช่นเดียวกับที่งานวิจัยควรจะเป็น

 

งานวิจัย เริ่มได้ไม่ยาก

Thomas S. Mullaney และ Christopher Rea เขียน

เกวลิน ธนสารสมบัติ แปล

อ่านตัวอย่างเนื้อหาและสั่งซื้อได้ที่นี่