“พื้นที่ปลอดภัย” คือการลงทุนที่ส่งต่อได้จากรุ่นสู่รุ่น — แพทย์หญิงศุทรา เอื้ออภิสิทธิ์วงศ์

ชลิดา หนูหล้า เรื่อง

เด็กๆ ใช้เวลาในโรงเรียนมากกว่าในสถานที่อื่นใดนับแต่เริ่มอ่านออกเขียนได้ นับว่าโรงเรียนเป็น “บ้าน” หรือ “รัง” ที่สองที่ฟูมฟักพวกเขาให้เติบใหญ่ และรู้ว่าจะอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมอย่างไร แม้ในยามที่ “บ้าน” หรือ “รัง” หลักไม่อาจเป็นสถานที่พักพิงบนเส้นทางแห่งการเติบโตได้

ปัญหาจะเกิดขึ้นเมื่อ “รัง” ที่สองนี้ก็ไม่อาจเป็นรังที่ปลอดภัยให้พวกเขาได้เช่นกัน

bookscape ชวนฟังประสบการณ์และมุมมองต่อการสร้างโรงเรียนให้เป็นพื้นที่ปลอดภัยของเด็กๆ กับ แพทย์หญิงศุทรา เอื้ออภิสิทธิ์วงศ์ จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น สถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์ และผู้รับผิดชอบโครงการพัฒนาระบบเสริมสร้างทักษะชีวิตและการดูแลช่วยเหลือนักเรียนอาชีวศึกษา สำหรับนักศึกษาทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง กสศ. ต่อยอดจากหนังสือ สร้างโรงเรียนให้เป็น ‘รัง’ ที่อัดแน่นด้วยกรณีศึกษา ตัวอย่างกิจกรรม และข้อเสนอแนะที่ปรับใช้ได้จริง เพื่อรักษาแผลใจที่ขัดขวางเส้นทางสู่อนาคต ด้วยการก่อร่างสร้าง “รัง” อันอบอุ่น ให้เด็กๆ ได้เรียนรู้อย่างสบายใจ และเติบโตอย่างเต็มศักยภาพ

นอกจากสุขภาพจิตของนักเรียนอาชีวศึกษาแล้ว คุณหมอได้ทำงานเพื่อส่งเสริมสุขภาพจิตของเด็กกลุ่มอื่นๆ ด้วยหรือไม่ และการทำงานกับเด็กสองกลุ่มนี้เหมือนหรือต่างกันอย่างไร 

ในนามกรมสุขภาพจิต เราได้สร้างและพัฒนาการทำงานระหว่างโรงเรียนและโรงพยาบาลอยู่แล้ว โดยช่วงหลังการระบาดของเชื้อโควิดก็มีปรับการทำงานให้อยู่ในระบบดิจิทัลมากขึ้น นอกจากนี้หมอยังได้ร่วมพัฒนาแพลตฟอร์มชื่อ “School Health Hero” ให้ครูที่เฝ้าระวังและประเมินปัญหาสุขภาพจิตนักเรียนได้ใช้งานในโรงเรียนในสังกัดสพฐ. (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน) ตั้งแต่ระดับ ป.1-ม.6 ซึ่งก็เห็นประโยชน์ คือครูได้รับรู้ว่านักเรียนแต่ละคนรู้สึกอย่างไร โดยที่ครูสามารถอ่านข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อส่งเสริมสุขภาพจิตเด็กจากสำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา สพฐ. หรือครูที่เป็นผู้ใช้งานระบบฮีโร่แล้ว ก็เข้าไปศึกษาเรียนรู้ได้ทางเว็บไซต์ schoolhealthhero.obec.go.th เช่น จะฝึกสมาธิให้เด็ก จะช่วยเหลือเด็กที่มีภาวะซึมเศร้าได้อย่างไร ฯลฯ พร้อมมีระบบเชื่อมต่อกับบุคลากรสาธารณสุข เมื่อครูคลิกปุ่มขอคำปรึกษา จะมีข้อความแจ้งเตือนถึงบุคลากรในอำเภอเดียวกับโรงเรียนทันที 

แต่ในกรณีอาชีวศึกษานั้นจะทำงานผ่านระบบดิจิทัลอย่างนี้ได้ยากกว่า เพราะไม่มีองค์กรกลางที่รวบรวมข้อมูลจำนวนมากให้ได้ สถานศึกษาอาชีวศึกษามีหลายประเภท หลายสังกัด ฐานข้อมูลกระจัดกกระจาย จึงต้องพัฒนาระบบเพื่อสร้างบุคลากรในภาคการอาชีวศึกษาให้ดูแลสุขภาพจิตนักเรียนได้ จัดกิจกรรมส่งเสริมทักษะชีวิตได้ ช่วยให้นักเรียนประเมินตัวเองได้ว่าสุขภาวะเป็นอย่างไร เครียดไหม จากนั้นจึงมาประเมินผลด้วยกัน

คุณหมอเห็นว่าเด็กๆ “สายอาชีพ” และ “สายสามัญ” มีจุดเปราะบางต่อปัญหาสุขภาพจิตต่างกันอย่างไร 

ต่างกันที่อายุด้วย นักเรียนอาชีวศึกษาเป็นวัยรุ่นตอนกลางถึงตอนปลาย อยู่ในวัยแห่งการเสาะแสวงหา ค้นพบตัวเอง มีพัฒนาการทางเพศ และเริ่มมีจริยธรรมหรือค่านิยมที่ชัดเจน อีกอย่างคือมักเลือกเส้นทางประกอบอาชีพอย่างเจาะจง นักเรียน ปวช. ก็จะเลือกสาขาวิชาเพื่อประกอบอาชีพหลังจบการศึกษา ขณะที่นักศึกษา ปวส. บางคนทำงานแล้ว หากเปรียบเทียบในกลุ่มเดียวกัน นักเรียน ปวช. มีปัญหามากกว่า คือเกเรหรือเครียดกว่า อาจเพราะอายุน้อยกว่าและเส้นทางการเรียนไม่ชัดเจนเท่า และยังมีความรักเข้ามากระทบ โดยที่เพศหญิงมักจะได้ประโยชน์จากการเข้าร่วมกิจกรรมเสริมสร้างทักษะชีวิตมากกว่า 

พอจะทราบไหมว่าทำไมเป็นเช่นนั้น

มีการทบทวนวรรณกรรมมาบ้าง พบว่าเพศหญิงสะท้อนความเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ได้ชัดเจนกว่า เช่น ถ้าก่อนเข้าร่วมกิจกรรมประเมินตัวเองว่าเครียด เมื่อเข้าร่วมกิจกรรมและประเมินซ้ำ ก็ประเมินอารมณ์ที่เปลี่ยนแปลงของตัวเองและสะท้อนอารมณ์ด้วยภาษาได้ดีกว่าเพศชาย จึงเห็นความแตกต่างมากกว่า ขณะที่ผู้ชายไม่เก่งนักในการบอกความรู้สึก เมื่อประเมินตัวเองก็อาจจะบอกว่าเท่าเดิม เพราะไม่ได้สัมผัสถึงความแตกต่างได้เร็ว ในเพศชายจะสังเกตความเปลี่ยนแปลงทางพฤติกรรมได้มากกว่า ไม่ว่าจะเป็นการใช้ความรุนแรงหรือการแสดงออกถึงการต่อต้านที่ลดน้อยลง

ส่วนเด็กๆ สายสามัญจะมีความกว้างของพิสัยอายุมากกว่า จากสถิติในระบบฮีโร่ของนักเรียนจำนวน 900,000 คน พบว่าเด็กระดับชั้นป.1-ม.6 มีอัตราเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพจิตประมาณ 7-8% คืออาจมีเด็กราว 70,000 คนที่มีความเสี่ยง เช่น ซุกซนมาก มีพฤติกรรมต่อต้าน ไม่ให้ความร่วมมือกับครู เครียด วิตกกังวล ไม่มีเพื่อน หรือถูกกลั่นแกล้ง 

แพทย์หญิงศุทรา เอื้ออภิสิทธิ์วงศ์

เดี๋ยวนี้เด็กๆ มีความตระหนักรู้เกี่ยวกับปัญหาสุขภาพจิตมากขึ้น รู้จักศัพท์ที่เกี่ยวข้องกับการดูแลสุขภาพจิตมากขึ้น ปรากฏการณ์นี้ส่งผลดีต่อการทำงานของคุณหมอหรือไม่ และมีข้อจำกัดอย่างไร 

ต้องบอกว่าเด็กๆ เดี๋ยวนี้มีความรอบรู้ด้านสุขภาพจิต (mental health literacy) มากขึ้น เข้าใจว่าระบบการศึกษาไม่ได้ถ่ายทอดให้ แต่เขามีช่องทางอื่นๆ ให้เรียนรู้ได้ โดยเฉพาะจากอินเทอร์เน็ต จึงได้นึกเปรียบเทียบว่ามีสิ่งนี้ด้วยหรือ เหมือนชั้นเลยนี่ ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่ดี แต่ความรู้เหล่านี้มักมาจากสังคมตะวันตก ช่วงที่หมออยู่ที่ออสเตรเลีย วัยรุ่นที่นั่นพูดได้ว่าฉันมีภาวะซึมเศร้าตั้งแต่ก่อนมาพบผู้เชี่ยวชาญเพื่อหาทางออก เพราะเป็นองค์ความรู้ที่เผยแพร่กว้างขวางและมีการจัดการเรียนการสอน เขาจึงประเมินและวิเคราะห์ตัวเองได้ ขณะที่เด็กไทยนั้นอาจจะมีความตระหนักรู้ แต่ยังเผชิญกำแพงภาษาอยู่บ้าง คือเขาอาจไม่ได้เข้าใจจริงๆ แต่คาดเดาว่าปัญหาเหล่านี้ตรงกับฉัน ถึงอย่างนั้นก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการสำรวจตัวเอง เพียงแต่เรายังต้องปรับมุมมองและให้ความเข้าใจที่ถูกต้องชัดเจนมากขึ้น 

การมีความตระหนักรู้นี้ทำให้เด็กต้องการสิทธิบางอย่างเพิ่มเติมด้วย เช่น อยากพบครูแนะแนวเป็นการส่วนตัวเพื่อปรึกษาว่าตัวเองมีภาวะซึมเศร้าไหม หรือขอคำแนะนำกรณีถูกเพื่อนกลั่นแกล้ง หรือต้องการพบผู้เชี่ยวชาญโดยไม่ต้องมีผู้ปกครองอยู่ด้วย ในระบบการทำงานแบบเก่า เด็กบางคนจะรู้สึกว่าพื้นที่รักษานี้ไม่ใช่พื้นที่ของเขา รู้สึกถูกกีดกัน เพราะต้องให้พ่อแม่พามา เราเองก็ต้องพัฒนาการเข้าถึงระบบดูแลสุขภาพจิตให้ทันต่อความต้องการและความตระหนักรู้ของเขาด้วย 

ภาพจาก กสศ. สร้างระบบเสริมสร้างทักษะชีวิต ช่วยดูแลสุขภาพจิตใจนักศึกษาทุน

มีความพยายามผลักดันการจัดการเรียนรู้ประเด็นนี้ในโรงเรียนไหม

จากที่สัมผัส หมอยังไม่เห็นนโยบายที่หนักแน่นและเป็นองค์รวม จะให้ดีประเด็นนี้ต้องถูกบรรจุไว้ในหลักสูตร แต่ตอนนี้ยังไม่เห็น เรื่องอื่นๆ ที่สำคัญกว่าอย่างเพศวิถีศึกษาก็ไม่มี การดูแลสุขภาพจิตเลยไปอยู่ในคาบว่างหรือชั่วโมงโฮมรูม ซึ่งบอกไม่ได้เลยว่าเด็กจะได้ประโยชน์แค่ไหน เพราะขึ้นอยู่กับครูว่าจะสอนไหม และได้รับการอบรมให้ถ่ายทอดความรู้นี้ได้ไหม แต่ก็เริ่มมีความตื่นตัวแล้วว่าการใช้โปรแกรมป้องกันการกลั่นแกล้งรังแกนั้นคุ้มค่าในการป้องกันปัญหาสุขภาพจิตในเด็กและวัยรุ่น บางโรงเรียนก็ใส่ใจและนำไปปรับใช้ แต่เท่าที่เห็นยังเป็นโรงเรียนทางเลือกมากกว่า

หลังจากทำงานร่วมกับครูมามาก ปัญหาที่ครูส่วนใหญ่พบในการสร้างพื้นที่ปลอดภัยในโรงเรียนคืออะไร

ถ้าไม่ใช่ความปลอดภัยทางกายภาพ ความท้าทายหลักคือความปลอดภัยทางจิตใจนั้นเป็นนามธรรม และเป็นปัจเจก เด็กคนหนึ่งอาจรู้สึกปลอดภัยแต่อีกคนหนึ่งไม่ ถึงอย่างนั้น ครูก็ยังสร้างสิ่งแวดล้อมพื้นฐานที่ปลอดภัยได้ ให้ทุกคนรู้สึกว่าได้รับการเคารพให้เกียรติ ทั้งจากครูและเพื่อน ไม่ถูกกีดกันด้วยเพศสภาพ อายุ หรือเชื้อชาติ แนวทางนี้จะทำให้เด็กจำนวนมากรู้สึกปลอดภัยมากขึ้นได้ เพราะตอบโจทย์สามอย่างของการส่งเสริมสุขภาพจิตคือความเท่าเทียม ไม่ถูกแบ่งแยก (equity) การยอมรับความหลากหลายได้ ไม่ต้องให้ทุกอย่างเป็นแบบแผนเดียวกันก็ได้ (diversity) และการได้รับการยอมรับให้เป็นส่วนหนึ่งของสถานที่นั้น (inclusion) 

ขณะเดียวกันก็ต้องคำนึงว่าบางคนอาจยังรู้สึกไม่ปลอดภัยได้ เช่น โรงเรียนมีความตระหนักรู้เช่นนี้ก็จริง แต่ในโรงเรียนยังมีการแข่งขันที่สูง ตัดสินเด็กด้วยผลการเรียน คนที่การเรียนไม่โดดเด่นนักก็อาจรู้สึกแย่ ต้อยต่ำ ฉันเรียนอ่อน ฉันถูกลงโทษด้วยการให้เกรดน้อย

ดูเหมือนอุปสรรคข้างต้นนี้จะเป็นอุปสรรคเชิงวัฒนธรรมระดับหนึ่ง คือเราอยู่ในสังคมที่มีมุมมองต่อความหลากหลายและความสำเร็จค่อนข้างแคบ คุณหมอมีแนวทางแก้ไขอย่างไรบ้าง

การเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมคงเกิดขึ้นไม่ได้ด้วยการทำอะไรวันเดียวหรือปีเดียว มาตรการที่หมอมักถ่ายทอดเวลาสอนเกี่ยวกับการส่งเสริมสุขภาพจิตคือการสร้างกิจกรรมบางอย่าง การรณรงค์ หรือแคมเปญ ที่สะท้อนว่าเราให้ความสำคัญกับสิ่งนั้นๆ นะ เวลาที่หมอพูดคุยกับเด็ก LGBTQ+ ทีที่รู้สึกว่าตัวเองไม่เป็นที่ต้องการในโรงเรียน หมอจะถามก่อนเลยว่ามีการจัดกิจกรรมประจำเดือนไพรด์อะไรในโรงเรียนไหม คุณครูติดป้ายสีรุ้ง หรือจัดกิจกรรมสร้างการยอมรับความแตกต่างหลากหลายทางเพศไหม  

การบ่มเพาะวัฒนธรรมจากการรณรงค์ตามเทศกาลหรือเมื่อมีจังหวะที่เอื้อนั้นนับว่าใช้ได้ บางทีอาจจะมีเดือนรณรงค์ป้องกันการกลั่นแกล้งรังแกในโรงเรียนก็ได้ เราต้องหยิบยกเหตุการณ์ในโลกมา แล้วสร้างกิจกรรมให้คนหมู่มากเห็นความสำคัญ

ในงานเสวนา “สร้างโรงเรียนให้เป็น ‘รัง’” คุณหมอพูดถึงความปลอดภัยอีกระดับหนึ่งนอกจากระดับกายภาพและจิตใจ คือความปลอดภัยเชิงการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร ซึ่งจากแนวทางการนำเสนอข่าวและเนื้อหาในโลกออนไลน์ปัจจุบัน ดูจะสร้างความปลอดภัยเช่นนั้นได้ยาก คุณหมอมีคำแนะนำอย่างไรบ้าง

หมอมองว่าโลกออนไลน์เป็นหนึ่งในสภาพแวดล้อมที่อยู่ใกล้ตัวเด็กมากขึ้น เด็กอยู่ในอินเทอร์เน็ตมากกว่าเดิม และอินเทอร์เน็ตเป็นโลกที่ไม่ปลอดภัย ดอกจันเลย เพราะเราไม่สามารถกลั่นกรองเฉพาะเนื้อหาที่ดีได้ มันจะมีมุมลบๆ มืดมัวเต็มไปหมด เพราะใครจะทำอะไรก็ได้ จะอัปโหลดภาพหรือวิดีโออะไรก็ได้ และแม้แต่พ่อแม่ครูบาอาจารย์ก็ไม่ได้เข้าถึงเนื้อหาที่เด็กเสพในปัจจุบัน พอมันไม่ปลอดภัย วิธีเดียวที่จะลดอิทธิพลของมันได้คือสร้างเด็กที่มีภูมิคุ้มกัน ให้เขาแยกแยะได้ว่าเนื้อหานี้ส่อเสียด เป็นการด่าทอ อันตราย หรือรุนแรงนะ 

อีกสิ่งหนึ่งที่ทำได้ เพราะสร้างภูมิคุ้มกันอย่างเดียวจะไม่ทันการณ์ คือต้องลดช่องทางเสี่ยงไม่ให้เด็กเข้าถึงมันได้อย่างเป็นอิสระเกินไปในเชิงนโยบาย ซึ่งมีความพยายามอยู่แต่ไม่ทันต่อปัญหา ไม่มีพลังงานมากพอ และมีแนวร่วมค่อนข้างน้อย ดังนั้นโลกอินเทอร์เน็ตจะอันตรายอยู่ตลอดไป และผู้ใหญ่ต้องทำสองอย่างคือลดโอกาสเสี่ยงที่เยาวชนอายุเปราะบางเกินไปจะเข้าถึงมันได้ เช่น ลดการเข้าถึงเครื่องมือสื่อสาร ไม่ใช่ว่าต้องมีอุปกรณ์เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตตลอดเวลา อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญมากแต่มีผู้ทำน้อยมากในไทยคือการให้ภูมิคุ้มกัน ไม่ใช่แค่การมีความรอบรู้อย่างการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล การไม่ไปด่าว่าประจานใคร แต่ต้องมีทักษะชีวิตพื้นฐานด้วย เช่น ฉันไม่ชอบนะที่เพื่อนมาล้อเลียนด่าทอฉันในโลกออนไลน์ แต่ไม่ชอบแล้วจะทำอย่างไร ปกป้องตัวเองอย่างไร ไม่ให้ถลำลึกไปกับเขาด้วย 

ขอกลับไปที่ประเด็นความปลอดภัยทางกายภาพสักนิด กรณีเด็กที่มีความเปราะบางด้านนี้ เช่น อยู่ในชุมชนที่มีการทะเลาะวิวาท วิธีแก้ไขปัญหาจะต่างออกไปอย่างไรบ้าง

ความเสี่ยงทางกายภาพมีความชัดเจนระดับหนึ่ง ไม่มีข้อขัดแย้งเท่าไรว่าปลอดภัยหรือยัง ปัญหาคือบ่อยครั้งเมื่อยังไม่เกิดอันตราย เช่น ยังไม่บาดเจ็บหรือเสียชีวิต มักจะไม่มีการดูแลช่วยเหลืออย่างเหมาะสม การจะดูแลเด็กกลุ่มนี้ต้องใช้วิธีเชิงรุกหน่อย ไม่ใช่เชิงรับ รอให้เข้าห้องฉุกเฉินมาก่อนแล้วช่วยเหลือ ซึ่งไม่ได้ผลอยู่แล้ว กี่สิบปีก็ไม่ได้ผล ครั้งหนึ่งเมื่อมีปัญหานักเรียนอาชีวศึกษาทะเลาะวิวาทกันมากๆ เราจะคัดกรองว่ากลุ่มไหนพกอาวุธไปโรงเรียน กลุ่มไหนมีความเสี่ยงจะทะเลาะวิวาท เช่น มักแข่งขันมอเตอร์ไซค์ผาดโผน เมื่อรู้กลุ่มเสี่ยงเราก็จะมีวิธียื่นมือเข้าช่วยเหลือได้อย่างเหมาะสมและทันท่วงที

ทั้งนี้ทั้งนั้น มาตรการที่จะใช้จัดการความรุนแรงต้องไม่ใช่มาตรการที่โรงเรียนส่วนใหญ่ใช้กัน คือการใช้ความรุนแรงหนักข้อกว่าเดิม ทั้งการลงโทษที่รุนแรง ปรับพฤติกรรม พาไปเข้าค่าย หรือไล่ออก ต้องใช้วิธีจัดการเชิงรุกก็ที่เป็นบวก ไม่ตีตราหรือเน้นกล่าวโทษว่าเธอเป็นคนไม่ดี

กลับมาที่ครูผู้กำลังพยายามสร้างโรงเรียนให้เป็นรังอันปลอดภัยของเด็ก ตอนนี้บรรยากาศในการทำงานของครูมีความปลอดภัยแล้วหรือยัง

จริงๆ ก่อนที่จะนำกิจกรรมไปช่วยเหลือเพื่อพัฒนาสุขภาพจิตเด็ก หลายๆ กิจกรรมหมอใช้กับครูก่อน ครูต้องได้สัมผัสก่อนว่ากิจกรมนี้สร้างความรู้สึกปลอดภัยให้เขาได้ไหม ครูต้องมีโอกาสได้แบ่งปัน เล่าเรื่องที่เล่าได้ยากได้โดยไม่ต้องกลัวว่าจะถูกตัดสิน คิดว่าครูส่วนใหญ่ที่อยู่ในกิจกรรมเหล่านี้มีโอกาสน้อยที่จะรู้สึกว่าตัวเองอยู่ในพื้นที่ที่ไม่ปลอดภัย เพราะจะมีการกำหนดกติกาให้เคารพกันและกันที่ชัดเจน ว่าเราทำกิจกรรมนี้ จุดประสงค์คืออะไร เราขอให้เคารพกติกาคือ ฟังเพื่อนอย่างตั้งใจ ไม่ด่วนตัดสิน ไม่นำเรื่องไปเล่าต่อข้างนอก เมื่อสื่อสารอย่างนี้ กิจกรรมก็จะไหลลื่นไปได้ดี ครูหลายคนก็ได้สะท้อนความรู้สึก ได้ร้องไห้บ้าง ได้ปลดล็อกปมในใจ 

ดังนั้นการสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้ครูนั้นทำได้แน่ แต่ว่าต้องมีบริบทที่เอื้อกว่านี้ เพราะในความเป็นจริง น้อยครั้งที่เราจะรู้สึกว่าเล่าเรื่องสำคัญให้เพื่อนร่วมงานและหัวหน้าฟังได้ ทั้งที่สำคัญมากเลย โดยที่ครูทุกคนจะต้องมีเป้าหมายร่วมกันจริงๆ ซึ่งหมอไม่แน่ใจว่าโรงเรียนไหนทำได้อย่างดีบ้าง ที่แน่ๆ สิ่งนี้ควรออกมาจากปากผู้นำ ถ้าผู้น้อยต้องการแต่ผู้นำไม่ขยับ ผู้น้อยจะสร้างเองได้ยาก เพราะมันต้องอาศัยความร่วมมือ สร้างเป็นภารกิจร่วมกันของหน่วยงาน แล้วครูทุกคนจะสบายใจ รู้ว่าพลาดพลั้งไปแล้วจะไม่ถูกประจาน 

อย่างยุคนี้ถ้าครูลงโทษเด็ก ด้วยวิธีที่ตัวเองทำมาตลอดสิบปี หรือยี่สิบปีในชีวิตการทำงาน แล้วถูกถ่ายวิดีโอ ครูเองก็รู้สึกไม่ปลอดภัย รู้สึกอายรู้สึกโกรธขึ้นมา ขณะเดียวกันก็ไม่รู้วิธีสร้างความปลอดภัยนั้นด้วย มีแต่สร้างความโกรธเกลียดที่ขัดขวางบรรยากาศความปลอดภัยในโรงเรียนต่อไป เท่ากับไม่มีคำนิยามของความปลอดภัยที่เข้าใจร่วมกันจริงๆ คนหนึ่งเข้าใจอย่าง คนหนึ่งเข้าใจอีกอย่างไป 

เวลาใช้กิจกรรมเหล่านี้กับครู ผู้บริหารโรงเรียนเข้าร่วมด้วยไหม

บางกิจกรรมก็มีผู้บริหารเข้าร่วมด้วย แล้ววันที่ผู้บริหารเข้าร่วม เราก็จะเห็นความเปลี่ยนแปลงในลักษณะที่เราประทับใจ คือผู้บริหารก็ไม่เคยรู้ว่าการใช้ถ้อยคำรุนแรงกับลูกน้องมีปัญหาอย่างไร ดังนั้นยิ่งมาร่วมกิจกรรม ก็ยิ่งสร้างแรงกระเพื่อมได้มากขึ้น

แล้วอุปสรรคที่อยู่ในโครงสร้างระบบการศึกษา อย่างการมีจำนวนนักเรียนต่อห้องมากเกินไป หรือมีภาระงานมากเกินควร ส่งผลกระทบต่อการทำงานส่งเสริมสุขภาพจิตเด็กของครูไหม แล้วครูควรจะทำอย่างไรดี 

คำตอบนี้ขอรวมถึงผู้ใหญ่ทุกคนด้วย เพราะพ่อแม่ที่มีลูกมากก็เป็นเหมือนกัน คืองานล้นเกิน ไม่มีสมดุลในการทำงาน ในต่างประเทศเคยมีการคำนวณด้วยซ้ำว่าเด็กคนหนึ่งๆ ต้องใช้ผู้ใหญ่กี่คนเลี้ยงจึงจะเหมาะสม ซึ่งเป็นการสร้างทั้งสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและความสามารถในการทำงาน การมีสัดส่วนไม่เหมาะสมเป็นอุปสรรคเชิงโครงสร้างแน่นอน และเราออกแบบให้เหมาะสมกว่านี้ได้  ทั้งจำนวนนักเรียนและจำนวนคาบ โดยต้องให้คนเป็นศูนย์กลางมากกว่านี้ คำนึงถึงสุขภาวะของคนทำงาน โดยใช้หลักฐานที่เป็นวิชาการมาสนับสนุน 

นอกจากนี้ ต้องตระหนักว่าภาระงานล้นเกินอาจไม่ได้หมายถึงจำนวนงานเท่านั้น แต่มาจากความเร่งรีบและเคร่งเครียดด้วย ครูทุกคนต้องมีพื้นที่ขอความช่วยเหลือและแสดงความคิดเห็น พร้อมมีทักษะที่จะตระหนักว่าขอบเขตของตัวเองอยู่ที่ไหน บางครั้งวัฒนธรรมรวมหมู่ (collective culture) ทำให้เราเกรงใจ ไม่อยากใช้ตัวเองเป็นศูนย์กลาง เห็นตัวเองสบายขณะที่คนอื่นๆ เหนื่อยไม่ได้ กลายเป็นการอยู่ร่วมกันแบบ “ช่วยๆ กันหน่อยนะ นี่เป็นงานโรงเรียน” ซึ่งไม่ใช่ไม่ดี แต่อาจขัดขวางความสามารถในการดูแลตัวเองของคนทำงาน ต้องบ่มเพาะความกล้ายืนหยัดในความคิดของตน (assertiveness) บ้าง ทั้งการปฏิเสธ และการขอความช่วยเหลืออย่างเหมาะสม ถ้าครูไม่ถูกฝึก และต้องสมยอมต่อสิ่งแวดล้อมที่กดทับต่อไปก็ยากจะให้ความช่วยเหลือแก่นักเรียนได้ดีพอ

แพทย์หญิงศุทรา เอื้ออภิสิทธิ์วงศ์

เท่าที่คุณหมอเห็น กำลังใจของครูที่ทำงานนี้อยู่เป็นอย่างไรบ้าง

หมออาจจะตอบคำถามในภาพรวมไม่ได้ แต่ครูที่มาร่วมกิจกรรมกับหมอก็มักจะมีใจอยู่แล้ว มีพลังเหลือเฟือ มีความหวัง และมักจะเป็นคนที่สร้างประโยชน์ให้เด็กได้จริง ครูเหล่านี้มีทักษะการดูแลตัวเองและเด็กประมาณหนึ่ง และมีแรงจูงใจในการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ แต่ถ้าไม่นับครูกลุ่มนี้ เวลาไปเยี่ยมโรงเรียน ก็พบว่าครูหลายคนที่ปลีกตัวมาร่วมกิจกรรมกับเราไม่ได้นั้นพร้อมจะบ่นและพรั่งพรูความทุกข์ตลอดเวลา เรารู้สึกได้เลยว่าสิ่งที่เขาแบกอยู่คือความรู้สึกผิด รู้สึกว่าไม่มีความสามารถ ช่วยเหลือเด็กไม่ได้ จัดการความเครียดของตัวเองไม่ได้เลย ซึ่งถ้าเราไปเยี่ยมโรงเรียนที่เป็นหน้างานบ่อยกว่านี้ก็คงพบปัญหามากขึ้น แต่นอกจากหน่วยงานด้านสุขภาพจิตที่จะไปพบปะครูแล้ว จริงๆ ในองค์กรของครูเองก็ควรมีการพูดคุยพบปะ ให้ผู้บริหารไปพบครูบรรจุใหม่บ้างเหมือนกัน เพื่อให้ผู้ใหญ่รับรู้สิ่งที่ผู้น้อยเผชิญและช่วยเหลือ แต่ไม่รู้มีมากน้อยแค่ไหน 

คุณหมอมีโมเดลที่ประสบความสำเร็จในการสร้างโรงเรียนให้เป็นรังทั้งของครูและนักเรียนภายใต้วัฒนธรรมรวมหมู่นี้บ้างไหม 

หมอยังไม่มีโมเดล แต่คิดว่าสิ่งแรกที่ต้องเกิดคือความตระหนักรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรม (culture awareness) วัฒนธรรมเป็นสิ่งที่เรามองไม่เห็นและเป็นสิ่งที่ครอบงำเรามานานเท่ากับอายุของเรา ไม่มีใครลุกหนีจากมันได้ เพราะมันครอบเราอยู่ทุกอิริยาบถ แต่การตระหนักรู้ว่ามีวัฒนธรรมนี้อยู่และเห็นจุดที่พัฒนาต่อไปได้นั้นสำคัญกว่า คงไม่ต้องถึงขนาดนำโมเดลจากต่างประเทศมาใช้กับเราทั้งหมด แค่ตระหนักว่าเราอยู่ในสังคมแบบนี้ แต่เราเห็นสังคมรูปแบบอื่นที่ทำให้จิตใจเราดีขึ้นมาแล้ว เราจึงต้องเติมอะไรใหม่ๆ ลงไปในสังคมเดิมบ้างในจังหวะที่ดี

มีแนวคิดหนึ่งที่หมอพูดแล้วคนฟังดูจะรับไม่ได้เลย คือหมอเห็นว่าวัยรุ่นที่เถียงผู้ใหญ่เป็นวัยรุ่นปกติ คุณอยากให้เขาไม่เถียง ใครสั่งทำอะไรก็ทำตาม ไม่คิดจะโต้แย้งอย่างนั้นหรือ หมอพูดอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ทุกเวที และให้คนฟังชั่งน้ำหนักเองว่าจะเห็นด้วยกับหมอไหม คือนำเสนอแนวคิดจากวัฒนธรรมที่แตกต่างจากที่ผู้ฟังเติบโตมา ให้เขาได้เปรียบเทียบและชั่งใจ เขาอาจไม่เชื่อทันที แต่จะเกิดความเอ๊ะ ความรู้สึกว่า “เออ หรือว่าใช่นะ” ขึ้นมา บางทีมันอาจจะตอบโจทย์เขาด้วย เขาอาจไม่เคยเชื่อหรอกว่าการเถียงนั้นแย่ แต่มันเป็นบรรทัดฐาน ฟังแล้วเขาก็จะเอ๊ะขึ้นมา ว่าเด็กก็มีเหตุผลดีออก นำไปสู่การขับเคลื่อนใหม่ๆ 

ทั้งนี้ผู้นำสำคัญมาก ถ้าผู้นำมุ่งจะเปลี่ยนแปลง ก็จะเปลี่ยนแปลงจากบนลงล่างก่อนได้ ถ้ารอให้ทุกคนพร้อมจากล่างขึ้นบนก็อาจต้องใช้เวลา 20-30 ปี บนลงล่างอาจจะมีแรงต้านบ้าง แต่เห็นผลทันทีมากกว่า 

ภาพจาก กสศ. สร้างระบบเสริมสร้างทักษะชีวิต ช่วยดูแลสุขภาพจิตใจนักศึกษาทุน

มองไปในอนาคต ถ้าเราสร้างสังคมให้เป็นพื้นที่ปลอดภัยของทุกคนได้จริง ประโยชน์ทั้งในระดับชุมชน ระบบเศรษฐกิจ และประเทศชาติจะเป็นอย่างไร 

หมอคิดว่าความปลอดภัยเป็นสภาพแวดล้อมที่พึงประสงค์ของสิ่งมีชีวิตทุกชนิดตั้งแต่แรกเกิด และเป็นสภาพแวดล้อมที่ต้องสร้าง ไม่ได้เกิดเองโดยธรรมชาติ เพราะธรรมชาตินั้นอันตราย การมีพื้นที่ปลอดภัยจะทำให้เรามีสุขภาวะที่ดี สุขภาวะทางกาย จิตใจ และสังคมที่ดีนั้นเกื้อหนุนกัน เมื่อมีสิ่งแวดล้อมดี มีพื้นที่สีเขียว อากาศดี น้ำไม่ท่วม สังคมก็ปลอดภัย สงบ ไม่อลหม่านว่าออกจากบ้านแล้วต้องเผชิญอะไร เมื่อสังคมดี เราก็มีโอกาสแลกเปลี่ยนและเกื้อกูลกันมากขึ้น ทำให้คนที่อยู่ในสังคมนั้นมีร่างกายและจิตใจดี แข็งแรง มีสุขต่อไป

ในระดับระบบเศรษฐกิจ มีผู้วิจัยแล้วด้วยว่าเมื่อเราแข็งแรงก็จะป่วยน้อยลง ไม่ต้องไปโรงพยาบาล ใช้ยา มีรายจ่ายมาก เราก็จะเลี้ยงปากท้องได้ดีกว่า เมื่อมีจิตใจดี ไม่เครียด ก็ก้าวข้ามปัญหาได้ไม่จมปลัก ก็จะมีอายุยืนยาวขึ้น ไม่ต้องเจ็บป่วยหรือสูญเสียความสามารถในการหาเลี้ยงชีพ หลายคนไม่รู้ว่าโรคซึมเศร้าเป็นโรคที่มีภาระโรคสูงรองจากโรคหัวใจและหลอดเลือด แปลว่าผู้ป่วยโรคนี้จำนวนมากทำหน้าที่ได้ไม่เต็มที่ เป็นแม่ก็ดูแลลูกไม่ได้ เป็นครูก็ดูแลนักเรียนไม่ได้ เป็นลูกจ้างก็ไปทำงานบ้างขาดบ้าง ผลิตภาพก็น้อยลงไป

นอกจากนี้ ถ้าเราไม่เจ็บปวด ไม่ต้องใช้ยา หรือเสียค่าใช้จ่ายมากมายอะไร เราก็ถ่ายทอดความแข็งแรงนี้สู่รุ่นต่อๆ ไปได้ด้วย เพราะสุขภาวะไม่ได้ถ่ายทอดจากยีน แต่มาจากพฤติกรรม ถ้าพ่อแม่มีสุขภาวะดี เด็กก็มีสุขภาวะดีด้วย ทั้งความคิด การปฏิบัติตน การรับประทานอาหาร การออกกำลังกาย คือได้รูปแบบการใช้ชีวิตไป เราก็จะมีคนที่มีคุณภาพเพื่อพัฒนาประเทศในรุ่นต่อๆ ไป ดังนั้นถ้าทุกที่เป็นพื้นที่ปลอดภัย สุขภาวะของคนจะดีขึ้นอย่างเป็นองค์รวม และตกทอดต่อไปถึงคนรุ่นหลังของเราด้วย 

ชมย้อนหลัง เสวนาสาธารณะสร้างโรงเรียนให้เป็น ‘รัง’: บ่มเพาะพื้นที่เรียนรู้เชิงบวกที่พร้อมดูแลแผลใจเด็กทุกคน

ทดลองอ่านและสั่งซื้อหนังสือ สร้างโรงเรียนให้เป็น ‘รัง’

สร้างโรงเรียนให้เป็น ‘รัง’

Original price was: 395฿.Current price is: 356฿.

(Relationship, Responsibility and Regulation: Trauma-Invested Practices for Fostering Resilient Learners)
Kristin Van Marter Souers & Pete Hall เขียน
พชร สูงเด่น แปล
อนวัช อรรถจินดา บรรณาธิการ
ยุทธภูมิ ปันฟอง ออกแบบปก