‘อนุชาติ พวงสำลี’ เชื่อในตัวครู สู่การเปลี่ยนแปลงการศึกษาไทย

 

เรื่อง: ชาลิสา เพชรดง

ภาพ: อนุชาติ พวงสำลี

 

ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาเกิดขึ้นได้ทุกที่และทุกบริบทของสังคม เพราะปัจจัยที่ทำให้เด็กไทยเข้าไม่ถึงการศึกษาที่มีคุณภาพและเท่าเทียมไม่ได้มีเพียงความขาดแคลนด้านทุนทรัพย์ แต่ยังมีความขาดแคลนด้านอื่นๆ ที่ต้องได้รับการสนับสนุน งบประมาณก้อนใหญ่ในการสนับสนุนการศึกษาอาจไม่เพียงพอในการสร้างความเปลี่ยนแปลง เราอาจต้องการ “ชุดความคิดใหม่” เข้าไปเติมเต็มด้วย

หนังสือ สอนเปลี่ยนชีวิต: 7 ชุดความคิดพลิกห้องเรียนเพื่อเด็กทุกคน โดยเอริก เจนเซน ฉบับแปลภาษาไทยของสำนักพิมพ์ bookscape ได้นำเสนอ 7 ชุดความคิดที่ช่วยเสริมพลังการสอนแก่ครู และพาผู้อ่านไปพบกับวิธีนำแนวคิดใหม่เพื่อส่งเสริมความเท่าเทียมในการเรียนรู้ของเด็กๆ ที่มีความขาดแคลนแตกต่างกัน

รศ.ดร.อนุชาติ พวงสำลี คณบดีคณะวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้ขับเคลื่อนการพัฒนาครูเพื่อสนับสนุนการเรียนรู้อย่างมีคุณภาพและเท่าเทียม ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองและประสบการณ์ว่า เราจะหาทางออกให้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ และสร้างความเสมอภาคทางการศึกษาอย่างเป็นรูปธรรมได้อย่างไร

 

ในมุมมองอาจารย์ คิดว่าปัญหาใดที่ควรแก้ไขเพื่อลดปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาอย่างเร่งด่วน

ก่อนพูดถึงปัญหาเร่งด่วน ผมขออนุญาตแลกเปลี่ยนประเด็นที่คิดว่าเป็นปัญหารากฐานในระยะ 7-8 ปีที่ผ่านมา ภาพสะท้อนใหญ่ของระบบการศึกษา อาจใช้คำว่า การศึกษาเป็นความทุกข์ของคนทั้งแผ่นดิน

เด็กไปโรงเรียนก็มีความทุกข์ ครูก็มีความทุกข์ ผู้บริหารการศึกษาในทุกๆ ระดับ ตั้งแต่ระดับผู้อำนวยการลงมาจนกระทั่งถึงเจ้ากระทรวง ผมคิดว่าเขาก็ทำงานบนความทุกข์ ผู้ปกครองมีความทุกข์ คนที่เกี่ยวข้องมีความทุกข์กันไปหมด คำถามคือ ทำไมการศึกษาที่ควรเป็นเรื่องที่ทำให้สังคมมีความงอกงาม เป็นเรื่องการพัฒนามนุษย์ กลับสร้างความทุกข์ให้กับคนอย่างมหาศาลเช่นนี้

สิ่งที่ผมพยายามจะมองคือรากลึกของปัญหามีอยู่สองประเด็นใหญ่ ที่ผ่านมาการขับเคลื่อนการศึกษาหรือการวางระบบการศึกษาบ้านเรา ตั้งแต่การปฏิรูปการศึกษาในยุคต้นๆ หลายสิบหลายร้อยปีมา ประเด็นแรก

ปรัชญาการศึกษาของเราไม่เคยชัดเจนและขาดความต่อเนื่องมั่นคง ไม่เคยมีธงชัดเจนว่าอะไรคือรากฐานของการคิดเรื่องการจัดการศึกษา นี่เป็นสิ่งสำคัญที่สุดของเรื่องราวทั้งหมด

เมื่อปรัชญาแกนคิดการทำงานเรื่องการศึกษาไม่ชัดเจนก็นำไปสู่ประเด็นปัญหาที่สอง ซึ่งเป็นปัญหารากฐานที่ว่าเรานำระบบการศึกษาไปรับใช้ระบบราชการ ปัญหาของความสัมพันธ์เชิงอำนาจในระบบการศึกษา ระบบการจัดสรรงบประมาณที่ขาดประสิทธิภาพ และความอ่อนด้อยของระบบทั้งหมด ไม่ว่าระบบการผลิตครู ระบบการพัฒนาครู ระบบหลักสูตร ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาที่เกิดขึ้น รวมถึงการที่ระบบการศึกษาไม่สามารถลดทอนปัญหาทางสังคมใดๆ ที่เกิดขึ้น หรือแม้แต่จะสร้างภูมิคุ้มกันให้กับผู้เรียนได้

 

ทั้งสองประเด็นนี้ส่งผลกระทบอย่างไรต่อระบบการศึกษาบ้านเรา

ประเด็นเหล่านี้เป็นรากฐานที่เชื่อมโยงมาจากการที่เรานำระบบการศึกษาไปรับใช้ระบบราชการมากเกินไป หมายความว่าที่ผ่านมานโยบายทางการศึกษาเป็นนโยบายแบบบนลงล่างล้วนๆ การจัดสรรงบประมาณไม่ได้เป็นไปตามดัชนีชี้วัดใดๆ แต่กลับขึ้นอยู่กับอารมณ์ความรู้สึกของรัฐบาลแต่ละยุคสมัยว่าอยากใส่งบประมาณลงไปตรงไหนอย่างไร โดยไม่มีร่องรอยของความรู้ที่จะเข้าไปกำกับใดๆ ทั้งสิ้น ขาดระบบการติดตามประเมินผลที่ชัดเจน การรวมศูนย์อำนาจเช่นนี้ทำให้ผูกพันไปถึงองคาพยพที่เกี่ยวข้องกับระบบการศึกษาทั้งหมด

วันนี้ถ้าเราพูดถึงประเด็นใดก็มีปัญหาไปทุกส่วน เริ่มต้นตั้งแต่ระบบผลิตครู เราจะโทษว่า คณะศึกษาศาสตร์ ครุศาสตร์ผลิตเด็กออกมาอย่างไรให้มาเป็นครูที่ไม่มีคุณภาพก็ไม่ใช่ เพราะเด็กที่มาเรียนครูเป็นเด็กที่มีความรู้ความสามารถสูงมาก และมีความมุ่งมั่นสูงมาก อัตราการแข่งขันสูงมาก แต่พอเขาจบออกมาแล้วถูกส่งเข้าไปในระบบ ครูสี่แสนห้าแสนคนทำไมถึงที่ไม่สามารถหนุนระบบการศึกษาได้อย่างเพียงพอ สิ่งนี้สะท้อนถึงความซับซ้อนของปัญหา

 

อาจารย์คิดว่าการนำระบบการศึกษาไปผูกหรือกระทั่งรับใช้ระบบราชการมากเกินไปส่งผลกระทบอย่างไร

ผมมองว่าระบบการศึกษาที่ผูกกับระบบราชการมากทำให้ระบบการจัดการศึกษาแข็งตัวจนไม่สามารถมีพัฒนาการที่ตอบรับกับการเปลี่ยนแปลงของผู้เรียนที่มีวิธีการเรียนรู้ เป้าหมายต่อชีวิต และเป้าหมายต่ออนาคตที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างมโหฬาร ทั้งเรื่องเทคโนโลยี ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง

เราจะเห็นได้ว่าคนรุ่นใหม่ไม่มีความรู้สึกมีส่วนร่วมและเกิดความเบื่อหน่ายในห้องเรียน เป็นเพราะระบบการศึกษาของเราพยายามสร้างหลักสูตรแกนกลางให้เป็นระบบที่มีมาตรฐานเดียว (one size fits all) แล้วนำไปใช้กับเด็กรุ่นใหม่หรือผู้เรียนรุ่นใหม่ นำมาสู่ความย้อนแย้งในประเด็นที่สามว่าระบบการศึกษาไม่ยืดหยุ่นพอที่จะรองรับการเปลี่ยนแปลงในตัวมนุษย์และโลกที่เปลี่ยนแปลงไปแล้ว

ประเด็นสุดท้าย หากพูดถึงการสอน ผมยังเชื่อว่าถ้าเรามุ่งความสนใจไปที่โรงเรียนและการเรียนการสอน กุญแจดอกสำคัญที่จะขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงนี้ได้คือครู

อย่างไรก็ตาม เรามีครูจำนวนไม่น้อยที่เป็นกองหน้าผู้บุกเบิกให้เกิดนวัตกรรมการเรียนการสอนใหม่ๆ อย่างโครงการที่ผมได้ทำงานกับเด็กรุ่นใหม่ กับครูรุ่นใหม่ๆ หรือครูรุ่นเก่า มีครูจำนวนมากอยากลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงห้องเรียน อยากลุกขึ้นมามีส่วนร่วมกับลูกศิษย์ อยากดูแลลูกศิษย์ให้เติบโตเป็นมนุษย์ที่ดี

แต่คำถามคือ ทำไมครูเหล่านี้ไม่สามารถแสดงศักยภาพหรือความสามารถของเขาออกมาได้ นี่เป็นคำถามใหญ่ที่เราอาจต้องมาสำรวจว่าอะไรคือก้นบึ้งหรือปัญหารากฐานที่ก่อให้เกิดปัญหาเหล่านี้

 

นอกเหนือจากด้านทุนทรัพย์ นักเรียนไทยยังขาดแคลน หรือมีความ “poor” ด้านใดอีกบ้าง

หากดูภาพกว้างๆ มีความ poor ที่แตกต่างในแต่ละบริบทพอสมควร ในต่างจังหวัดมีความ poor ในเชิงการเข้าถึงทรัพยากรการเรียนรู้ที่เพียงพอและดีพอ หรือแม้กระทั่งว่าจะมีเงินไปโรงเรียนไหม เด็กไปโรงเรียนเพื่อไปฝากความหวังว่าจะได้กินอาหารเช้า หรืออาหารกลางวัน ได้กินนมที่โรงเรียน อันนี้เป็นความ poor ในเชิงฐานะทางเศรษฐกิจ ซึ่งจะผูกพันไปสู่เรื่องอื่นๆ อีกมากมาย

แต่ถ้าเราดูความ poor ในอีกชนชั้นทางเศรษฐกิจขึ้นมา ถ้าเป็นลูกคนรวยจะมีความ poor อีกแบบ เพราะว่าพ่อแม่มีเงินแล้วนำเงินไปฝากลูกไว้กับโรงเรียนขนาดใหญ่หรือโรงเรียนที่ดี แล้วสร้างความคาดหวังให้กับโรงเรียน พอพาลูกส่งถึงรั้วประตูโรงเรียนก็หวังว่าลูกจะกลายเป็นคนดีในสายตาของพ่อแม่ในทันที เพราะว่าฉันจ่ายแพง

โรงเรียนจึงมีหน้าที่ผลิตเด็กตามความคาดหวังของพ่อแม่ แต่เด็กเหล่านั้นมีความ poor ในเชิงที่ว่า เรียนเท่าไรก็ยังค้นหาตัวเองไม่เจอ นี่เป็นประเด็นที่ผมคิดว่าสำคัญมาก เด็กไม่รู้ว่าอะไรคือแรงบันดาลใจของตัวเอง ไม่รู้ว่าอะไรคือสิ่งที่เป็นความสามารถหรือศักยภาพ หรือว่าสิ่งที่จะสานต่อไปในระยะยาวของตัวเองคืออะไร

ในเด็กที่มีฐานะทางเศรษฐกิจต่ำกว่าระดับปานกลางหรือสูงกว่าปานกลางเล็กน้อย พ่อแม่เริ่มมีฐานะทางเศรษฐกิจดีขึ้น ก็มีความ poor อีกแบบ เพราะพ่อแม่ชนชั้นกลางจำนวนมากเข้ามาก้าวก่ายชีวิตของลูกเยอะ และเข้ามามีบทบาทกับทางโรงเรียนเยอะ มีความคาดหวังที่จะให้ครูหรือโรงเรียนทำในสิ่งที่ตนเองคิดว่าดี เช่น ลูกจะต้องสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ ลูกจะต้องเป็นนักดนตรี ลูกจะต้องมีทักษะภาษาอังกฤษที่ดี หรือลูกจะต้องมีพรสวรรค์ขึ้นมาทันที สิ่งเหล่านี้ทำให้เกิดแรงเสียดทาน และกดดันไปยังระบบการศึกษา รวมถึงครูและทุกๆ ห้องเรียน

 

เด็กที่มีฐานะทางเศรษฐกิจต่างกัน ต่างก็มีความ poor ในบริบทของตนเอง มีความขาดแคลนใดที่เป็นจุดร่วมของเด็กไทยบ้าง

ความ poor ของเด็กไทยที่เป็นตัวร่วมกันไม่ว่าเด็กในชนบทหรือเด็กในเมืองคือความยากจนด้านการขาดการดูแลเชิงทักษะหรือภูมิคุ้มกันชีวิต เด็กในชนบทไปโรงเรียน ปรากฏว่าโรงเรียนไม่ใช่พื้นที่ปลอดภัยของเขา เด็กในเมืองก็กลายเป็นว่าต้องไปอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เกิดการรังแก (bully) กัน

ปัญหาในเชิงทักษะชีวิตและการดูแลชีวิต ความปลอดภัยในพื้นที่โรงเรียน ความปลอดภัยในความสัมพันธ์ต่างๆ นั้น poor หรือขาดแคลนไปหมด เพราะระบบการศึกษาของเราหรือหลักสูตรการศึกษาของเรานั้นให้ความสำคัญกับระบบแพ้คัดออกมาโดยตลอด เรายกย่องเชิดชูมีป้ายให้กับเด็กที่ได้รับรางวัลที่หนึ่งจากการประกวดโน่น ประกวดนี่ แต่ว่าปัญหาที่เป็นทักษะชีวิตลึกๆ ของเด็กกลับขาดการดูแล ขาดการลงทุนอย่างมาก

เด็กที่ออกจากระบบการศึกษามักถูกมองว่าพัฒนาไม่ได้ ถ้าครูไม่ได้ถูกสอนมาให้เชื่อว่าทุกคนสามารถพัฒนาศักยภาพได้ ครูเหล่านี้จะสามารถสอนให้เด็กเชื่อว่าตัวเองมีศักยภาพในการพัฒนาได้ไหม

ผมขอเชื่อมโยงกับประเด็นเรื่องเด็กออกนอกระบบการศึกษา ผมคิดว่าเป็นปรากฏการณ์ทางตัวเลขที่น่าสนใจมากๆ ถ้าดูตัวเลขเด็กที่สอบเข้ามหาวิทยาลัยหรือว่าเด็กที่เรียนในระดับอุดมศึกษา เราพบว่า 2-3 ปีที่ผ่านมาตัวเลขของเด็กที่พยายามจะเข้ามหาวิยาลัยลดลงอย่างมโหฬาร ไม่ใช่ลดเพราะจำนวนประชากรผู้เรียนลดลง แต่ว่าเด็กเลือกที่จะไม่เรียน

ประเด็นที่สองคือ เมื่อเด็กเข้ามหาวิทยาลัยมาแล้ว กลุ่มเด็กที่เปลี่ยนสาขาหรือเลือกเข้าไปสอบใหม่ ไม่ว่าจะเป็นเด็กปีสองขึ้นปีสาม หรือบางคนขึ้นปีสี่ก็ยังเลือกไปสอบคณะใหม่ ไปสมัครเข้าเรียนใหม่ เด็กเหล่านี้ที่เรียกว่าเด็กซิ่ว มีอัตราสูงมากจนทำให้อัตราเด็กซิ่ว โดยเฉพาะในสายวิทยาศาสตร์อยู่ที่ประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์ นี่เป็นความสูญเสียทางการศึกษารูปแบบหนึ่ง

สองประเด็น ทั้งเรื่องเด็กในระดับประถม มัธยมที่หลุดออกไปจากระบบเพราะสาเหตุปัญหาความยากจนหรือความเปราะบางใดๆ และปัญหาเด็กในระดับที่สูงขึ้นมาซิ่วหรือมีความพยายามที่จะสอบเข้ามหาวิทยาลัยน้อยลง ผมคิดว่าสองประเด็นนี้อาจเป็นตัวสะท้อนปัญหาสองด้านคือ

เขาหลุดออกจากระบบการศึกษาเพราะไม่มีความสามารถในการเรียนต่อได้ หรือระบบโรงเรียนทำให้เขาหลุดออกจากระบบหรือเปล่า มีปัญหาบางอย่างที่สะสมอยู่ในตัวระบบ ทำให้เด็กเหล่านี้ออกไปหรือไม่

 

อาจารย์พอมีแนวทางแนะนำไหมว่า เราควรจัดการกับปัญหาเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษาอย่างไร

ผมเห็นด้วยกับความพยายามที่จะผลักเด็กกลับเข้าสู่ระบบ และต้องทำงานอีกด้านหนึ่งด้วยว่า การผลักเด็กที่หลุดออกจากระบบกลับเข้าไปสู่ระบบแล้ว ระบบนั้นต้องเป็นพื้นที่ที่ดีเพียงพอ ปลอดภัยเพียงพอให้เขาเข้ามา ไม่อย่างนั้นเขาจะเกิดการกระทำซ้ำหรือถูกกระทำซ้ำได้เหมือนกัน ต้องดูที่สาเหตุ เพราะปัญหาต่างๆ มีหลายมิติ

ส่วนระดับที่สูงขึ้นไปอีก อาจสะท้อนสิ่งที่ผมกล่าวไปแล้วว่า ค่านิยมหรือวิธีการเรียนรู้ การรับรู้ของเด็กรุ่นใหม่ หรือสิ่งที่ผมใช้คำว่าวิถีการเรียนรู้ (learning lifestyle) ของคนรุ่นใหม่นั้นเปลี่ยนไปแล้วหรือไม่ ระบบการศึกษาแบบที่เป็นอยู่ในปัจจุบันอาจไม่ใช่ทิศทางของเขาเพียงพอ หรือเป็นสิ่งที่เขาต้องการเข้ามาแสวงหา ทีนี้ถามต่อว่าครูมีวิธีการที่ต้องการจะพัฒนาเด็กหรือไม่อย่างไร

ผมคิดว่าการโทษระบบการผลิตครูเสียทีเดียวอาจจะพูดได้ไม่เต็มปากเต็มคำ ผมเชื่อว่าครูทุกคนต้องการพัฒนาเด็ก แต่สิ่งที่เราต้องพูดให้ลึกกว่านั้นอีกคือว่า ความจริงการบอกว่าเด็กพัฒนาได้ หรือว่าการสอนช่วยพัฒนาเด็กได้ จำเป็นต้องดูว่าเรานิยามคำว่า “การสอน” ในที่นี้ว่าคืออะไร การสอนในที่นี้อาจเป็นการกดทับบางอย่างของเด็กก็เป็นไปได้ เราต้องไม่พูดแบบรวมๆ ผมคิดว่าสิ่งที่เราพยายามขยายความจากคำว่าการศึกษาไปสู่เรื่องการเรียนรู้ เราอาจต้องให้นิยามสิ่งที่เรียกว่าการเรียนการสอนอีกแบบหนึ่งหรือเปล่า หรือบทบาทของครู และผู้ที่เกี่ยวข้องอาจต้องถูกตั้งคำถามหรือไม่

 

อาจารย์มีประสบการณ์การนำชุดความคิดจากในหนังสือไปใช้ส่งเสริมและพัฒนาครูหรือไม่ อย่างไร

ผมคิดว่าเจ็ดชุดความคิดของหนังสือเล่มนี้เป็นแนวความคิดหรือเป็นทักษะสำคัญมากที่จะช่วยพัฒนาครู แต่ถ้าจะขยายความในสิ่งที่พวกผมทำและเชื่อ หากครูท่านหนึ่งจะลุกขึ้นมาสอนด้วยความคิดแบบ growth mindset มีความเชี่ยวชาญในการมองเด็ก ผมคิดว่ามีประเด็นพื้นฐานเกี่ยวกับครูว่า เราควรเชื่อในความเป็นมนุษย์ของครู

ผมว่าหัวใจสำคัญของระบบการศึกษาเราต้องพูดถึงตัวครู ก่อนจะไปสู่เจ็ดชุดความคิดเราต้องเชื่อในตัวครูก่อน เราต้องเชื่อว่าครูคือมนุษย์ ครูคือคนที่สามารถทำผิดทำถูกได้ ครูสามารถจะเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา ถ้าเราเชื่อในสิ่งนี้เราจะมีความหวัง และเจ็ดชุดความคิดจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเราเชื่อสิ่งนี้

สิ่งที่สองที่เราทำกันมาโดยตลอด โดยเฉพาะในโครงการก่อการครูที่ถือว่าเป็นหลักสูตรพื้นฐานที่ครูทุกคนต้องผ่านกระบวนการนี้ คือหลักสูตรที่มองว่าครูคือมนุษย์คนหนึ่ง เราเชื่อว่าหัวใจสำคัญของความเป็นครูไม่ใช่เรื่องทักษะการสอนของเขา ความเป็นตัวตนของครูนั้นสำคัญ การที่ครูจะไปยืนอยู่ท่ามกลางนักเรียน

การที่ครูจะทำให้เด็กมี growth mindset นั้น ตัวตนของครูเป็นแบบนั้นไหม ครูเชื่อในสิ่งที่เขาพูดและทำหรือเปล่า การแสดงออกจากด้านในของครูนั้นสำคัญมาก ตัวตนของครูจึงเป็นหัวใจของเรื่องราวการทำงานของครูทั้งหมด

 

เมื่อมองว่าครูก็เป็นมนุษย์และให้ความสำคัญกับตัวตนครูแล้ว ยังมีเรื่องใดที่ควรได้รับความสนใจและแก้ไขอีกบ้าง

ถอยขึ้นมาอีกชั้นหนึ่ง ในระดับที่สองมีสองประเด็นที่ต้องแตกออกมา หนึ่ง เป็นประเด็นที่ว่าเด็กจะสามารถพัฒนาได้หรือไม่ เป็นประเด็นที่ว่าสังคม ระบบการศึกษา หรือคนที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาการศึกษานั้นเชื่อหรือไม่ว่ามนุษย์ทุกคนพัฒนาได้ เปลี่ยนแปลงได้ เติบโตได้ เพียงแต่ว่าเราจะใส่ปุ๋ยรดน้ำพรวนดินเขาแบบไหนอย่างไร หรือเราจะอนุญาตให้เขาเติบโตในแบบของเขาหรือไม่

สิ่งที่เป็นอุปสรรคในปัจจุบันไม่ว่าเราจะใช้ growth mindset หรือจะใช้กระบวนการอะไรก็ตาม ในท้ายที่สุดถ้า ผอ. บอกว่าโรงเรียนฉันต้องได้คะแนนโอเน็ตที่ดี ครูจะได้รับการประเมินก็ต่อเมื่อผลคะแนนโอเน็ต ผลการสอบเข้ามหาวิทยาลัยของโรงเรียนฉันต้องมีเปอร์เซ็นต์สูงเท่านั้นเท่านี้ แปลว่าเราใช้มาตรวัดหรือใช้ตัวชี้วัดแบบเดียวหรือมีความเชื่อเดียวในการวัดประเมินเด็ก

 

ควรทำอย่างไรเพื่อให้ชุดความคิดทั้งเจ็ดเกิดขึ้นในห้องเรียนได้จริง

ข้อแรก ในโลกการศึกษาปัจจุบัน เด็กๆ ควรได้รับการมองเห็น พัฒนา และบ่มเพาะให้เติบโตตามศักยภาพในแบบฉบับที่เป็นตัวเขาเอง (personalized learning) นี่เป็นจุดที่เจ็ดชุดความคิดจะเข้ามาทำงานอย่างมีประสิทธิผลมาก ถ้าเราอนุญาตให้เขาเติบโตในแบบฉบับที่แตกต่างกัน ทุกคนไม่จำเป็นต้องไปเป็นแพทย์หรือวิศวกรเหมือนกันหมด โลกแห่งอาชีพในอนาคตจะเปลี่ยนแปลงมหาศาล

เพราะฉะนั้นหลักสูตรแกนกลางอาจจะมีความสำคัญลดลงอย่างมาก ผมไม่ได้พูดว่าเด็กไม่ควรมีความรู้พื้นฐานด้านใดด้านหนึ่งเลย ความรู้พื้นฐานรวมถึงความรู้เชิงการคิดเชิงวิทยาศาสตร์ก็ต้องมี แต่ต้องอนุญาตให้เขาเติบโตในแบบฉบับของเขา ถ้าเราจะปล่อยให้เกิดสิ่งนี้ได้เจ็ดชุดความคิดจะเข้ามาเสริมได้อย่างมาก

สอง เป็นเรื่องเชิงเทคนิค จากประสบการณ์ของผม ครูมีความรู้อยู่ในตัว มีความสามารถในการถ่ายทอดมากทีเดียว ครูในระบบปัจจุบัน ไม่ใช่ว่าเขาทำอะไรไม่เป็น ครูมีความสามารถและความพยายาม เพียงแต่ว่าสิ่งที่เขาได้รับการดูแล ได้รับการบ่มเพาะอาจไม่เพียงพอและอาจไม่สอดคล้องกับโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป นี่เป็นหน้าที่ของเทคนิคและเครื่องมือใหม่ๆ ที่จะเข้ามา แต่อีกหลายเรื่องเป็นเรื่องพื้นฐานมากๆ

ถ้าเราเชื่อว่าผู้เรียนเติบโตในแบบฉบับของเขาเองได้ แปลว่าเราต้องอนุญาตให้ครูทดลองและออกแบบกระบวนการอื่นๆ ที่มีความหลากหลายมากขึ้น มีการประยุกต์ใช้วิธีการที่หลากหลายมากขึ้น อย่างหนึ่งที่คณะเราทำกันอย่างกว้างขวาง การเรียนของเราในชั้นเรียน เด็กกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ นั่งเรียนกับพื้น การนั่งๆ นอนๆ เรียนทำให้เขาเป็นเจ้าของห้องเรียนและช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่อยู่ในเจ็ดชุดความคิดจากหนังสือการทำให้เด็กเข้ามามีส่วนร่วมในชั้นเรียนเป็นศิลปะการออกแบบซึ่งอาจไม่อยู่ในหลักสูตรฝึกครูมากนัก ซึ่งเป็นสิ่งที่เราต้องเติมเต็มไปพร้อมกับเจ็ดชุดความคิดนี้

สุดท้าย ผมเชื่อว่าถ้าจะทำให้เจ็ดชุดความคิดทำงานได้เต็มประสิทธิภาพนั้น จำเป็นต้องดูแลและจัดระบบความสัมพันธ์ของการเรียนรู้ทั้งหมด ผมเชื่อว่าระบบความสัมพันธ์ของครูกับลูกศิษย์สำคัญมาก ครูกับเพื่อนครูสำคัญมาก ครูกับผู้อำนวยการโรงเรียน ผู้บริหารระดับสูง เขต ศึกษานิเทศก์ รวมถึงครูกับผู้ปกครองสำคัญมาก สิ่งเหล่านี้เป็นความสัมพันธ์ของระบบทั้งหมดที่จะเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งอนุญาตให้ครูและโรงเรียนเติบโตไปด้วยกัน

ผมเน้นเฉพาะประเด็นเดียวซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่อยู่ในเจ็ดชุดความคิด ก็คือความสัมพันธ์ระหว่างครูกับศิษย์ การที่เด็กจะเติบโตแบบ growth mindset ได้ดี เขาต้องเชื่อมั่นในตัวครู เขาต้องเชื่อมั่นที่จะสื่อสารกับครู และรู้สึกปลอดภัยเพียงพอที่จะบอกครูว่าสิ่งที่เขาคิดและเชื่อนั้นถูกไหม

 

 

ในมุมมองคนทำงานด้านพัฒนาครู ชุดความคิดชุดใดมีความสำคัญมากที่สุด อาจารย์ได้เน้นชุดความคิดสานสัมพันธ์ไปแล้ว มีประเด็นอื่นๆ ที่อยากเสริมไหม

ผมคิดว่าทั้งเจ็ดเรื่องสำคัญมาก ผมเห็นครูจำนวนมากในประเทศไทยที่พยายามดำเนินการอยู่ ไม่ใช่ว่าประเทศไทยขาดครูซึ่งไร้ความพยายาม หมดหวัง ท้อแท้ หรือมี fixed mindset เท่านั้น เรามีครูที่มี growth mindset อยู่มากมาย ประเด็นที่อยากเน้นย้ำคือ การที่เราจะทำให้เกิดเจ็ดชุดความคิดนี้ขึ้นกับครูหรืออยู่ในบรรยากาศของห้องเรียนเชิงบวก เกิดการมีส่วนร่วมและแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ผมว่าเราต้องทำงานในสองระดับ

อย่างแรก ทำอย่างไรให้ความสัมพันธ์เชิงอำนาจในห้องเรียนเป็นแนวราบมากที่สุด ระบบการศึกษาของเราที่พัฒนามาโดยตลอดตั้งแต่อดีตแฝงด้วยระบบความสัมพันธ์เชิงอำนาจสูงมาก ครูคือผู้ที่ยืนอยู่หน้าห้องแล้วสามารถจะตัดสินผู้เรียนในวันสุดท้ายของเทอมได้ โดยบอกว่าเธอมีสิทธิ์ได้คะแนนเท่านั้นเท่านี้ เธอควรได้เกรด 1 2 3 4 นี่เป็นความสัมพันธ์เชิงอำนาจ

ถ้าเราปรับความสัมพันธ์เชิงอำนาจให้เป็นแนวราบมากที่สุด จากที่เด็กไม่เคยวิเคราะห์ปัญหา เด็กจะกล้าตั้งคำถาม เด็กจะอนุญาตให้ตัวเองมี growth mindset เด็กจะอนุญาตให้ตัวเองทำผิดได้ หรือมีพื้นที่ที่กล้าแสดงออกได้ ผมเชื่อว่าตรงนี้เป็นจุดสำคัญที่จะทำให้ห้องเรียนมีความหมายและมีคุณค่าแบบที่เจ็ดชุดความคิดมุ่งหวังไว้

สอง คือระบบความสัมพันธ์ที่เหนือไปกว่านั้น growth mindset ไม่เกิดขึ้นกับการเรียนการสอนหรือหลักสูตรใดๆ ที่ครูไม่สามารถทำหน้าที่ปรับเปลี่ยนห้องเรียนของเขาได้ เพราะระบบความสัมพันธ์ทางอำนาจในขั้นสูงๆ ขึ้นไปมีความเข้มข้นมากจนทำให้ครูไม่สามารถขยับอะไรได้เลย

บรรยากาศของโรงเรียนปกคลุมไปด้วยความหวาดกลัว การลองผิดลองถูก การกล้าออกนอกกรอบแทบจะเกิดขึ้นไม่ได้ อย่างสถานการณ์โควิดในช่วงที่ผ่านมา ความโกลาหลเรื่องการเรียนออนไลน์ทั้งหลายเต็มไปด้วยบรรยากาศของความกลัว เมื่อความกลัวเกิดขึ้น ก็ไม่เกิดความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ที่จะทำอะไรใหม่ๆ ได้ กลายเป็นว่าครูทุกคนต้องฟังกระทรวงศึกษาฯ ว่าจะว่าอย่างไร ว่าจะต้องดูทีวีตอนไหน

 

เราจะช่วยครูและนักเรียนในเชิงระบบได้อย่างไร เมื่อระบบราชการไม่เปิดโอกาสให้เปลี่ยนแปลงอะไรได้มาก

ต้องให้โรงเรียนมีอิสระมากขึ้น แต่ในที่นี้คือทั้งตัวโรงเรียนและตัวครูมีอิสระที่จะจัดการงบประมาณของตัวเอง มีอิสระที่จะสามารถคัดเลือกคนมาเป็นครูที่โรงเรียนตัวเองได้ ครูที่เหมาะสมสอดคล้องกับอัตลักษณ์กับสิ่งที่เป็นเป้าหมายของโรงเรียน รวมถึงความเป็นอิสระของตัวหลักสูตรเอง ซึ่งสิ่งนี้สำคัญที่สุด

ปัจจุบันแม้ว่าหลักสูตรแกนกลางอนุญาตให้ปรับหลักสูตรท้องถิ่นได้บางส่วนแล้ว ผมมองว่า ตามอุดมคติคือการปรับเปลี่ยนหลักสูตรได้โดยไม่มีแกนกลางเลย หรือถ้าจะมีแกนกลาง ก็ควรมีให้น้อยที่สุด และสุดท้ายคือระบบ ความคาดหวัง และการประเมินจากส่วนกลาง ควรเปลี่ยนวิธีคิด การกำหนดตัวชี้วัด การกำหนด kpi ต่างๆ ที่เอาไปใช้กับโรงเรียนทุกโรงเรียน

แม้จะเป็นความพยายามที่จะอธิบายว่าเป็นการลดภาระ อย่างไรก็ตามผมยังเชื่อว่าต้องเปลี่ยนที่วิธีคิดและมุมมองของการจัดการศึกษา ทำให้กลับไปสู่ประเด็นที่ว่าเราเชื่อในปรัชญาการศึกษาแบบใด ถ้าเชื่อในปรัชญาระบบการแข่งขัน ระบบที่จะสร้างคนเก่งคนมีความสามารถ ก็เป็นเรื่องหนึ่ง แต่ถ้าเชื่อว่ามนุษย์ทุกคนพัฒนาได้ก็คงจะเป็นระบบที่ดีมาก

 

โควิด 19 สะท้อนให้เห็นว่าการศึกษาไทยมีความเหลื่อมล้ำจริง ทั้งเรื่องการเรียนรู้และเรื่องเศรษฐฐานะ เราควรจัดการกับปัญหานี้อย่างไร และการศึกษาในอนาคตจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง

วิกฤตโควิดสะท้อนอย่างหนึ่งว่านโยบายจัดการศึกษาแบบรวมศูนย์ ที่เป็นนโยบายสั่งการจากส่วนกลางลงไปเพื่อจะรับมือกับสถานการณ์ที่ผ่านมาสร้างความโกลาหล สะท้อนถึงความไม่มีประสิทธิภาพ และการรวมศูนย์อาจใช้ไม่ได้กับรูปแบบการจัดการศึกษาในอนาคต

หากถามว่าการจัดการศึกษาในอนาคตจะเปลี่ยนไปอย่างไร มีความสำคัญมากว่าตัวระบบนิเวศการเรียนรู้จะต้องเปลี่ยนไปอย่างแน่นอน โรงเรียนอาจไม่ใช่หน่วยของการจัดการศึกษาเพียงลำพังอีกต่อไป ในอนาคตคำว่าบ้านกับโรงเรียนอาจต้องมาผสมกันมากขึ้น บทบาทของผู้ปกครองอาจถูกเรียกร้องมากขึ้น หรือแสดงบทบาทบางอย่างโดยการทำงานร่วมกับโรงเรียนมากขึ้น ครูก็ต้องปรับตัวให้เข้ากับวิธีการเรียนที่จะต้องทำอย่างไรให้เกิดการทิ้งระยะห่างในเชิงกายภาพ แต่เรียกร้องให้เกิดระบบความสัมพันธ์ที่เกื้อกูลกันหรือเชื่อมโยงกันมากยิ่งขึ้นด้วยซ้ำ

สังคมในยุคหลังโควิดนั้นเรียกร้องสิ่งที่เราเรียกกว่าการเชื่อมร้อยคนเข้าหากันอย่างมาก ท่ามกลางสถานการณ์ที่เราต้องระมัดระวังเรื่องความปลอดภัย แพลตฟอร์มของการจัดการศึกษาจำเป็นจะต้องถูกปรับเปลี่ยนให้เกิดความหลากหลายมากขึ้น พื้นที่ที่มีเด็กเปราะบางและเด็กยากจนมากขึ้นอาจต้องมีรูปแบบการจัดการศึกษาแบบหนึ่ง เด็กในเมืองอาจเป็นอีกแบบหนึ่ง เด็กแต่ละพื้นที่ต่างมีรูปแบบของตนเอง และเป้าหมายของการศึกษาจะต้องมีความหลากหลายและเป็นไปเพื่อผู้เรียนมากยิ่งขึ้น

 

มีประเด็นปัญหาทางการศึกษาใดที่สถานการณ์โควิด 19 สะท้อนให้เราเห็นอีกบ้าง

สถานการณ์โควิดอธิบายสิ่งที่เป็นปรากฏการณ์สองเรื่องในเชิงนโยบายหรือภาพเชิงระบบได้ดี ประเด็นที่หนึ่ง การสั่งการจากส่วนกลางสะท้อนว่าแนวคิดหรือวิธีคิดของรัฐบาลล้าหลังมาก และไม่สามารถรับมือกับระบบที่ถูกท้าทายอย่างมโหฬารได้เลย ส่วนกลางมีความเข้าใจบริบทของพื้นที่ที่ต่างกันน้อยมาก แต่พยายามจะใช้วิธีการเดียวซึ่งเป็นแนวคิดที่อาจไม่สอดคล้องกับยุคสมัยเสียด้วยซ้ำ

ประเด็นที่สอง คือ ระบบการศึกษา การจัดการเรียนรู้ของมนุษย์จำเป็นจะต้องถูกปรับเปลี่ยนอย่างมโหฬาร อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ผมกังวลคือหลายคนพูดถึงเรื่องยุคหลังโควิดในบริบทการศึกษา ที่นำทุกอย่างไปฝากบนโลกออนไลน์ทั้งหมด ผมคิดว่าการเรียนออนไลน์เป็นหนึ่งในวิธีการเรียนรู้ของมนุษย์ แต่ไม่ใช่ทั้งหมดของการพัฒนามนุษย์ แม้กระทั่งคำว่าออนไลน์ อย่างการศึกษาทางไกล ก็อาจต้องมาตีความ มาดูกันให้ดีว่าเรากำลังพูดถึงอะไรกันแน่

นั่นแปลว่ายุคหลังโควิดไม่ได้เป็นการผลักทุกอย่างไปบนโลกออนไลน์ ในทางกลับกัน ยุคหลังโควิดในบทบาทและมุมมองของคนทำงานเรื่องการศึกษากลับต้องให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบความสัมพันธ์ของมนุษย์ในสังคมอย่างเข้มข้นมากยิ่งขึ้น เพราะว่าโควิดทำให้เราพลัดพรากจากกันเป็นเวลาพอสมควร

สิ่งที่จะต้องถูกสถาปนา ถูกตั้งคำถาม และถูกคิดอย่างมากในอนาคตก็คือระบบการศึกษาจะรองรับหรือสร้างความเกื้อกูลและเชื่อมร้อยระหว่างผู้คนในสังคมได้อย่างไร

 

ถ้าเป็นเช่นนั้น เราจะสร้างการศึกษาที่ช่วยเชื่อมสัมพันธ์ผู้คนได้อย่างไร

หมายความว่าเราจะฝึกฝนและพัฒนาความสามารถเยาวชนของเรา ให้มีทักษะการทำงานร่วมกันหลายฝ่าย และเข้าใจในความรู้สึกของผู้อื่น (empathy) ได้อย่างไร สิ่งเหล่านี้เป็นคำถามใหญ่ในการวางรากฐานการศึกษา คงไม่ต้องพูดถึงเรื่องการปลดล็อก เรื่องประเมินผลใดๆ สิ่งนั้นต้องถูกปรับเปลี่ยนอยู่แล้ว

แม้ว่าสิ่งที่ผมพูดมาจะดูนามธรรม เป็นเรื่องเชิงโครงสร้างที่ใหญ่ แต่ผมเชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงใดๆ จำเป็นจะต้องเปลี่ยนจากจุดเล็กๆ จากจุดที่ทำได้ และผมยังเชื่อในพลังของครู เชื่อในพลังของห้องเรียน ถ้าเราสามารถเปลี่ยนห้องเรียนทีละห้องเรียนได้ ในอนาคต ผมเชื่อว่า ถ้าเราทำให้เป็นระบบมันจะเป็นพลังทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง หรืออย่างน้อยได้มีโอกาสขยับโครงสร้างข้างบนที่แข็งและยึดติดให้ยืดหยุ่นมากขึ้น

 

สุดท้ายนี้อาจารย์อยากฝากอะไรทิ้งท้าย

อยากให้ทุกคนมีความหวัง ตราบใดที่เราเชื่อว่ามนุษย์ทุกคนมีศักยภาพจะเรียนรู้และเติบโตได้ ผมเชื่อว่าระบบการศึกษาจะช่วยพัฒนามนุษย์และการอยู่ร่วมกันของเราให้มีสันติภาพได้ต่อไปครับ

 

บทสัมภาษณ์นี้เป็นส่วนหนึ่งของเสวนาสาธารณะ “Poor Students, Rich Teaching สอนเปลี่ยนชีวิต – สู้ความเหลื่อมล้ำด้วยพลังแห่งการสอน” โดยสำนักพิมพ์ bookscape ร่วมกับกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)

 

 

สอนเปลี่ยนชีวิต: 7 ชุดความคิดพลิกห้องเรียนเพื่อเด็กทุกคน
Eric Jensen เขียน
ฐานันดร วงศ์กิตติธร, ลลิตา ผลผลา แปล
448 หน้า
อ่านตัวอย่างหนังสือและรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่