เพิ่มโอกาสสำเร็จในระบบนิเวศการเรียนรู้ใหม่ด้วย ‘หลักสูตรยกระดับ’

อภิรดา มีเดช เรื่อง

ทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจสำหรับผู้เรียนวัยทำงานที่ต้องการศึกษาและพัฒนาทักษะมนุษย์ ให้ทันต่อความต้องการ นั่นคือ “หลักสูตรยกระดับ” ซึ่งตั้งใจออกแบบมาเพื่อช่วยผู้เรียนวัยทำงานและเตรียมพวกเขาให้พร้อมต่อตำแหน่งงานที่เป็นที่ต้องการในตลาดแรงงานแต่ละพื้นที่

หลักสูตรยกระดับที่พัฒนาโดยยึดความต้องการของผู้จ้างงานเป็นสำคัญจะเปิดโอกาสให้ผู้เรียนเข้าถึงเครื่องมือและการฝึกอบรมที่เหมาะสมต่อการพัฒนาความเชี่ยวชาญด้านดิจิทัลและทักษะมนุษย์ที่ถ่ายโอนสู่การทำงานจริงได้ รวมถึงประสบการณ์การทำงานที่เกี่ยวข้องโดยมีปลายทางคือการได้งานที่ดี

ผู้ที่ผ่านการฝึกอบรมนั้นนอกจากจะพร้อมเริ่มงานแรกหลังจบหลักสูตรแล้ว ยังพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงผ่านตำแหน่งงานที่ต้องเผชิญในอนาคตเมื่อเส้นทางอาชีพเปลี่ยนแปลงไปด้วย

4 แนวทางของหลักสูตรยกระดับ

เพื่อสร้างโอกาสสำหรับผู้เรียนวัยทำงานในระบบนิเวศการเรียนรู้ใหม่ ประกอบด้วยการออกแบบหลักสูตรในแนวทางต่างๆ ดังต่อไปนี้

1. เรียนรู้ตามบริบท

เป็นการออกแบบประสบการณ์การเรียนรู้อย่างเจาะจงเพื่อเตรียมผู้เรียนให้พร้อมต่อการทำงานเฉพาะด้าน รวมถึงต่อสถานที่ทำงานที่กำลังจะก้าวเข้าไป

ตัวอย่าง ศูนย์อาชีวศึกษาสำหรับชาวยิวที่ซานฟรานซิสโก ซึ่งจับมือกับมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียซานฟรานซิสโกเพื่อออกแบบหลักสูตรและประสบการณ์การศึกษาที่จะทำให้ผู้ผ่านการฝึกอบรมพร้อมทำงานในมหาวิทยาลัย โดยศูนย์ฯ ออกแบบการฝึกอบรม โดยอิงความต้องการเฉพาะของนายจ้างแต่ละราย เช่น การฝึกใช้งานซอฟต์แวร์ช่วยเหลือทางการแพทย์ของมหาวิทยาลัย นอกจากนี้ยังให้ความสำคัญกับการฝึกงานในสถานที่จริง

การเรียนรู้ในพื้นที่ซึ่งผู้เรียนสามารถประยุกต์ใช้ความรู้ได้จะเป็นประโยชน์ต่อการสร้างองค์ความรู้และทักษะในระยะยาวมากกว่าเมื่อเทียบกับการเรียนรู้ในชั้นเรียนเพียงอย่างเดียว การเรียนรู้ผ่านการทำงานจะทำให้การเปลี่ยนผ่านสู่ตำแหน่งงานใหม่ง่ายดายขึ้น ขณะเดียวกันก็เป็นการเสริมสร้างความเชื่อมั่นและทำให้มั่นใจว่าพนักงานเหมาะสมกับงานนี้ตั้งแต่ก่อนเริ่มงาน

2. การเรียนรู้ผ่านประสบการณ์

มุ่งเน้นให้ผู้เรียนได้มีโอกาสเรียนรู้ทั้งภาคทฤษฎีควบคู่กับภาคปฏิบัติ เพื่อเป็นประโยชน์ก่อนตัดสินใจสมัครงาน

ตัวอย่าง ไอ.ซี.สตาร์ส (i.c.stars) องค์กรผู้ให้บริการหลักสูตรยกระดับใช้การเรียนรู้ผ่านสถานการณ์จำลองเพื่อสร้างนักเทคโนโลยีแห่งอนาคตผู้เชี่ยวชาญในการจัดการปัญหา 

โครงการฝึกอบรมแบบเข้มข้น ด้านความเป็นผู้นำและเทคโนโลยีนานสี่เดือนทำให้ผู้มีรายได้น้อยเข้าถึงการฝึกอบรม 1,000 ชั่วโมงสำหรับเตรียมตัวทำงานในบริษัทชั้นนำผู้ให้บริการด้านเทคโนโลยี พร้อมการสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง 20 เดือนหลังจากเปลี่ยนผ่านสู่การทำงานเต็มเวลาและได้ค่าตอบแทนสูง

ไอ.ซี.สตาร์สผสมผสานระหว่างการเรียนรู้ผ่านการฝึกงานและการใช้โครงงานเป็นฐาน หลักสูตรดังกล่าวจะแบ่งนักศึกษาในแต่ละรุ่น (20 คน) เป็นสี่ทีมเพื่อเสนอทางออกสำหรับปัญหาธุรกิจแก่บริษัทคู่สัญญา ปัญหาที่ว่ามีตั้งแต่การเขียนซอฟต์แวร์จนถึงการออกแบบแอปพลิเคชั่นในโทรศัพท์มือถือ

“แง่งามของรูปแบบการเรียนรู้นี้คือนักศึกษาต้องมีความรับผิดชอบต่อลูกค้า ไม่ใช่ผู้สอน หมายความว่าเราได้เปลี่ยนการเรียนรู้เป็นการทำงานจริง”

แซนดี คาสตรูล (ผู้ร่วมก่อตั้งและผู้บริหารไอ.ซี.สตาร์ส)

ตลอดการทำงานสั้นๆ สี่รอบเป็นเวลาสี่เดือนกับลูกค้า แต่ละคนต้องสลับสับเปลี่ยนหน้าที่ เช่น เดือนแรกอาจรับบทบาทนักวิเคราะห์ธุรกิจ เดือนที่สองเป็นนักพัฒนาซอฟต์แวร์ และเดือนถัดมาเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านไอที ทำให้ทุกคนมีโอกาสได้ลองทุกอย่าง และในเดือนสุดท้ายก็จะตัดสินใจได้ว่าบทบาทไหนเหมาะสมกับตัวเอง ชอบงานไหนมากที่สุด และเราเก่งด้านใดมากที่สุด 

ตัวอย่างในประเทศไทย หลักสูตรการฝึกยกระดับฝีมือโดยกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน (กพร.) จำนวน 2 สาขา ได้แก่ สาขาเทคนิคการติดตั้งและบำรุงรักษาระบบเซลล์แสงอาทิตย์ และสาขาความปลอดภัยในการทำงานบนที่สูง (หลังคา) รวม 42 ชั่วโมง 

ในปี 2566 มีผู้ผ่านการฝึกอบรมการติดตั้งโซลาร์เซลล์ (หลักสูตรแรก) จำนวน 2,432 คน ในปี 2565 มีผู้ผ่านการฝึกอบรม 3,748 คน โดยเงื่อนไขของผู้เข้าอบรมจะต้องมีความรู้พื้นฐานและประสบการณ์ด้านไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ หรือสาขาที่เกี่ยวข้อง 

เมื่อจบหลักสูตรแรกระยะเวลา 30 ชั่วโมง จะได้เรียนรู้ทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติเกี่ยวกับความปลอดภัยในการทำงาน ทฤษฎีไฟฟ้า ความรู้เกี่ยวกับพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานทดแทน การออกแบบ การติดตั้งระบบเซลล์แสงอาทิตย์ การใช้งาน การตรวจซ่อมและบำรุงรักษา สำหรับผู้ที่สนใจอาจอบรมต่อยอดในหลักสูตรที่สองเพิ่มอีก 12 ชั่วโมง

3. เรียนรู้ทักษะด้วยเทคโนโลยี

แม้เป็นหลักสูตรยกระดับ แต่ไม่ได้เน้นเพียงทักษะเฉพาะด้านเท่านั้น เพราะทักษะมนุษย์เป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้กัน

ตัวอย่าง โคลาเบอร์รี (Colaberry) บริษัทที่ปรึกษาด้านข้อมูลที่ให้บริการฝึกอบรมด้านวิทยาศาสตร์ข้อมูลและการวิเคราะห์ข้อมูล เป็นเจ้าของรางวัล “ผลงานที่น่าจับตามองที่สุดในอนาคต” จากการประกวดนวัตกรรมเอ็มไอทีโซลฟ์ (MIT SOLVE) ปี 2018 

โครงการฝึกอบรม ของโคลาเบอร์รีเข้าถึงผู้เรียนกว่า 5,000 คนจาก 45 ประเทศ โดย 45 เปอร์เซ็นต์เป็นผู้หญิง และ 70 เปอร์เซ็นต์เป็นคนชายขอบ ถึงแม้ผู้เรียนบางคนจะมีวุฒิปริญญาเอกและต้องการเปลี่ยนผ่านสู่ตำแหน่งงานใหม่ แต่ส่วนใหญ่ผู้เรียนของที่นี่มีฐานะใกล้เส้นความยากจน

ผู้เข้าร่วมอบรมทุกคนจะได้เรียนรู้ทักษะซึ่งเป็นที่ต้องการของตลาดผ่านบทเรียนที่พวกเขาได้มีปฏิสัมพันธ์ เรียนรู้ด้วยการลงมือทำตามความเร็วที่ต้องการบนแพลตฟอร์มด้านวิทยาศาสตร์ข้อมูล ได้เรียนรู้ภาษาฐานข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล จัดรูปแบบข้อมูลให้พร้อมใช้งาน แปลงข้อมูลเป็นภาพ และการปรับใช้อัลกอริทึม ขณะเดียวกันก็ต้องฝึกฝนทักษะการสัมภาษณ์งานและการนำเสนออย่างสม่ำเสมอ

4. ประสบการณ์การเรียนรู้แบบผสมผสาน

เพราะตระหนักดีว่าลำพังการเรียนรู้ผ่านระบบออนไลน์นั้นไม่เพียงพอ หลายองค์กรจึงเลือกใช้เทคโนโลยีและการเรียนรู้ออนไลน์ เสริมด้วยการสนับสนุนโดยมนุษย์

ตัวอย่าง เมอริตอเมริกา (Merit America) ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นบริษัทที่ “นำทางแรงงานยากจนสู่อาชีพของชนชั้นกลาง” โดยรับบทบาทสร้างทักษะให้ผู้ฝึกอบรมเพื่อให้พวกเขาคว้าตำแหน่งงานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ การผลิตขั้นสูง และอุตสาหกรรมสุขภาพได้

เมอริตอเมริกามอบประสบการณ์การเรียนรู้แบบผสมผสานที่มีความยืดหยุ่นสูง พร้อมความช่วยเหลือในระดับบุคคลเชิงรุกเพื่อบรรลุเป้าหมาย บริษัทจะติดต่อกับผู้เรียนอย่างใกล้ชิดเพื่อกระตุ้นความมุมานะและผลักดันผู้เรียนสู่ความสำเร็จ

คนที่ฝึกอบรมกับเมอริตอเมริกาไม่มีใครเรียนจบสูงกว่าชั้นมัธยมปลายและแทบทุกคนทำงานเต็มเวลาโดยไม่ได้รับสวัสดิการอื่นๆ คนกลุ่มนี้ 59 เปอร์เซ็นต์เคยลงทะเบียนเรียนในมหาวิทยาลัยหรือวิทยาลัยชุมชนแต่เรียนไม่จบ พวกเขาจึงมีหนี้การศึกษาที่ต้องชำระคืนอีกด้วย

หลักสูตรดังกล่าว ใช้เวลาราว 20 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ (ตลอดหลักสูตรใช้เวลาตั้งแต่สามถึงห้าเดือน) เพื่อพัฒนาทักษะเฉพาะด้านผ่านช่องทางออนไลน์ ผู้เรียนแต่ละคนจะทำแบบฝึกหัดเสร็จไม่พร้อมกัน และไม่มีตารางเรียนที่เคร่งครัด โดยสามารถใส่ชั่วโมงการเรียนรู้ลงไปเมื่อไรก็ได้นอกเวลางาน การเรียนรู้ในเวลาเดียวกันจะเกิดขึ้นเฉพาะในการพบปะในชั้นเรียนระหว่างผู้สอนกับนักศึกษา 5-10 คน 

นอกจากนี้ ผู้เรียนจะต้องพบกับผู้สอนแบบตัวต่อตัวเป็นเวลารวมสามชั่วโมงในทุกสัปดาห์เว้นสัปดาห์ โดยผู้เรียนเลือกช่วงเวลาที่เหมาะสมได้เอง นี่คือโอกาสให้พวกเขาเล่าถึงความท้าทายที่เกิดขึ้นระหว่างการเรียนรู้ พร้อมทั้งฝึกฝนทักษะสำคัญของมืออาชีพอย่างการสื่อสาร การรับมือความขัดแย้ง การสัมภาษณ์และการเขียนเอกสารสมัครงาน รวมถึงจดหมายแนะนำตัว โดยกลุ่มนักศึกษานำร่องมีอัตราการเรียนจบ 80 เปอร์เซ็นต์

หลักสูตรยกระดับเหล่านี้นับเป็นจุดเริ่มต้นที่ยอดเยี่ยม แต่อาจมีข้อจำกัดอยู่บ้างสำหรับในสหรัฐอเมริกาเนื่องจากยังไม่ได้ขยายขอบเขตหลักสูตรให้ครอบคลุมผู้เรียนจำนวนมากในระยะแรกเริ่มพัฒนา โดยสามารถรองรับผู้เรียนได้ราว 100,000 คนต่อปีจากกลุ่มประชากรเป้าหมายที่เป็นผู้ใหญ่ชนชั้นแรงงานกว่า 41 ล้านคนที่มีวุฒิการศึกษาต่ำกว่าระดับอนุปริญญา ตัวเลขดังกล่าวจึงนับว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับวิทยาลัยชุมชนที่รองรับผู้เรียนได้ราว 1 ล้านคนต่อปี

เรายังต้องการโอกาสการเรียนรู้ที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้เรียนยิ่งขึ้น ตรงจุดขึ้น เป็นการเรียนรู้ที่เรียกร้องเวลาไม่มากและใส่เข้าไปในตารางชีวิตอันแน่นขนัดเพื่อความอยู่รอดของพวกเขาได้

ชม เสวนาสาธารณะ Long Life Learning: เรียนรู้ใหม่ ไม่รู้จบ ได้ที่ FB: Bookscape


ทดลองอ่านและสั่งซื้อหนังสือ Long Life Learning: เรียนรู้ใหม่ ไม่รู้จบ

Long Life Learning: เรียนรู้ใหม่ ไม่รู้จบ

Original price was: 395฿.Current price is: 356฿.

(Long Life Learning: Preparing for Jobs that Don’t Even Exist Yet)

Michelle R. Weise เขียน
รพีพัฒน์ อิงคสิทธิ์ แปล
ชลิดา หนูหล้า บรรณาธิการ
ยุทธภูมิ ปันฟอง ออกแบบปก