“วีระเทพ ปทุมเจริญวัฒนา” ภาคการศึกษาไทยสู่ระบบนิเวศการเรียนรู้ใหม่ ปรับตัวกี่โมง?

อภิรดา มีเดช เรื่อง
เจมฐิศักดิ์ ขาวนวล ภาพ

เมื่อชีวิตคนเรามีแนวโน้มยืนยาวขึ้นกว่า 100 ปี ส่งผลให้ทุกคนมีโอกาสเปลี่ยนงานหลายสิบครั้งตลอดช่วงชีวิต แนวคิดและการสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ใหม่อันไร้รอยต่อของผู้เรียนวัยทำงานจึงเป็นความท้าทายที่เกิดขึ้นพร้อมกับหลายภาคส่วนที่มีผู้เกี่ยวข้องมากมาย 

คงปฏิเสธไม่ได้ว่าหนึ่งในภาคส่วนสำคัญที่เป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างผู้เรียนวัยทำงานกับสถานประกอบการคือภาคการศึกษา ทุกวันนี้แนวโน้มของผู้เรียนในระบบเปลี่ยนแปลงจากทศวรรษก่อนหน้าอย่างไร การเรียนรู้ที่รองรับคนทุกช่วงวัยควรมีหน้าตาแบบใด และประเทศไทยต้องทำอะไรอีกบ้างเพื่อบรรลุจุดหมายดังกล่าว

bookscape พูดคุยกับ วีระเทพ ปทุมเจริญวัฒนา หัวหน้าภาควิชาการศึกษาตลอดชีวิตและประธานสาขาวิชาการศึกษานอกระบบโรงเรียน คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ถึงความท้าทาย กรณีศึกษาน่าสนใจ และข้อเสนอสำหรับฝ่ายจัดการเรียนรู้รวมถึงภาครัฐ ต่อยอดจากหนังสือ Long Life Learning: เรียนรู้ใหม่ ไม่รู้จบ ปูทางสู่การสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ใหม่ที่ตอบโจทย์ทั้งการยกระดับ พัฒนาทักษะ และการเรียนรู้ตลอดชีวิตเพื่อความสำเร็จของทุกๆ คน

อยากให้อาจารย์แลกเปลี่ยนเรื่องภาพรวมของผู้เรียนในระดับอุดมศึกษาว่าที่ผ่านมาเห็นความเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง 

โดยมากจะเห็นภาพของวัยเรียนทั้งหลาย ไล่มาตั้งแต่วัยอนุบาล มัธยม จนถึงมหาวิทยาลัย ซึ่งน่าจะเป็นกลุ่มคนเรียนหลักๆ ของวงการการศึกษาในบ้านเราที่ผ่านมา 

แต่เมื่อโลกเปลี่ยนไป ทั้งเรื่องจำนวนคนเกิดลดลง บวกกับประเทศก้าวสู่สังคมสูงวัยมากขึ้น ส่งผลให้การรับนิสิตนักศึกษาของมหาวิทยาลัยไม่ว่าระดับปริญญาตรี โท และเอกลดลงตามไปด้วย

เราไม่สามารถเรียนเหมือนสมัยก่อนที่ต้องลาเรียน แล้วเรียนเต็มเวลา หรือแม้แต่การเรียนแบบนอกเวลา สมัยก่อนก็ยังต้องมาเรียนที่ชั้นเรียน 

ดังนั้นด้วยสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป บวกกับมุมมองของคนเรียนวัยทำงานที่ต้องทำงานไปด้วย อีกทั้งคนวัยหนุ่มสาว ณ ปัจจุบัน มีค่านิยมในการเข้าเรียนลดลง และเริ่มรู้สึกว่าใช้เวลานานเกินไปกับการเรียน ตั้งแต่อนุบาล ประถม มัธยม จนถึงมหาวิทยาลัย 

เวลาสี่ปีในมหาวิทยาลัยเป็นเวลานานมากจนคนเรียนเกิดคำถามว่า “เรียนไปเพื่ออะไร” แล้วบางทีสี่ปีที่เรียนมาก็ไม่ได้ตอบโจทย์สิ่งที่เขาต้องการจริงๆ 

เมื่อลักษณะของผู้เรียนยุคนี้รวมถึงเป้าหมายทางการเรียนรู้ที่เปลี่ยนแปลงไป หลายคนอาจอยู่ระหว่างค้นหาตัวเองและไม่ได้เจอสิ่งที่ใช่ในทันที อาจารย์มองว่าส่งผลต่อบทบาทของสถานศึกษาอย่างไรบ้าง 

สมัยผมการเรียนมหาวิทยาลัยคงเป็นการมาเรียนเพื่อเจอเพื่อน ได้สร้างเครือข่าย และบ่มเพาะทักษะในการอยู่ร่วมกับคนอื่น ซึ่งก็มีส่วนดีของมัน 

“แต่ด้วยสถานการณ์ของโลกที่เปลี่ยนไป ทักษะที่จำเป็นก็เปลี่ยนไป หน่วยงานของทั้งภาครัฐหรือแม้แต่เอกชนก็อาจต้องการทักษะที่จำเป็นต่อการทำงาน ไม่ใช่ว่าพอเข้าทำงานแล้วต้องไปเริ่มต้นใหม่ทุกอย่าง ดังนั้นสถานการณ์สำหรับวงการการศึกษาจึงเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ทำให้เรื่องการจัดการศึกษาต้องปรับตัว” — วีระเทพ ปทุมเจริญวัฒนา

แม้ว่าคนเรียนในชั้นประถมและมัธยมอาจจะไม่ได้ปรับตัวมากนัก เพราะยังมีหลักสูตรแกนกลาง แต่ก็เป็นโจทย์ท้าทายในตัวมันเองว่า แปดกลุ่มสาระการเรียนรู้ที่เราเรียนมายังตอบโจทย์หรือไม่ 

เราจะสร้างคนให้ออกมาเป็นแพตเทิร์นเดียวกันคือให้เป็นนักวิชาการเหมือนๆ กัน หรือเป็นคนที่มุ่งเรียนหนังสือแต่ไม่ได้ตอบโจทย์ความสนใจหรือความถนัดเฉพาะที่เขามีอย่างนั้นหรือ เมื่อเป็นเช่นนี้จึงทำให้เราเห็นภาพที่คนไหลเข้าสู่มหาวิทยาลัยโดยไม่รู้เลยว่า สุดท้ายฉันถนัดหรือสนใจอะไร และฉันต้องการอะไร ในทางหนึ่งก็เป็นการสูญเปล่าทางการศึกษาที่เราปล่อยให้ระบบไม่เอื้อต่อคนทุกคน 

จริงๆ แล้วประเทศไทยมีกฎหมายรับรองการศึกษาทั้งในระบบ นอกระบบ และตามอัธยาศัยอยู่แล้ว ซึ่งอาจารย์เคยตั้งข้อสังเกตไว้ว่ายังขาดกลไกที่ทำให้ทั้งสามส่วนเอื้อต่อกัน อยากทราบว่าเราต้องการกลไกหรือมาตรการจำเป็นอะไรบ้างที่จะเชื่อมโยงทั้งสามส่วนนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ตามกฎหมาย (มาตรา 15 ตาม พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม) กล่าวว่า การจัดการศึกษามีสามรูปแบบคือ ในระบบ นอกระบบ และตามอัธยาศัย และระบุว่าโรงเรียนสามารถใช้รูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง หรือใช้ทั้งสามรูปแบบได้ แต่โดยส่วนใหญ่โรงเรียนจะใช้แค่รูปแบบเดียวคือการศึกษาในระบบ 

ต้องยอมรับว่าเด็กนักเรียนทุกคนไม่ได้พร้อมที่จะเข้าเรียนในโรงเรียนเพราะปัจจัยหลายเรื่อง เช่น เด็กที่มีภาวะวิกฤต เหมือนที่กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) รายงานว่าพบเด็กเสี่ยงหลุดจากระบบไปจนถึงเด็กที่มีปัญหาและหลุดจากระบบไปแล้ว ซึ่งสะท้อนถึงปัจจัยในตัวเด็กที่อาจจะอยู่ในโรงเรียนไม่ได้ หรือกรณีกลุ่มทำงานการศึกษาทางเลือกที่พยายามสร้างรูปแบบการศึกษาแบบอื่นๆ เช่น บ้านเรียนหรือโฮมสกูล และศูนย์การเรียน ที่ไม่ต้องเข้าโรงเรียนอย่างเดียว 

สมมติว่าเด็กเข้าสู่ระบบโรงเรียนไม่ได้ทุกคน หรือเข้าได้แค่บางวัน เพราะบางคนต้องช่วยพ่อแม่ทำงานเพื่อหาเลี้ยงครอบครัว หรือบางคนไม่สามารถมาเรียนได้เลย หลุดจากระบบไปเลย เราจะทำอย่างไร 

เราก็ต้องหาทางออกด้านการจัดการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น มีทั้งการเรียนในโรงเรียน อีกส่วนหนึ่งอาจจะต้องมีแพลตฟอร์ม หรือครูต้องออกแบบหลักสูตรออนไลน์ให้เด็กเข้าเรียนได้ทุกที่ทุกเวลา หรือแม้แต่ทำงานเชิงระบบอย่างที่ธุรกิจเพื่อสังคมต่างๆ พยายามทำ 

อาจารย์พอจะยกตัวอย่างการจัดการเรียนรู้ทางเลือกเพิ่มเติมได้ไหม

ตัวอย่างน่าสนใจเช่น มูลนิธิโรงเรียนวันเสาร์ (Saturday School Foundation) ที่มีอาสาสมัครครูไปสอนเด็กๆ ช่วงวันเสาร์อาทิตย์ หรือโครงการอาสาสมัครทางการศึกษา ที่ กสศ. ทำร่วมกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี เราอาจรู้จักอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) อยู่แล้ว แต่นี่เป็นอาสาสมัครทางการศึกษาซึ่งเป็นคนในชุมชนที่มีจิตอาสาด้านการสอนหรือจัดการเรียนรู้ให้เด็กๆ ในพื้นที่ที่เสี่ยงหลุดจากระบบ 

เรียกได้ว่าลำพังแก้ปัญหาเรื่องรูปแบบการศึกษาคงไม่พอ แต่ต้องแก้ปัญหาสังคมเชิงโครงสร้างไปด้วยใช่ไหม

ใช่ ต้องแก้ไปด้วยกัน เวลาทำงานเรื่องเด็กสักคน จริงๆ แล้วนี่คือการดูแลรายกรณีโดยใช้หน่วยงานทุกหน่วยงานของพื้นที่นั้น เช่น ในอำเภอนั้น ตำบลนั้น อย่างที่เรามีในด้านสาธารณสุข ด้านพัฒนาสังคม รวมถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งถ้าเข้าไปดูแลเด็กเป็นรายกรณี สำหรับเด็กบางคนถ้าพบว่าไม่มีปัญหาก็เคลื่อนไปเรื่องการเรียนรู้ต่อได้ แต่บางคนที่เคยเจอ เขาประสบปัญหาทุกด้านเลย ไม่ว่าเรื่องเรียน ภาวะเศรษฐกิจของครอบครัว ไปจนถึงปัญหาสภาพจิตของผู้ปกครอง 

ดังนั้นงานเหล่านี้ต้องการให้หลายหน่วยงานเข้ามาทำงานด้วยกัน โดยมีครูเป็นแกน เพราะไม่ว่าระดับประถมหรือมัธยม งานช่วงก่อนเปิดเทอมของครูคือการเยี่ยมบ้าน ซึ่งจะทำให้พบว่าเด็กแต่ละคนมีปัญหาอะไรบ้างที่ทำให้ไม่สามารถไปโรงเรียนได้สม่ำเสมอ จากนั้นครูจึงทำงานกับหน่วยงานต่างๆ เหมือนเป็นผู้จัดการรายกรณีเพื่อให้เด็กยังสามารถเรียนรู้ได้ต่อไป

เมื่อกฎหมายรับรองการศึกษารูปแบบอื่นๆ นอกจากในระบบ เราจะทำให้กลไกต่างๆ เอื้อต่อผู้เรียนได้อย่างไร

เท่าที่สังเกตเห็นคือ หนึ่ง คนทำงานหรือครูเองอาจยังไม่แน่ใจว่าจะทำได้จริงหรือไม่ และสอง ทำแล้วครูอาจกังวลว่าจะมีคุณภาพพอหรือไม่ ซึ่งตรงนี้จะเป็นงานหลังบ้านของหน่วยงาน โรงเรียน หรือเขตพื้นที่การศึกษานั้นๆ

ขณะนี้ก็เห็นความน่าสนใจที่เขตพื้นที่การศึกษาบางแห่ง เช่น โรงเรียนเนกขัมวิทยา จังหวัดราชบุรี ที่ กสศ. เข้าไปทำงานด้วย ในโครงการ “1 โรงเรียน 3 ระบบ” ซึ่งพยายามทำให้โรงเรียนออกแบบการเรียนรู้ทั้งในโรงเรียน นอกโรงเรียน และตามอัธยาศัย แล้วทำให้ทั้งสามรูปแบบนำไปสู่การได้วุฒิด้วย 

เราทำสามอย่างนี้ไปพร้อมกันได้ อยู่ที่ว่าจะกล้าลองและกล้าเปิดมุมมองใหม่ๆ ไหม เพราะตอนนี้กฎหมายรองรับแล้ว อยากให้ลองเรียนรู้งานการศึกษาทางเลือกต่างๆ ที่ภาคประชาสังคมทำอยู่ ก็จะช่วยให้เห็นภาพยิ่งขึ้นว่า จริงๆ แล้วโรงเรียนสามารถจัดการศึกษาทั้งสามรูปแบบได้

ในมุมโรงเรียนอาจมองว่าปกติก็รับภาระหนักอยู่แล้ว ยังต้องมาทำอะไรเพิ่มอีกหรือเปล่า

อาจจะต้องถามว่า ที่บอกว่างานหนักนั้นหนักตรงไหน อย่างไร งานหนักในส่วนธุรการหรือส่วนอื่นๆ ซึ่งผมมองว่าทุกอย่างน่าจะปรับได้ ถ้าเชื่อว่าทุกคนมีความแตกต่าง การออกแบบหลักสูตรให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้เรียนน่าจะทำได้ เพราะกลไกในโรงเรียนมีพร้อมที่จะทำได้ อยู่ที่ครูหรือผู้บริหารมีชุดความคิด (mindset) และต้องการลงมือทำไหม เรื่องนี้ขอยืนยันว่าต้องลองทำ เพื่อให้รู้ว่าจะออกมาดีหรือไม่ดีอย่างไร 

มีกรณีศึกษาน่าสนใจที่จังหวัดอุตรดิตถ์ เรียกว่า “โรงเรียนคู่ขนาน” (hybrid school) คนทำโครงการเป็นครูในโรงเรียน เนื่องจากพบว่านักเรียนของเขาหลุดจากระบบทุกปีเลย เขาจึงริเริ่มทำศูนย์การเรียนคู่ขนานไปด้วย มีการออกแบบหลักสูตรให้ยืดหยุ่นขึ้นเพื่อรองรับเด็กที่หลุดจากระบบ

ศูนย์การเรียนถือเป็นกลไกตามมาตรา 12 ของ พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ ซึ่งสถานศึกษาไม่จำเป็นจะต้องเป็นโรงเรียนเพียงอย่างเดียว โดยปลายทางจะทำให้เด็กได้ทั้งวุฒิและได้ความรู้เรื่องอาชีพไปด้วย

อาจารย์มองว่าสังคมไทยยังให้ค่ากับใบปริญญามากน้อยเพียงใด

“ส่วนตัวมองว่าค่านิยมต่อใบปริญญาลดลง แต่สำหรับองค์กรหรือหน่วยงานต่างๆ อาจยังเห็นว่าจำเป็น คือในวงการทำงาน เราคงเห็นทิศทางแล้วว่าต้องการทักษะมากกว่าความรู้” — วีระเทพ ปทุมเจริญวัฒนา

ในประเทศไทยก็เห็นภาพชัดเจนขึ้น เวลาหน่วยงานรับสมัครคนทำงานก็ระบุเลยว่าต้องการทักษะอย่างนั้นอย่างนี้ แต่อย่างไรก็ตาม หน่วยงานก็ยังต้องการวุฒิ 

แบบนี้ถือว่าขัดกันไหม ทั้งๆ ที่ให้ความสำคัญกับทักษะมากกว่าความรู้ แต่ก็ต้องการให้คนทำงานมีวุฒิอยู่ดี

จริงๆ ก็ขัดกันอยู่บ้าง เพราะบางทีวุฒิอาจจะไม่ตอบโจทย์ทักษะที่ต้องมี อย่างเช่น สมมติว่าจบครูมาแล้วสอนไม่เป็น หรือจบวิศวะแต่ต่อไฟไม่เป็น พูดง่ายๆ คือทักษะที่เรามีมันไม่ตอบว่าเราจบจริง 

ดังนั้นคงต้องมาดูที่หลักสูตรว่าทำให้เกิดทักษะจริงๆ ไหม เพื่อให้เขาเข้าสู่การทำงานได้อย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ

อีกโจทย์ท้าทายของสถานศึกษาคือการบ่มเพาะทักษะมนุษย์ หรือ soft skill ต่างๆ มากกว่าเน้นให้ความรู้เป็นหลัก ในฐานะสถานศึกษา อาจารย์มองว่าจะนำเรื่องนี้มาปรับบทบาทที่เป็นอยู่ได้อย่างไรบ้าง

ถ้าโดยภาพที่เราเห็น อย่างโรงเรียนหรือแม้แต่มหาวิทยาลัยก็ตาม กลุ่มพวกนี้อาจเรียกว่าเป็นสมรรถนะที่จำเป็นสำหรับคนเรียน ซึ่งทำได้หลายรูปแบบ เช่น เราอาจทำเป็นหลักสูตรเฉพาะขึ้นมาเลย กับอีกส่วนคือสมรรถนะที่ต้องเกิดกับทุกวิชา ไม่ว่าทักษะในการทำงานร่วมกัน การสื่อสาร ความคิดสร้างสรรค์ ฯลฯ ซึ่งผมว่าเป็นทักษะทางสังคมหรือความสามารถด้านอารมณ์ที่ค่อนข้างจำเป็น ในหนังสือ Long Life Learning ก็พูดถึงเรื่องนี้พอสมควร 

ตอนนี้หลักสูตรจะเน้นไปทางหลักสูตรสมรรถนะที่ไม่ได้จับเป็นรายวิชา คือสมรรถนะตัวหนึ่ง ทุกวิชาสามารถหยิบไปได้ ขณะนี้หลายมหาวิทยาลัยเน้นไปทางนี้ และทุกวิชาที่สอนก็จะต้องส่งเสริมลักษณะนิสัยเหล่านี้

ในฐานะที่อาจารย์อยู่ในกรรมการบริหารหลักสูตรครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการเรียนรู้นอกระบบโรงเรียนนานกว่าสิบปี และเป็นประธานกรรมการหลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต วิชาเอกการศึกษานอกระบบโรงเรียนกว่าห้าปี อาจารย์มีส่วนในการร่วมออกแบบหลักสูตรเพื่อรองรับผู้เรียนวัยทำงานอย่างไรบ้าง พบปัญหาหรืออุปสรรคสำคัญอะไรบ้างไหม

ผมว่าทั้งมหาวิทยาลัยเอง รวมทั้งกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เห็นปัญหานี้ และพยายามปรับหลักสูตร เรียกได้ว่าเป็นการร่วมมือกันทำหลักสูตรระหว่างมหาวิทยาลัยกับสถานประกอบการ ซึ่งก็ไม่ได้การันตีว่าจะอยู่ไปตลอดกาล เพราะทุกอย่างเปลี่ยนไปเรื่อยๆ และการทำงานของคนในสถานประกอบการนั้นๆ ก็เปลี่ยนไปตลอดเช่นกัน

สิ่งที่เกิดขึ้นแล้วคือการจับมือกันทำหลักสูตรให้สอดคล้องกับความต้องการของสถานประกอบการ โดยมหาวิทยาลัยกับ อว. เรียกว่าหลักสูตรแซนด์บ็อกซ์ 

สำหรับจุฬาฯ ที่ทำได้ค่อนข้างเร็วคือสายวิทยาศาสตร์และสายวิศวกรรมศาสตร์ คือถ้าคุณสนใจเรียนและพัฒนาคนให้เป็นไปตามต้องการสำหรับโรงงานหรือบริษัท หลักสูตรควรเป็นอย่างไร ก็มานั่งคุยกัน ร่วมกันออกแบบหลักสูตรให้สอดคล้องกับความต้องการไปเลย

แต่ถือว่ายังอยู่ในระบบใช่ไหม และเมื่อเรียนจบจะได้การรับรองทางการศึกษาหรืออะไรอีกบ้าง

หลักสูตรรูปแบบนี้บางส่วนก็สอนโดยอาจารย์มหาวิทยาลัย อีกส่วนต้องเรียนกับทางบริษัท เหมือนเป็นสหกิจศึกษาในรูปแบบทวิภาคี สุดท้ายจะได้วุฒิอะไรก็อยู่ที่การพัฒนาหลักสูตรไปด้วยกัน หรือบางทีเป็นประกาศนียบัตร นี่คือแนวโน้มที่เกิดขึ้นในระดับมหาวิทยาลัย

นอกจากนั้นหลายมหาวิทยาลัยได้ตั้งศูนย์การเรียนรู้ตลอดชีวิต หรือสถาบันการเรียนรู้ตลอดชีวิต พยายามพัฒนาหลักสูตรที่ตอบโจทย์การเรียนรู้ของคนทุกคน ทุกเพศทุกวัย รวมถึงคนทำงาน ไม่ว่ายกระดับหรือพัฒนาทักษะ ทั้งที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นต้น

ส่วนจุฬาฯ ก็มีแพลตฟอร์มสำหรับ Life Long Learning นั่นคือ จุฬาฯ นิวรอน (CU Neuron) ที่รวมรายวิชาออนไลน์ของ CU MOOC, ศูนย์การศึกษาทั่วไป (GenED) และกิจกรรมเสริมหลักสูตรการศึกษาทั่วไประยะสั้น (CU VIP) ไว้ทั้งหมด

หากผู้เรียนต้องการวุฒิ ในตัวระบบจะมีหลังบ้าน โดยจุฬาฯ เรียกว่าธนาคารเครดิต (credit bank) ให้เก็บสะสมชั่วโมงและสามารถเทียบโอนได้

ที่กล่าวมาน่าจะตอบโจทย์คนทำงานในสถานประกอบการได้ดีขึ้น แต่อาจยังไม่ตอบโจทย์สำหรับคนทุกคน ผมมองว่าจำเป็นต้องใช้กลไกในพื้นที่ เช่น มหาวิทยาลัยราชภัฏ ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยของท้องถิ่นมาร่วมกันทำงาน จะมีทั้งเรื่องการเกษตร การเป็นผู้ประกอบการในชุมชน ฯลฯ ที่ผสมผสานระหว่างการเรียนบนแพลตฟอร์มออนไลน์กับการเรียนในพื้นที่จริง

นอกจากงานสอนและบริหาร อาจารย์ยังทำวิจัยมาแล้วไม่น้อย มีข้อค้นพบน่าสนใจอะไรบ้างที่นำมาต่อยอด หรือได้นำผลการศึกษาวิจัยมาอ้างอิงเพื่อพัฒนาการจัดการเรียนรู้ของคณะหรือภาควิชาอย่างไร

ขอยกตัวอย่างเมื่อปี 2564 ผมมีโอกาสทำวิจัยเกี่ยวกับคนทำงานกับเด็กและเยาวชนนอกระบบที่มีเป็นจำนวนมาก ทั้งองค์กรไม่แสวงผลกำไร มูลนิธิ และสมาคมต่างๆ ซึ่งกลุ่ม “ครูนอกระบบ” นี้นับเป็นระบบนิเวศรอบตัวเด็กที่สำคัญ 

จากการวิจัยพบว่า ครูนอกระบบก็ต้องการเติมเต็มความรู้ ทักษะ หรือแม้แต่ทัศนคติในการทำงานอยู่ตลอด เพราะแนวโน้มของเด็กๆ ก็เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว

เรายังพบว่า หลายครั้งในการออกแบบการเรียนรู้ ครูอาจอาศัยความเก๋าหรือความเชี่ยวชาญของตนเองเป็นหลัก ทั้งที่จริงๆ แล้วเรื่องนี้เพื่อนพ้องที่ทำงานเรื่องเด็กและเยาวชนน่าจะแบ่งปันกันได้ 

เราเลือกใช้แนวคิดของ present study ที่เป็นแนวทางหนึ่งของการทำชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (Professional Learning Community – PLC) คือจัดให้ผู้จัดการเรียนรู้ทั้งหลายได้เจอกัน แบ่งปันพูดคุย และลองแลกเปลี่ยนวิธีการการทำงานร่วมกัน พูดง่ายๆ คือเขาหยิบยืมไอเดียของเพื่อนไปลองใช้ได้ ซึ่งจะช่วยยกระดับความสามารถ ทักษะ หรือความรู้ของครูนอกระบบที่หน้างานได้มากขึ้น 

อาจารย์พอจะยกตัวอย่างการจัดการเรียนรู้ทางเลือกรูปแบบอื่นๆ เพิ่มเติมอีกได้ไหม

กรณีของกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนก็มีงานที่น่าสนใจ เนื่องจากกรมพินิจฯ สนใจเรื่องการศึกษาทางเลือกมาตั้งแต่ประมาณปี 2563 โดยมีนโยบายเร่งด่วนว่าอยากให้มีการศึกษาทางเลือกที่มีความยืดหยุ่นสำหรับเด็กและเยาวชนในกระบวนการยุติธรรม

เริ่มต้นเป็นการทำบันทึกข้อตกลงระหว่างกรมพินิจฯ กับกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) หรือชื่อเดิมคือกรมการศึกษานอกโรงเรียน (กศน.) ซึ่งก่อนหน้านี้เด็กทุกคนที่ถูกตัดสินให้เข้ามาอยู่ในศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนจะต้องเรียน กศน. แต่ปัญหาที่พบคือ กศน. จะรับผู้เรียนเป็นเทอมๆ เหมือนโรงเรียน ทำให้เด็กที่เข้ามาระหว่างเทอมไม่ได้เข้าเรียน จึงต้องหาวิธีแก้ปัญหา

สิ่งที่เกิดขึ้นคือมีการเชื่อมโยงกับศูนย์การเรียน (ที่รัฐรับรองตามมาตรา 12 ของ พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ) เป็นศูนย์การเรียนของภาคเอกชน ซึ่งเด็กๆ จากศูนย์ฝึกสามารถลงทะเบียนเข้าไปอยู่ในศูนย์การเรียนนั้นๆ ขณะที่ตัวเด็กยังอยู่ในศูนย์ฝึกได้

อยากให้อธิบายเพิ่มเติมว่าการเรียนรู้ทางเลือกนี้มีแนวทางหรือกระบวนการคร่าวๆ อย่างไรบ้าง 

กรณีของจังหวัดนครพนม วิทิต เติมผลบุญ เลขาธิการสมาคมศูนย์การเรียนโดยองค์กรชุมชนและองค์กรเอกชน และผู้อำนวยการศูนย์การเรียน CYF (Children and Youth Development Foundation) ที่ทำงานร่วมกับศูนย์ฝึกของกรมพินิจฯ ในการสร้างแพลตฟอร์มออนไลน์เรียนผ่านมือถือในชื่อ “โรงเรียนมือถือ” (Mobile School) 

กับอีกรูปแบบคือผ่านการเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐาน (Project-based Learning – PBL) ซึ่งเป็นการจัดการเรียนรู้แก่เด็กและเยาวชนในกระบวนการยุติธรรมที่จังหวัดนครปฐม

โครงการนี้นำโดยคนทำงานที่เป็นผู้จัดการเรียนรู้โฮมสกูล นิ่ม – ธรรณพร คชรัตน์ สบายใจ รองเลขาธิการสมาคมสภาการศึกษาทางเลือกไทย (เครือข่ายบ้านเรียน) กับลูกชาย ป้อมปืน – วรวัส สบายใจ ที่เรียนโฮมสกูลมาตลอดและเมื่อเรียนจบก็ทำงานเกี่ยวกับเด็กและเยาวชน 

วิธีการคือนำชื่อเด็กในศูนย์ฝึกเข้าลงทะเบียนกับศูนย์การเรียน แล้วใช้สิ่งที่เด็กเรียนรู้ในศูนย์ฝึกตลอดทั้งวันเป็นเหมือนโครงงานของเด็ก ธรรณพรใช้การออกแบบหลักสูตรแบบกลุ่มประสบการณ์หรือใช้โครงงานเป็นฐานมากกว่าจะอิงกับ 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้จากระบบโรงเรียน ทำให้เด็กๆ ได้เรียนรู้จากการใช้ชีวิตของตนเองตามความถนัดและความสนใจที่แตกต่างกัน เพราะบางคนอาจสนใจกีฬา ขณะที่บางคนสนใจการเกษตร 

แล้วเราจะวัดผลการเรียนรู้ของเด็กๆ ในกระบวนการยุติธรรมอย่างไร 

ก่อนทำโครงการ วรวัสได้ทำวิจัยเรื่องการประเมินคุณภาพการเรียนรู้ของเด็กโดยไม่ใช้การสอบ แต่ประเมินด้วยการทำร่องรอยการเรียนรู้ หรือพอร์ตฟอลิโอ และยังต้องผ่านการประเมินโดยศูนย์การเรียนอีกชั้น ผลลัพธ์ก็คือเด็กๆ ได้วุฒิเพื่อนำไปใช้ศึกษาต่อหรือสมัครเข้าทำงานระดับหนึ่ง

เป็นอีกตัวอย่างของคนทำงานภาคประชาชนที่ร่วมกับภาครัฐทำงานกับกลุ่มเด็กๆ ที่หลุดจากระบบ ทำให้เห็นภาพการศึกษาที่มีความยืดหยุ่น และตอบโจทย์ชีวิตของเด็กๆ ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น 

ความน่าสนใจที่เราพบคือ ถ้าเป็นเด็กในกระบวนการยุติธรรม จะมีช่วง “gap year” หรือช่วงที่เด็กออกจากศูนย์ฝึกไปประมาณหนึ่งปีเป็นช่วงสำคัญที่เขาตั้งคำถามว่าจะทำอย่างไรต่อกับชีวิต นี่คือช่วงที่เด็กมีความเสี่ยงจะกลับเข้ามาอีกครั้ง

ตรงนี้ต้องอาศัยทั้งกลไกของศูนย์ฝึกที่มีการติดตามเด็ก บวกกับคนทำงานในช่วง gap year กับเด็ก ซึ่งที่ผ่านมาธรรณพรกับวรวัสจะเข้ามาทำงานในช่วง gap year นี้

อาจารย์ประทับใจเนื้อหาหรืออยากแบ่งปันส่วนไหนจากหนังสือ Long Life Learning ที่น่าจะนำมาปรับใช้กับบริบทของประเทศไทยได้

ผมประทับใจหลักคิด 5 ประการของระบบนิเวศการเรียนรู้แบบใหม่ (หน้า 107) เพราะทำให้เราเห็นภาพและแนวทางในการสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ได้ชัดเจนขึ้น ผมมองว่าทุกข้อน่าจะนำมาใช้ได้ โดยเฉพาะหลักคิดสองข้อแรก นั่นคือ

  • ฉายให้เห็นภาพใหญ่ (Navigable) 
  • สนับสนุนอย่างรอบด้าน (Supportive) 

หลักคิดข้อแรก การฉายให้เห็นภาพใหญ่ คือการที่เราเห็นภาพตลาดแรงงานในสังคมบ้านเราว่าต้องการอะไร ซึ่งในหนังสือก็บอกด้วยว่า มองภาพใหญ่ก็จริง แต่ต้องสอดคล้องกับความถนัดและความสนใจด้วย ผมชอบแนวคิดนี้ แต่ประเด็นคือต้องหาวิธีการให้เด็กและเยาวชนเห็นความสนใจของตัวเองชัด แล้วความสนใจจะไปตอบตัวทักษะของตลาดแรงงานได้อย่างไร ซึ่งจะต้องหาทางเชื่อมกันให้ได้ แต่ทักษะที่หนังสือพูดถึงคงไม่ใช่ทักษะ เช่น การต่อไฟ แต่เป็นทักษะที่จำเป็นที่จะนำไปต่อยอดกับการต่อไฟได้ 

หลักคิดต่อมาคือการสนับสนุนรอบด้าน ในหนังสือพูดถึงการสนับสนุนทั้งเรื่องทุนและความช่วยเหลือตลอดกระบวนการ ซึ่งผมเห็นด้วยว่าน่าจะต้องมีหน่วยงานที่ช่วยดูแลตรงนี้ โรงเรียนอาจจะเป็นต้นทาง แต่ควรมีหน่วยงานที่ดูแลเรื่องของการทำงานอย่างที่สิงคโปร์มี แต่สำหรับประเทศไทยยังไม่ค่อยชัดเท่าไร

อาจารย์พอแลกเปลี่ยนได้ไหมว่าหน่วยงานที่ทำเรื่องนี้ของสิงคโปร์ทำอะไรบ้าง

หน่วยงานของสิงคโปร์ที่ทำเรื่องนี้อยู่ในกระทรวงการศึกษาที่คอยช่วยดูว่าตลาดหรือโลกตอนนี้ต้องการทักษะอะไร แล้วจะออกแบบการเรียนรู้อย่างไร ซึ่งการออกแบบอาศัยกลไกของมหาวิทยาลัยพอสมควร นอกเหนือจากแพลตฟอร์มที่มีอยู่ ยังใช้กลไกอย่างเช่น สถาบันการศึกษาต่อเนื่อง (Lifelong Learning Institute) ของมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ (NUS)

ตอนไปดูงานเราพบว่าคนทำงานในสถาบันมีเพียงไม่กี่คน ส่วนผู้สอนมาจากทุกคณะเลย แต่หน้าที่ของสถาบันจะทำเรื่องการตลาดเป็นหลัก นั่นคือจะไปเชื่อมโยงกับหน่วยงานต่างๆ เยอะมาก 

เจ้าหน้าที่สถาบันต้องทำงานทั้งเชิงประสานงาน ดูทิศทางและแนวโน้มการเปลี่ยนแปลง นอกจากประสานข้างนอกแล้วต้องประสานข้างใน ทั้งเชิงว่าเมื่อแนวโน้มเปลี่ยนแปลงไปอย่างนี้ เราต้องพัฒนาตัวเองอย่างไร ซึ่งจะได้ผลลัพธ์ว่าควรออกแบบหลักสูตรอย่างไรด้วย และหลักสูตรอะไรจะช่วยสนับสนุนความต้องการของทั้งหน่วยงานและความต้องการของประชาชน

ทั้งหมดนี้มหาวิทยาลัยเป็นคนทำ ซึ่งจริงๆ มหาวิทยาลัยบ้านเรามีทั้งปริมาณและศักยภาพที่ทำได้เช่นกัน 

จากมุมมองอาจารย์ ประเทศไทยมีความหวังกับการสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ใหม่มากน้อยเพียงใด

ถ้าไม่ปรับเปลี่ยนเราคงอยู่รอดไม่ได้ แต่ขณะที่ปรับเปลี่ยนเราต้องสร้างการเปลี่ยนแปลงไปด้วย ไม่ใช่ทำเพื่อการอยู่รอดอย่างเดียว 

ถ้าหากแนวโน้มและทิศทางยังเป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆ เราก็ต้องปรับตัวเอง เพราะถ้าไม่ปรับ ถึงอย่างไรก็ต้องถูกบังคับให้ปรับจนได้ แต่อย่ารอให้เป็นแบบนั้นเลย 

อาจารย์มีข้อเสนออื่นๆ ถึงภาครัฐและหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องอย่างไร

ภาครัฐที่มีโอกาสร่วมทำงานด้วยคือ สกร. และเมื่อปีที่แล้วที่ พ.ร.บ. ส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ. 2566 มีผลบังคับใช้ ตามกฎหมายระบุชัดเจนว่าหน้าที่ของกรมส่งเสริมการเรียนรู้คือผู้ประสานงาน ไม่ใช่แค่ผู้จัดการเรียนรู้ เนื่องจากทุกวันนี้ที่เราเห็นคือการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานแบบนอกระบบ ซึ่งไม่เพียงพอ 

“ผมตีความคำว่า “ส่งเสริมการเรียนรู้” ได้ว่า หน้าที่ของ สกร. ต้องไม่ใช่แค่จัดการเรียนรู้ แต่ หนึ่ง ต้องส่งเสริมให้หน่วยงานอื่นจัดได้ และ สอง สามารถเป็นโค้ชของผู้เรียนได้ เพราะถ้ามองว่า แนวโน้มและทิศทางของความรู้และทักษะเปลี่ยนไปตลอด ก็จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนการทำงานด้วย” — วีระเทพ ปทุมเจริญวัฒนา

ถ้ามีคนเดินเข้ามาปรึกษาว่า เขาต้องการพัฒนาทักษะแบบนี้ เราต้องเป็นเหมือนโค้ชหรือนักแนะแนวที่ทำให้เขาไปเจอคนที่มีความรู้จริงในเรื่องนั้น หรืออยู่ในพื้นที่นั้น หรือมีแพลตฟอร์มอะไรที่ทำให้เขาเรียนรู้ในเรื่องนั้นๆ ได้ สกร. ก็ต้องออกแบบร่วมกับเขา 

นี่เป็นหน้าที่ซึ่งคนทำงาน สกร. ต้องปรับตัวเองเป็นนักออกแบบการเรียนรู้ ที่ไม่ใช่เพียงออกแบบการเรียนรู้ในห้องเรียน แต่เป็นงานออกแบบเส้นทางการเรียนรู้ของคนคนหนึ่งที่ต้องการทักษะใหม่ๆ 

ผมมองว่า พ.ร.บ. นี้อาจจะต้องไปทำงานกับกรมพัฒนาฝีมือแรงงานด้วย ซึ่งทางกรมฯ ต้องทำหน้าที่ออกแบบการเรียนรู้เช่นกัน และไม่จำเป็นที่เขาต้องสอนเอง แน่นอนว่าภาครัฐไม่สามารถทำได้ทุกอย่าง หลายอย่างภาคประชาชนและภาคเอกชนที่รู้ลึกกว่าก็มาช่วยกันทำได้ แล้วรัฐทำหน้าที่เป็นฝ่ายสนับสนุน

แล้วนโยบายอย่างการมีคูปองหรือเงินอุดหนุนฝึกทักษะ (SkillsFuture Credit) สำหรับทุกคนแบบสิงคโปร์ อาจารย์คิดเห็นอย่างไร

คูปองเป็นอีกเรื่องที่ผมเสนอภาครัฐไปเช่นกัน ขอยกตัวอย่างโครงการ “สาธารณศึกษา” นำโดย ยุทธชัย เฉลิมชัย อดีตอุปนายกสมาคมสภาการศึกษาทางเลือกไทย ที่ทำร่วมกับ สสส. โดยมีแนวคิดว่าในประเทศเรามีแหล่งเรียนรู้จำนวนมาก ทุกที่เป็นแหล่งเรียนรู้ได้แทบทั้งนั้น และยังมีคนเก่งๆ ที่มีประสบการณ์ในพื้นที่อีกมากมาย จะทำอย่างไรให้เรามีโอกาสได้เรียนรู้สิ่งต่างๆ ที่เราสนใจได้ 

ยุทธชัยได้จัด “ฟีลทริป” (Feel Trip) เมื่อประมาณสองสามปีที่แล้ว โดยมีเงินก้นถุงหลักพันให้สำหรับผู้เข้าร่วมที่อยากเรียนรู้ เริ่มจากลองออกแบบการเรียนรู้ของตัวเองว่า ถ้าสนใจเรื่องนี้จะไปหาได้ที่ไหนบ้าง ไม่ว่าเรื่องที่สนใจเป็นเรื่องเล็กหรือเรื่องใหญ่ได้หมด จากนั้นก็ได้ไปเรียนรู้จริงๆ และเมื่อเป็นการเรียนรู้ผ่านความสนใจก็ยิ่งมีพลังและแรงขับดันในตัวเอง

สิ่งที่ยุทธชัยกับผมเห็นต้องกันคือ ถ้าอยากให้ทุกคนสามารถไปเรียนรู้สิ่งต่างๆ ได้ อย่างหนึ่งที่จำเป็นอย่างมากคือเราต้องมีงบสนับสนุนจากภาครัฐ แม้ยังไม่มีข้อมูลว่าควรอยู่ที่กี่บาทต่อคน แต่เรื่องนี้จำเป็นมากเพื่อให้ทุกคนมีโอกาสพัฒนาตนเองทุกๆ ปี 

ถ้าคุณเป็นคนทำงาน เชื่อว่าองค์กรถูกกำกับด้วยกฎหมายแรงงานอยู่แล้วว่าเงินกี่เปอร์เซ็นต์ขององค์กรที่ต้องนำมาใช้ในการพัฒนาคน แต่ตอนนี้ถ้าเราต้องการพัฒนาตนเองในเรื่องต่างๆ หน่วยงานรัฐก็อาจจะต้องจัดสรรงบประมาณสนับสนุนสำหรับคนทุกคนเพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิตด้วย

ถามว่าใช้งบเยอะไหม คงไม่ได้เยอะขนาดนั้น ผมคิดว่าเราทำได้ แต่ต้องจัดการดีๆ นี่ก็เป็นอีกแนวทางที่อยากเห็น 

รัฐยังทำอะไรได้อีกบ้างเพื่อเอื้อต่อการสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ใหม่

มีเรื่องหนึ่งที่ผมเห็นด้วยกับอาจารย์เดชรัต สุขกำเนิด ผู้อำนวยการศูนย์นโยบายเพื่ออนาคต คือการตั้งกองทุนพัฒนาระบบนิเวศการเรียนรู้แห่งชาติ โดยกองทุนนี้จะช่วยพัฒนาแหล่งเรียนรู้เดิมหลายแห่งที่มีอยู่ให้ดีขึ้นได้

อีกอย่างที่อยากเห็นคือแหล่งเรียนรู้ใกล้บ้าน เราคงทราบกันว่า เด็กยุคหลังๆ สนใจเรียนรู้ผ่านระบบออนไลน์มากขึ้น แต่งานวิจัยของ สสส. พบว่าสาเหตุที่เด็กไม่ไปแหล่งเรียนรู้ เพราะต้องเดินทางไกลมากจากที่ที่เขาอยู่ แม้ว่าส่วนหนึ่งเขาเรียนรู้จากออนไลน์ได้ แต่ยังเป็นสัดส่วนที่น้อยกว่า นอกจากนี้ที่เราน่าจะทำได้คือลดราคาแหล่งเรียนรู้สำหรับเด็กและเยาวชน 

การมีกองทุนพัฒนาระบบนิเวศการเรียนรู้ นอกจากสนับสนุนเรื่องการพัฒนาแหล่งเรียนรู้กับการซ่อมแซมแหล่งเรียนรู้ที่มีอยู่แล้ว ผมมองว่าน่าจะช่วยสนับสนุนคนที่มีความสนใจอยากพัฒนากิจกรรมหรือเวิร์กช็อปดีๆ ซึ่งประเทศเรามีคนอยากทำอย่างนี้เยอะ ก็ต้องหาแหล่งสนับสนุนให้เขา 

เมื่อพูดถึงระบบนิเวศคงไม่ใช่เชิงกายภาพเพียงอย่างเดียว แต่ยังเกี่ยวข้องกับคนที่อยู่รายรอบผู้เรียนด้วย ขณะเดียวกันเวิร์กช็อปคงไม่ได้มุ่งเน้นเกี่ยวกับการเรียนรู้เท่านั้น แต่ยังควรไปทำงานกับพ่อแม่ผู้ปกครอง ทำโรงเรียนพ่อแม่ หรือส่งเสริมให้พ่อแม่เข้าใจการเรียนรู้ของเด็กมากขึ้น

นี่ไม่ใช่โจทย์ง่าย ถ้าเรามีกลไกสนับสนุนงบประมาณให้กับคนทำงานจะช่วยได้มาก ประเทศเรามีคนปรารถนาจะทำเรื่องการเรียนรู้ใหม่ๆ มากมาย แต่กลับไม่มีงบอุดหนุนพวกเขา ซึ่งบางครั้งงบไปอยู่กับระดับอุดมศึกษาหรือมหาวิทยาลัยในสัดส่วนสูง จึงเป็นโจทย์สำคัญว่าจะทำอย่างไรให้คนทำงานที่เป็นคนเล็กคนน้อยตามพื้นที่เข้าถึงแหล่งสนับสนุนพวกนี้ได้

ชม เสวนาสาธารณะ Long Life Learning: เรียนรู้ใหม่ ไม่รู้จบ ได้ที่ FB: Bookscape


ทดลองอ่านและสั่งซื้อหนังสือ Long Life Learning: เรียนรู้ใหม่ ไม่รู้จบ

Long Life Learning: เรียนรู้ใหม่ ไม่รู้จบ

Original price was: 395฿.Current price is: 356฿.

(Long Life Learning: Preparing for Jobs that Don’t Even Exist Yet)

Michelle R. Weise เขียน
รพีพัฒน์ อิงคสิทธิ์ แปล
ชลิดา หนูหล้า บรรณาธิการ
ยุทธภูมิ ปันฟอง ออกแบบปก