เอ็มมานูแอล โจเซฟ ซิแยส: “ตัวตุ่นแห่งการปฏิวัติฝรั่งเศส” จากผู้กรุยทางปฏิวัติสู่ผู้ปิดฉากปฏิวัติ

ประวัติโดยสังเขป1

ครอบครัว

เอ็มมานูแอล โจเซฟ ซิแยส (Emmanuel Joseph Sieyès)2 เกิดเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 1748 ณ เมือง Fréjus พ่อของเขาชื่อ Honoré Sieyès เป็นผู้อำนวยการไปรษณีย์ชนชั้นกระฎุมพีน้อยที่รับราชการในต่างจังหวัดซึ่งเป็นสถานะของคนส่วนมากในฝรั่งเศสเวลานั้น แม่ของเขาชื่อ Anne Anglès เป็นลูกสาวของโนตารี (Notaire) จากชนชั้นขุนนางระดับล่าง เอ็มมานูแอลมีพี่น้องที่เติบโตมาด้วยกัน 7 คน3 พี่สาวคนโตคือ Antoinette เกิดเมื่อปี 1739 พี่สาวคนที่สองคือ Marie-Marguerite เกิดเมื่อปี 1743 พี่ชายคนที่สามคือ Joseph-Barthélemy เกิดเมื่อปี 1744 คนที่สี่คือ Félix เกิดเมื่อปี 1745 คนที่ห้าคือ ตัวเขา ส่วนน้องชายอีกสองคนคือ Léonce เกิดเมื่อปี 1751 และ Jean-François เกิดเมื่อปี 1755

พี่น้องของเอ็มมานูแอลที่เข้ามาอยู่ในแวดวงการเมืองและราชการ ได้แก่ Joseph-Barthélemy, Léonce และ JeanFrançois สำหรับ Joseph-Barthélemy Sieyès นั้น ได้รับเลือกเป็นสมาชิกสภาฐานันดร ต่อมาได้เป็นนายกเทศมนตรีเมือง Fréjus บ้านเกิดของตนเองในช่วงปี 1796-1798 และได้รับแต่งตั้งเป็นผู้พิพากษากรุงปารีสในปี 1800 โดยการสนับสนุนของเอ็มมานูแอล ส่วน Léonce ได้เป็นผู้อำนวยการไปรษณีย์เหมือนพ่อ และเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในปี 1800 Jean-François ในฐานะน้องคนสุดท้อง จึงได้รับการประคบประหงมจากเอ็มมานูแอลอย่างดียิ่ง ทั้งในด้านการเงินและการงาน เขาได้รับแต่งตั้งเป็นกงสุลประจำเมือง Alicante และ Naples และเป็นผู้บริหารของการไปรษณีย์

 

M. L’abbé Seyès: député de Paris à l’Assemblée nationale, ระหว่าง 1790-1792, Gallica Digital Library.
ที่มา: Wikimedia Commons

 

การศึกษา

พ่อของซิแยสวางแผนชีวิตให้เขาร่ำเรียนและเติบโตในแวดวงศาสนา ด้วยเล็งเห็นว่าสุขภาพของเขาไม่ค่อยดีนัก และนักบวชก็เป็นอาชีพที่ไม่ต้องใช้แรงงาน ได้ความรู้ เป็นที่นับหน้าถือตาในสังคม ซิแยสเรียนวิชาศาสนาและเทววิทยาที่ปารีส ตั้งแต่ที่ Saint-Sulpice มาต่อที่ Saint-Firmin ปิดท้ายที่ Sorbonne และได้เข้าบวชเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 1772 แม้ซิแยสเป็นนักบวชแต่ก็ไม่ใช่นักบวชประเภทเคร่งครัดศาสนา เขานิยามตนเองว่าเป็น “นักบวชสายบริหาร” เขาได้รับการอุปถัมภ์ค้ำชูจากพระคุณเจ้า Lubersac พระนักปราชญ์ผู้กว้างขวาง ในปี 1775 เมื่อ Lubersac ได้รับแต่งตั้งเป็นสังฆราชประจำ Tréguier ก็ให้ซิแยสเป็นเลขานุการประจำตัว หรือในปี 1780 เมื่อได้รับแต่งตั้งเป็นสังฆราชประจำ Chartres ก็ให้ซิแยสเป็นพระผู้แทนประจำตน

ด้วยนิสัยรักการอ่านของซิแยส ทำให้เขาใช้เวลาในช่วงที่ทำงานใกล้ชิดกับพระคุณเจ้า Lubersac อ่านหนังสือจำนวนมากทั้งที่เกี่ยวกับปรัชญา เศรษฐศาสตร์ การเมือง นอกจากนั้น ช่วงที่ซิแยสติดตามรับใช้ Lubersac ตั้งแต่เมือง Tréguier, Chartres และปารีส ทำให้เขามีโอกาสพบปะกับนักปราชญ์จำนวนมาก ได้แลกเปลี่ยนความคิดและวิชาการต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปรัชญาแสงสว่าง (Enlightenment) ซึ่งกำลังแพร่หลายในเวลานั้น ประกอบกับเขาได้ประสบพบเจอโครงสร้างบังคับบัญชาแบบเหลื่อมล้ำต่ำสูงและไม่เสมอภาคกันในแวดวงศาสนา ทั้งหมดนี้บ่มเพาะให้เขารังเกียจอภิสิทธิ์ และกลายเป็นประเด็นสำคัญในการผลิตงานทางความคิดและปฏิบัติการทางการเมืองของเขาในเวลาต่อมา

 

สามงานเขียนสำคัญที่กรุยทางสู่การปฏิวัติ

ซิแยสสนใจการเมืองมากกว่ากิจทางศาสนา เขาเฝ้าสังเกตเหตุการณ์ทางการเมือง สภาพสังคม เสียงเรียกร้องของบรรดาสามัญชนที่ปราศจากอภิสิทธิ์ พร้อมทั้งให้ความสนใจประวัติศาสตร์ของสภาฐานันดร ทั้งในประเด็นโครงสร้าง องค์ประกอบ และการประชุมในอดีตตั้งแต่ปี 1484 1576 1588 และ 1614 เขานำข้อมูลต่างๆ เหล่านี้มาวิเคราะห์เขียนงานออกมา ด้วยเล็งเห็นว่าสถานการณ์ปฏิวัติกำลังมาถึง จำเป็นต้องติดอาวุธทางความคิดให้กับผู้คนเพื่อปูทางไปสู่การปฏิวัติเปลี่ยนแปลงใหญ่ เขาจึงอุทิศแรงกาย สมอง และเวลา ให้กับการเขียนงานอย่างต่อเนื่อง

กลางปี 1788 เขาเขียนงานชิ้นแรกชื่อ Vues sur les moyens d’exécution dont les représentants de la France pourront disposer en 1789 หรือ แง่มุมเรื่องแนวทางปฏิบัติสำหรับผู้แทนของฝรั่งเศสปี 1789 เขาเขียนงานชิ้นนี้แล้วเสร็จแต่เกิดอาการลังเลใจ จึงยังไม่พิมพ์เผยแพร่ จนกระทั่งต้นปี 1789 จึงเผยแพร่ออกมาโดยไม่ระบุชื่อผู้เขียน งานชิ้นต่อไปคือ Essai sur les privilèges หรือ ความเรียงว่าด้วยอภิสิทธิ์ ซึ่งตีพิมพ์ออกมาในเดือนธันวาคม 1788 โดยไม่ปรากฏชื่อผู้เขียน เมื่อสถานการณ์การเมืองเร่งเร้ามากขึ้น กษัตริย์หลุยส์ที่ 16 ทนแรงกดดันไม่ไหว ต้องยอมเรียกประชุมสภาฐานันดรเป็นครั้งแรกในรอบ 175 ปี ซิแยสจึงทุ่มเทโดยไม่หยุดพัก ใช้เวลาทุกวันให้เป็นประโยชน์ต่อการปลุกเร้าฐานันดรที่สาม

ในช่วงเดือนพฤศจิกายนและธันวาคม 1788 เขาเขียนงานสำคัญชิ้นที่สาม และเป็นงานอันลือลั่นไปทั่ว คือ Qu’est-ce que le Tiers-État? หรือ ฐานันดรที่สามคืออะไร? ซึ่งตีพิมพ์ในเดือนมกราคม 1789 โดยไม่เปิดเผยชื่อผู้เขียนอีกเช่นเคย งานชิ้นนี้ประสบความสำเร็จอย่างมาก พิมพ์มากกว่าสามหมื่นเล่มภายในไม่กี่สัปดาห์ หากรวมการยืมและส่งต่อกันอ่านด้วย ประเมินกันว่าน่าจะมีคนอ่านมากกว่าหนึ่งล้านคน

งานสามชิ้นที่ไม่ปรากฏชื่อผู้เขียนนี้กลายเป็น “อาวุธทางความคิด” อันทรงพลังและกรุยทางสู่การปฏิวัติในฤดูร้อนปี 1789

 

ชีวิตทางการเมือง

ซิแยสเข้าสู่แวดวงการเมืองโดยได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาฐานันดรในสัดส่วนฐานันดรที่สาม เขตเลือกตั้งปารีส ในปี 1789 และมีบทบาทสำคัญในการ “ปฏิวัติโดยสภา” เปลี่ยนสภาฐานันดรให้กลายเป็นสภาผู้แทนราษฎร จากนั้นเขาได้รับเลือกเป็นประธานสภาในปี 1790 เป็นกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรกของฝรั่งเศส (ซึ่งต่อมาคือ รัฐธรรมนูญ 1791) อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอของซิแยสหลายเรื่องไม่ได้รับความเห็นชอบ เช่น การตัดอำนาจของกษัตริย์ในการยับยั้งการประกาศใช้กฎหมาย หรือ “Veto” และการมีสภาที่สองหรือวุฒิสภา เป็นต้น ในช่วงที่การปฏิวัติรุดหน้าจนฝรั่งเศสประกาศยกเลิกสถาบันกษัตริย์ เข้าสู่ระบอบสาธารณรัฐที่หนึ่ง ซิแยสได้รับเลือกเป็นสมาชิกสภา Convention และลงมติเห็นด้วยกับการประหารชีวิต Louis Capet หรืออดีตกษัตริย์หลุยส์ที่ 16 และก็เช่นเคย เขาเข้าไปมีบทบาทเป็นกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ (ซึ่งต่อมาคือ รัฐธรรมนูญ 1793) แต่ผ่านไปได้ไม่นาน เขาตัดสินใจลาออก ในปี 1793-1794 ช่วงที่โรเบสปิแยร์ (Robespierre) และพวกขึ้นครองอำนาจ ซิแยสเกรงภัยมาถึงตน จึงตัดสินใจหลบซ่อนตนเอง ลดบทบาททางการเมืองลงไป จนกระทั่งโรเบสปิแยร์ถูกรัฐประหารในเดือนกรกฎาคม 1794 ซิแยสก็กลับมามีบทบาททางการเมืองอีกครั้ง เขาได้รับเลือกเป็นประธานสภา Convention เป็นกรรมการในคณะกรรมการที่มีอำนาจมากและมีบทบาทสำคัญทางการเมืองอย่างคณะกรรมการรักษาความมั่นคงปลอดภัยสาธารณะ (Comité de salut public) และยังได้รับเลือกเป็นหนึ่งในคณะกรรมาธิการสิบเอ็ดคนทำหน้าที่ยกร่างรัฐธรรมนูญ (ซึ่งต่อมาคือ รัฐธรรมนูญ 1795) อย่างไรก็ตาม ในภายหลังได้มีรัฐกฤษฎีกาประกาศห้ามมิให้บุคคลดำรงตำแหน่งในคณะกรรมการรักษาความมั่นคงปลอดภัยสาธารณะไปพร้อมกับกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ทำให้ซิแยสต้องพ้นจากกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ต่อมาเมื่อระบอบ Directoire หรือระบอบที่มีคณะผู้บริหารสูงสุดห้าคนตามรัฐธรรมนูญ 1795 ประกาศใช้ เขาก็ได้รับเลือกเป็นประธานสภาห้าร้อย (Conseil des Cinq-Cents) ซึ่งทำหน้าที่เป็นสภาผู้แทนราษฎรในปี 1797 และในปี 1799 ซิแยสก็ขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุดในทางการเมือง ได้รับเลือกเป็นหนึ่งในห้าคณะผู้บริหารสูงสุด

ในความคิดของซิแยส นับตั้งแต่ปฏิวัติฝรั่งเศสในปี 1789 เริ่มต้นขึ้น ประเทศฝรั่งเศสยังไม่สามารถยุติความวุ่นวายทางการเมือง รัฐธรรมนูญ 1791 1793 และ 1795 ไม่สามารถสร้างระบอบการเมืองที่มีเสถียรภาพได้ กล่าวจำเพาะรัฐธรรมนูญ 1795 ถูกยกร่างขึ้นด้วยความกลัว “ผีโรเบสปิแยร์” ทำให้เกิดการออกแบบสถาบันการเมืองแบ่งเป็นหลายองค์กรมากมายและให้ถ่วงดุลกันไปมาจนไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่หรือบริหารประเทศได้เลย ในทางปฏิบัติ สถาบันการเมืองต่างๆ ก็ขัดแข้งขัดขากันเอง กลุ่มการเมืองต่างๆ หวาดระแวงซึ่งกันและกัน ฝักฝ่ายใดขึ้นมามีอำนาจเสียงข้างมากหรือยึดครองคณะผู้บริหารสูงสุดได้ ก็มีอันต้องเกิดรัฐประหาร ดังจะเห็นได้จากภายหลังประกาศใช้รัฐธรรมนูญ 1795 ก็เกิดรัฐประหารภายในระหว่างคณะผู้บริหารสูงสุดสองครั้ง ในเดือนกันยายน 1797 และเดือนมิถุนายน 1799 ด้วยเหตุนี้ ซิแยสจึงอยากแก้ไขรัฐธรรมนูญ 1795 แต่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็กำหนดวิธีการแก้ไขรัฐธรรมนูญไว้ยากมากและต้องรออีกเก้าปีจึงจะริเริ่มแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ ดังนั้น เขาจึงคิดหาทางก่อรัฐประหารอีกครั้งเพื่อล้มรัฐธรรมนูญนี้

ในความเห็นของซิแยสนั้น ฝรั่งเศสจะเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญได้ ต้องมีเงื่อนไขสองประการเกิดขึ้นก่อน หนึ่ง ไม่เกรงกลัวคณะผู้บริหารสูงสุด สอง มีนายพลที่ประชาชนนิยมชมชอบ และพร้อมที่จะออกหน้าก่อการรัฐประหารได้เมื่อถึงเวลา โอกาสเริ่มมาถึงมากขึ้นเมื่อซิแยสได้รับแต่งตั้งเป็นหนึ่งในคณะผู้บริหารสูงสุดในเดือนพฤษภาคม 1799 เขาเริ่มต้นยุยงสภาห้าร้อยและสภาโบราณ (Conseil des Anciens) ซึ่งทำหน้าที่เป็นวุฒิสภา ให้ต่อต้านผู้บริหารสูงสุดที่อยู่ฝ่ายตรงข้าม ซิแยสกดดันจนพวกนั้นต้องออกจากตำแหน่งไป ในส่วนของนายพลผู้มากบารมีนั้น กลับกลายเป็นปัญหาอยู่นานว่า คนคนนั้นควรเป็นใคร4

เริ่มแรก ซิแยสเล็งนายพลหน่วยก้านดีชื่อ Barthélémy-Catherine Joubert แต่นายพลผู้นี้คง “บุญมีแต่กรรมบัง” เสียชีวิตไปก่อนในสมรภูมิ Novi ประเทศอิตาลี ซิแยสต้องควานหาผู้นำทหารคนใหม่ เขาคิดทาบทามนายพลอีกหลายคน เช่น Masséna ผู้นำกองทัพชนะในสมรภูมิที่ซูริค หรือ Brune ผู้นำกองทัพชนะในสมรภูมิที่ฮอลแลนด์ แต่เขาก็ยังไม่วางใจ ในท้ายที่สุดซิแยสก็ค้นพบ “ดาบเอเป้” ของเขาในการจัดการ “ประหารรัฐ-รัฐประหาร” นั่นคือ นโปเลียน โบนาปาร์ต (Napoléon Bonaparte) นายพลหนุ่มวัย 30 ปีจากเกาะคอร์ซิกา (Corse) วีรบุรุษของชาวฝรั่งเศสจากชัยชนะในสมรภูมิที่อิตาลี ซึ่งในเวลานั้นกำลังคุมกองทัพอยู่ในสมรภูมิที่อียิปต์

 

Jacques-Louis David, The Emperor Napoleon in His Study at the Tuileries, 1812, oil on canvas,
203.9 x 125.1 cm, National Gallery of Art. ที่มา: Wikimedia Commons

 

ซิแยสเชิญนโปเลียนให้กลับมาปารีส ประชาชนต่างชื่นชมต้อนรับการกลับมาของวีรบุรุษของประเทศ ชาวปารีสเห็นกันว่านี่แหละคือนายพลผู้ทั้งสามารถพิชิตอริรัฐศัตรู และสามารถเป็นผู้ปกครองประเทศฝรั่งเศสให้มีเสถียรภาพและสงบสุขได้ เมื่อซิแยสโน้มน้าวนโปเลียนให้รับ “เผือกร้อน” เป็นผู้นำก่อรัฐประหารได้สำเร็จ “มันสมอง” ของรัฐประหารอย่างเขาก็จัดการแจกแจงแผนการก่อรัฐประหารทันที โดยในวงประชุมผู้สมคบคิดด้วยกันมี ปอล บาร์ราส (Paul Barras) และโรเฌ ดูโกส์ (Roger Ducos) สองคณะผู้บริหารสูงสุดที่พร้อมปฏิบัติการกับซิแยส มี Charles-Maurice de Talleyrand รัฐมนตรีการต่างประเทศ มี Joseph Fouché รัฐมนตรีกิจการตำรวจ มี ลูเซียง โบนาปาร์ต (Lucien Bonaparte) ประธานสภาห้าร้อย ผู้เป็นน้องของนโปเลียน แผนการเริ่มจากให้บาร์ราส, ดูโกส์ และซิแยส ลาออกจากตำแหน่งผู้บริหารสูงสุดใน Directoire เพื่อให้เกิด “สุญญากาศทางการเมือง” จากนั้นก็ต้องจัดการประชุมสภาห้าร้อย ประกาศยึดอำนาจ และทำรัฐธรรมนูญใหม่ อย่างไรก็ตาม ชาวปารีสขึ้นชื่อเรื่องจิตสำนึกทางการเมืองสูงและเป็นกำลังสำคัญในการปฏิวัติฝรั่งเศส หากจัดการประชุมสภาแล้วยึดอำนาจกันในกรุงปารีส สมาชิกสภาบางส่วนก็อาจต่อต้าน ปลุกระดมประชาชน จนอาจเจอการต่อต้านรัฐประหารจากชาวปารีสได้ บรรดาผู้ก่อการรัฐประหารจึงต้องสร้างพล็อตเรื่องว่าพวก Jacobin หัวรุนแรงจะก่อการกบฏในเมืองปารีสและบุกสภา จึงจำเป็นต้องย้ายไปประชุมที่ Saint-Cloud ชานเมืองปารีส พร้อมกับนำกองกำลังทหารคุ้มกันสมาชิกสภาและที่ประชุมสภา โดยสภาโบราณได้ลงมติให้นโปเลียน โบนาปาร์ต เป็นผู้บัญชาการประจำกรุงปารีส ทำหน้าที่รักษาความปลอดภัยให้กับสภา5

วันที่ 18 เดือน Brumaire ปีที่ 86 หรือ 9 พฤศจิกายน 1799 ทุกอย่างดำเนินตามแผนการที่วางไว้ แต่เมื่อเข้าสู่วันที่ 19 Brumaire หรือ 10 พฤศจิกายน ในการประชุมสภากลับเกิดเหตุการณ์ที่เกือบทำให้แผนรัฐประหารครั้งนี้ไม่สำเร็จ สมาชิกสภาเชื่อว่ารัฐบาลน่าจะกุเรื่องการก่อกบฏในกรุงปารีสขึ้นมา จึงเรียกร้องให้รัฐบาลชี้แจงรายละเอียดเรื่องแผนการกบฏนี้ พวกเขายืนยันปฏิญาณว่าจะร่วมกันรักษารัฐธรรมนูญนี้ให้ถึงที่สุด และเรียกร้องให้ลงมติเลือกบุคคลไปดำรงตำแหน่งผู้บริหารสูงสุดแทนคนที่ลาออกไป ระหว่างที่กำลังถกเถียงอภิปรายกันอย่างเข้มข้นอยู่นั้นเอง นโปเลียนก็ปรากฏตัวที่สภา สมาชิกสภาต่างตะโกนโห่ไล่ว่า “เผด็จการจงพินาศ ไอ้คนนอกกฎหมาย” จนนโปเลียนต้องหนีออกไปจากที่ประชุม สมาชิกสภาเริ่มเห็นแล้วว่านี่คือแผนการก่อรัฐประหารให้นโปเลียนครองอำนาจ จึงเสนอญัตติให้ตรารัฐกฤษฎีกาประกาศให้นโปเลียนเป็นคนนอกกฎหมาย ไม่ได้รับความคุ้มครองจากกฎหมายอีกต่อไป ลูเซียงเห็นท่าไม่ดี จึงรีบตัดสินใจออกจากที่ประชุม ทำให้การประชุมต้องหยุดลงชั่วคราว เขาวิ่งไปแจ้งทหารที่มาคุ้มกันการประชุมสภา กุเรื่องว่าสมาชิกสภาก่อความไม่สงบ ใช้มีดแทงนโปเลียน เดชะบุญที่ทหารติดตามช่วยกันพาหนีทัน สมาชิกสภาพวกนี้เป็นโจรการเมืองรับอามิสสินจ้างจากอังกฤษเข้ามาปั่นป่วนสภาและทำร้ายนโปเลียน ขอให้ทหารเข้าไปรักษาความปลอดภัย ไล่พวกสมาชิกสภาเหล่านี้ออกไปจากที่ประชุม ทหารเข้าปฏิบัติการทันที ไล่สมาชิกสภาหลายคนออกไป เมื่อที่ประชุมสภาเหลือแต่สมาชิกที่สนับสนุนนโปเลียน ปฏิบัติการรัฐประหารจึงเดินหน้าต่อไปได้ ที่ประชุมสภามีมติยุบคณะผู้บริหารสูงสุด แต่งตั้งคณะผู้ปกครองสูงสุดชั่วคราวในชื่อ “กงสุล” (Consul) ประกอบไปด้วยนโปเลียน, ซิแยส และดูโกส์ ต่อมาคณะนี้ได้แต่งตั้งคณะกรรมาธิการประกอบไปด้วยสมาชิกสภาห้าร้อย 25 คน และสมาชิกสภาโบราณ 25 คน ทำหน้าที่ยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่7

Curzio Malaparte วิเคราะห์รัฐประหาร 18 Brumaire ไว้ว่า นโปเลียนต้องการรัฐประหารที่ไม่ใช้กำลังทางทหารเข้ายึด แต่ต้องการให้รัฐประหารสำเร็จโดยผ่านกลไกทางกฎหมายและได้รับการยอมรับจากสภา ในขณะที่ซิแยสไม่เห็นด้วยนัก ในบางกรณีอาจจำเป็นต้องใช้วิธีรุนแรงละเมิดกฎหมายอย่างชัดแจ้ง ขึ้นชื่อว่ารัฐประหารก็ชัดเจนอยู่ในตัวแล้วว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย ดังนั้น หากคิดก่อการรัฐประหารแล้วก็ไม่ต้องกังวลเรื่องความชอบด้วยกฎหมาย ซิแยสเคยเสนอให้นโปเลียนจับสมาชิกสภาปีกซ้าย radical สักยี่สิบคนเพื่อป้องกันไม่ให้พวกนี้ไปต่อต้านปลุกปั่นในสภา หรือ Fouché ก็ปวารณาตนว่าหากต้องการใช้กำลังตำรวจ ตนพร้อมจัดการให้ทันที แต่นโปเลียนปฏิเสธทั้งหมด เพราะไม่ต้องการละเมิดกฎหมาย ไม่ต้องการใช้กำลัง และมั่นใจว่าตนเองได้รับความนิยม ชื่อเสียงเกียรติภูมิของตนจะช่วยให้รัฐประหารสำเร็จ ในท้ายที่สุด รัฐประหาร 18 Brumaire ก็ไม่อาจบริสุทธิ์ผุดผ่องปราศจากการใช้กำลังบังคับได้ดังที่นโปเลียนวาดฝันไว้ หากไม่มีกำลังทหารเข้าไปควบคุมความสงบและไล่สมาชิกสภาที่ต่อต้านนโปเลียนออกจากที่ประชุม รัฐประหารก็คงไม่สำเร็จ8

ในช่วงที่นโปเลียนครองอำนาจ ตั้งแต่ปี 1799-1814 จากระบอบกงสุลมาสู่ระบอบจักรวรรดิที่หนึ่ง และสถาปนาตนเป็นจักรพรรดิตลอดชีพ ซิแยสก็ได้ดิบได้ดีตามไปด้วย เขาดำรงตำแหน่งทางการเมืองและทางราชการที่สำคัญอีกหลายตำแหน่ง สะสมความมั่งคั่ง กลายเป็น “ผู้อาวุโส” ในระบอบ มีผู้ให้ความเคารพยำเกรง เขาเสนอให้นโปเลียนดำเนินการหลายเรื่องซึ่งนโปเลียนก็นำไปทำบ้าง ไม่ทำบ้าง แต่เขาก็เรียนรู้ที่จะ “อยู่เป็น” ตามระบอบ จนกระทั่งระบอบจักรวรรดิถูกยกเลิก และฝรั่งเศสฟื้นฟูระบอบกษัตริย์กลับมาใหม่อีกครั้ง โดยอัญเชิญหลุยส์ที่ 18 มาเป็นกษัตริย์ตามรัฐธรรมนูญ 1814 ซิแยสจึง “สมัครใจ” ลี้ภัยไปเบลเยียม

 

บั้นปลายชีวิต

ภายหลังโลดแล่นอยู่ในแวดวงการเมือง ผ่านการเป็นผู้กรุยทางปฏิวัติ 1789 มาสู่ผู้ชักนำให้ปิดฉากปฏิวัติด้วยการสนับสนุนให้นโปเลียนก่อรัฐประหาร 18 Brumaire ผ่านการยกร่างรัฐธรรมนูญมาหลายฉบับ จากช่วงรุ่งโรจน์มีอำนาจมากมาย ผ่านช่วงที่ต้องหลบซ่อนไม่แสดงบทบาทในยุค La Terreur จนกลับมามีอำนาจใหม่ในยุค Directoire และจักรวรรดิที่หนึ่ง และต้องลี้ภัยไปเบลเยียมในยุคฟื้นฟูกษัตริย์ ในท้ายที่สุด ซิแยสก็กลับมายังปารีสภายหลังการปฏิวัติเดือนกรกฎาคม 1830 ล้มกษัตริย์ Charles X สถาปนาระบอบกษัตริย์ใต้รัฐธรรมนูญใหม่ โดยเปลี่ยนกษัตริย์สายปฏิรูปแห่งราชวงศ์ Orléans คือ Louis-Philippe ขึ้นครองราชย์แทน

ช่วงบั้นปลายชีวิต ซิแยสป่วยและไม่มีกิจกรรมทางการเมืองและทางปัญญาใดๆ ราวกับต้องการเตรียมพร้อมรอวันตาย เขากล่าวว่า “ผมไม่เห็นอะไรแล้ว ไม่ได้ยินอะไรแล้ว จำอะไรไม่ได้แล้ว ผมนึกคิดอะไรไม่ออกอีกแล้ว” หลายครั้ง เมื่อเขาพูดให้คนใกล้ชิดฟัง เขามักหยุดกลางคันและตัดบทว่า “ผมไม่มีอะไรพูดแล้ว ปล่อยมันซ่อนไว้ในซอกหลืบคลุมเครือแบบนั้น” แม้กระนั้น จิตใต้สำนึกของเขาก็ยังคงวนเวียนอยู่กับการเมือง ดังที่คนใกล้ชิดของเขาบันทึกไว้ว่า เขาป่วยหนักไม่ได้สติจนเพ้อออกมาว่า “ถ้าคุณโรเบสปิแยร์มา ให้บอกว่าฉันไม่อยู่ที่นี่” หรือ “รัฐธรรมนูญคือฉันนี่แหละ”

ซิแยสเสียชีวิตในวันที่ 20 มิถุนายน 1836 ณ บ้านของเขา เลขที่ 119 ถนน Faubourg Saint-Honoré รวมอายุได้ 88 ปี เป็นหนึ่งในสองของคนรุ่นปฏิวัติ 1789 ที่อายุยืนที่สุดคู่ไปกับ Charles-Maurice de Talleyrand (1754-1838) ผ่านชีวิตในเก้าระบอบ ตั้งแต่ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ระบอบกษัตริย์ใต้รัฐธรรมนูญ ระบอบสาธารณรัฐที่หนึ่ง ยุค La Terreur ระบอบคณะผู้ปกครอง Directoire ระบอบกงสุลของนโปเลียน โบนาปาร์ต ระบอบจักรวรรดิที่หนึ่ง ยุคฟื้นฟูกษัตริย์ และระบอบกษัตริย์แห่งเดือนกรกฎาคม

ร่างของเขาถูกฝังอยู่ที่สุสาน Père-Lachaise กรุงปารีส

 

กำจัดอภิสิทธิ์ชน – สร้าง “ชาติ” ใหม่

 

ในช่วงปลายศตวรรษที่ 18 มีงานตีพิมพ์ออกมาจำนวนมากที่มีเนื้อหาโจมตีรูปแบบสภาฐานันดรที่ถูกครอบงำโดยขุนนางอภิสิทธิ์ชน แต่ส่วนใหญ่แล้วก็ยังคงตอบโต้ในกรอบความคิดแบบดั้งเดิม คือ ยืนยันให้มีการแบ่งแยกฐานันดรต่อไป เพื่อให้แต่ละฐานันดรได้ปกป้องประโยชน์ของตนเอง ในงานที่สนับสนุนฐานันดรขุนนาง ก็จะมีเนื้อหาแสดงความเก่าแก่และความสำคัญของฐานันดรขุนนาง ไม่แพ้กษัตริย์และฐานันดรพระ แต่ถ้าเป็นงานที่สนับสนุนฐานันดรที่สาม เนื้อหาก็จะเน้นถึงบทบาทของสามัญชนที่เก่าแก่ไม่แพ้กับพวกขุนนาง งานเหล่านี้ไม่ได้มุ่งตอบโต้การแบ่งแยกฐานันดร เพียงแต่มุ่งปกป้องฐานันดรที่ตนสังกัด ซึ่งตรงกันข้ามกับงานของซิแยสที่มุ่งโจมตีการดำรงอยู่ของระบบฐานันดรทั้งหมด และเป็นงานที่ส่งผลสะเทือนและปลุกเร้าให้เกิดการปฏิวัติ

ใน ความเรียงว่าด้วยอภิสิทธิ์ ที่ตีพิมพ์ในปี 1788 ซิแยสเปิดเรื่องด้วยประโยคที่ว่า “อภิสิทธิ์ คือ ข้อยกเว้นพิเศษสำหรับคนที่ได้รับ และการบั่นทอนสำหรับคนอื่น”ในงานชิ้นนี้อธิบายว่า อภิสิทธิ์ทั้งปวง คือ การยกเว้นจากกฎหมายทั่วไป ยกเว้นกฎหมายหรือให้สิทธิพิเศษแก่บางสิ่ง แต่กฎหมายนั้นมีขึ้นเพื่อคุ้มครองเสรีภาพส่วนบุคคลและกรรมสิทธิ์ กฎหมายที่กำหนดขึ้นทั้งหลายต้องผูกมัดเข้ากับกฎธรรมชาติ นั่นคือ การไม่ละเมิดผู้อื่น เสรีภาพมาก่อนกฎหมาย ดังนั้นกฎหมายจึงมีภารกิจเพียงเพื่อทำลายการกระทำใดที่รบกวนต่อเสรีภาพและสร้างความเสียหายแก่สังคม ถ้าหากกฎหมายดี กฎหมายนั้นต้องบังคับใช้กับคนทุกคน แต่ถ้ากฎหมายเลว กฎหมายนั้นต้องถูกกำจัดในฐานะที่เป็นการก่อการร้ายต่อเสรีภาพ แต่ทั้งหมดนี้ไม่อาจใช้ได้กับอภิสิทธิ์ชน เพราะพวกนี้ได้รับอนุญาตในการยกเว้นกฎหมาย และสามารถละเมิดบุคคลอื่นได้

เมื่อหลุยส์ที่ 16 เรียกประชุมสภาฐานันดรเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1614 ซิแยสเห็นโอกาสทองในการทำงานทางความคิด ผลักดันให้ผู้คนสนับสนุนการยกเลิกระบบฐานันดร เขาจึงเร่งเขียน ฐานันดรที่สามคืออะไร? ในช่วงปลายปี 1788 และตีพิมพ์เผยแพร่ในเดือนมกราคม 1789 โดยหวังว่างานชิ้นนี้จะกระตุ้นเตือนให้ผู้แทนของฐานันดรที่สาม “ตาสว่าง” และร่วมมือกันเป็นกำลังสำคัญในการปฏิวัติ ผลงานของเขาได้รับการตอบรับดีมาก ต้องพิมพ์ซ้ำใหม่ถึงสี่ครั้งในช่วงเวลาไม่กี่เดือน เกิดกระแสปากต่อปากถามไถ่กันว่า “ได้อ่าน le Tiers แล้วหรือยัง?” ผู้คนตามถนน ร้านอาหาร ร้านกาแฟ และที่ชุมนุม ต่างก็นำข้อเขียนชิ้นนี้ไปถกเถียงอภิปรายกัน

ซิแยสเริ่มต้นงานชิ้นนี้ด้วยการตั้งคำถามและคำตอบไว้สามข้อ ข้อแรก ฐานันดรที่สามคืออะไร? คำตอบ คือ ทุกสิ่งทุกอย่าง  ข้อสอง จวบจนบัดนี้ ฐานันดรที่สามเป็นอะไรในระเบียบการเมืองที่ดำรงอยู่? คำตอบ คือ ไม่เป็นอะไรเลย และข้อสาม ฐานันดรที่สามต้องการอะไร? คำตอบ คือ ขอเป็นบางสิ่งบางอย่าง จะเห็นได้ว่า คำถามและคำตอบทั้งสามข้อนี้ได้นำไปสู่การแสวงหาตำแหน่งแห่งที่ให้กับฐานันดรที่สามนั่นเอง

เนื้อหาหน้าแรกใน ฐานันดรที่สามคืออะไร? (Qu’est-ce que le Tiers-État?) ที่มา: Wikimedia Commons

ซิแยสเรียกร้องให้เพิ่มจำนวนสมาชิกฐานันดรที่สามให้เท่าเทียมกับฐานันดรพระและฐานันดรขุนนาง และให้ลงมติร่วมกันทั้งสามฐานันดรโดยนับคะแนนเป็นรายคน เขาใช้กฎของจำนวนมาหักล้างกฎเกณฑ์แบบจารีตประเพณีโบราณที่อ้างแต่ความเก่าแก่ โดยเสนอว่า เราไม่อาจยอมรับให้พวกเสียงข้างน้อยสามารถทำลายเจตจำนงของคน 25 หรือ 26 ล้านคน เมื่อจำนวนประชากรที่เป็นสามัญชนมีมาก ก็ต้องมีผู้แทนจำนวนมาก พระและขุนนางที่เป็นคนส่วนน้อยของประเทศ ย่อมไม่อาจขัดขวางความต้องการของสามัญชนที่เป็นคนส่วนใหญ่ได้

ไม่เพียงแต่ข้อเรียกร้องเรื่องการให้ฐานันดรที่สามได้มีบทบาททางการเมืองอย่างแท้จริงในสภาฐานันดรเท่านั้น ซิแยสยังไปไกลกว่างานอื่นๆ ตรงที่เขาสร้างคำอธิบายให้ฐานันดรที่สามอยู่เหนือพระ ขุนนาง และกษัตริย์ โดยผ่านความคิดเรื่อง “ชาติ” (Nation) เขาเริ่มเสนอให้ยุติการพิจารณาสิ่งต่างๆ โดยผูกมัดกับแนวทางที่ทำกันมาในอดีต หากต้องเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์ของฝรั่งเศสเสียใหม่ สำหรับซิแยสแล้ว ไม่มีอะไรมากไปกว่าสิทธิที่จะไม่อดทนต่อเรื่องเดิมๆ อีกต่อไป เราต้องแตกหักกับเรื่องราวในอดีต และต้องย้อนกลับไปหาจุดเริ่มต้นที่ศูนย์ใหม่ นับแต่นี้ ต้องเริ่มต้นจากการค้นหาว่าแท้จริงแล้ว ชาติคือใคร อัตลักษณ์ทางการเมืองอันแท้จริงของชาติคืออะไร

พวกขุนนางอภิสิทธิ์ชนและพวกศาลปาร์เลอม็องต์มักอธิบายให้ชาติเป็นองคภาวะทางการเมืองที่มีแต่ละชนชั้นเข้ามาประกอบร่วมกัน คำอธิบายเช่นนี้ทำให้ชนชั้นขุนนางมีบทบาททางการเมืองเคียงคู่ไปกับกษัตริย์ได้ ซิแยสปฏิเสธคำอธิบายเช่นนี้ และมุ่งไปสู่คำอธิบายใหม่เพื่อเปิดทางให้ฐานันดรที่สามเข้ามากำหนดเจตจำนงในนามของชาติ สำหรับซิแยสแล้ว “ชาติ” คือ การแสดงกฎธรรมชาติให้ปรากฏออกมา ชาติ คือ การรวมตัวกันของปัจเจกบุคคลในสภาวะธรรมชาติเพื่อดำเนินชีวิตในสังคมการเมืองด้วยการก่อตั้งรัฐธรรมนูญขึ้น ชาติเป็นสภาวะที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ ด้วยความจำเป็นที่มนุษย์ต้องมารวมกันเพื่อตอบสนองความต้องการของตน ชาติจึงไม่ใช่ผลผลิตจากสัญญาประชาคมหรือข้อตกลงระหว่างปัจเจกบุคคล แต่มันเป็นผลธรรมดาจากกฎแห่งความจำเป็น ชาติไม่ได้เป็นการรวมกลุ่มของคนทั้งหลายที่อาศัยอยู่ในดินแดนเดียวกันและปรารถนาที่จะใช้ชีวิตร่วมกัน แต่มันประกอบขึ้นจากคนที่เป็นหุ้นส่วนของวิสาหกิจของสังคม อันได้แก่ คนที่ผลิตและมีส่วนร่วมกับผลผลิตอันเป็นประโยชน์และใช้ร่วมกัน ดังนั้น ชาติจึงไม่ยอมรับทั้งกลุ่มคนที่มีอภิสิทธิ์หรือกลุ่มคนที่ยากจนข้นแค้น เพราะทั้งสองกลุ่มนี้ต่างก็ไม่ได้ร่วมผลิตใดๆ

จากคำอธิบายส่วนประกอบที่ก่อตัวเป็นชาติเช่นนี้เอง ทำให้ “ชาติ” ของซิแยสมีแต่ฐานันดรที่สาม เพราะพวกเขาผลิต แบ่งปัน และมีทรัพย์สินของตน ในขณะที่พวกอภิสิทธิ์ชนทั้งหลายไม่อาจถูกนับรวมเข้ามาอยู่ในชาติได้ เพราะเป็นพวกไร้ประโยชน์ ไม่ทำงาน ไม่ผลิต แต่กลับดูดซับทรัพยากรและผลผลิตของผู้อื่นเสมือนเป็นกาฝากหรือปรสิต

 

สมาชิกสภาผู้เปิดประตูปฏิวัติ

 

ใน ฐานันดรที่สามคืออะไร? มีอยู่หลายท่อนหลายตอนที่ซิแยสอภิปรายถึงบทบาทของนักปราชญ์กับนักการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นความขัดแย้งกันระหว่างความคิดข้อเสนอที่ก้าวหน้าแหลมคมกับความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติ เขาปกป้องบทบาทของปรัชญาเมธีที่มีหน้าที่ต้องผลักดันความคิดใหม่ที่ก้าวหน้าไว้ว่า “ตราบเท่าที่นักปราชญ์ไม่ได้เฉไฉออกนอกพรมแดนของความจริง จงอย่ากล่าวหาเขาว่าก้าวล้ำไกลเกินไป หน้าที่ของนักปราชญ์คือวางหมุดบอกเป้าหมาย ด้วยเหตุนี้ เขาจึงต้องไปให้ถึงเป้าหมายก่อน หากเมื่อไรเขาเกิดใจกล้าปักธงชัยทั้งที่ยังอยู่ระหว่างทาง สัญญาณนั้นอาจผิดพลาด ส่วนหน้าที่ของนักบริหาร คือ คาดการณ์คำนวณและปรับจังหวะก้าวให้สอดคล้องกับความยากง่าย … หากนักปราชญ์ยังไม่บรรลุเป้าหมาย เขาย่อมไม่รู้ว่าตนอยู่ตรงไหน หากนักบริหารมองไม่เห็นเป้าหมาย เขาย่อมไม่รู้ว่าตนกำลังมุ่งหน้าไปทางใด”9

ถึงกระนั้น ซิแยสก็เข้าใจดีถึงความยากลำบากของนักการเมือง-นักบริหารที่เป็นผู้ปฏิบัติและต้องตัดสินใจโดยประสานผลประโยชน์ของคนทุกกลุ่มเข้าไว้ด้วยกัน ในขณะที่นักปราชญ์ไม่จำเป็นต้องกังวลถึงเรื่องนี้มากเท่าไรนัก ดังที่เขายืนยันไว้ว่า “เมื่อนักปราชญ์บุกเบิกเส้นทาง ความกังวลของเขามีข้อเดียวคือ ความคิดผิดพลาด เพื่อเดินหน้าต่อไป เขาต้องกำจัดความคิดผิดพลาดอย่างไร้ความเมตตา นักบริหารนั้นมาทีหลัง เขาต้องเผชิญหน้ากับกลุ่มผลประโยชน์ ข้าพเจ้ายอมรับว่าการเผชิญหน้ากับอย่างหลังนี้ยากกว่า มันต้องอาศัยทักษะแบบใหม่และวิทยาการอันหาได้ยาก ซึ่งค่อนข้างแตกต่างจากการครุ่นคิดตรึกตรองของผู้คงแก่เรียนทีเดียว กระนั้นจงอย่าเข้าใจผิด ศาสตร์เหล่านี้ยิ่งแตกต่างจากความเจ้าเล่ห์เพทุบายของราชมนตรีบางคนที่นึกว่าตัวเองเป็นนักบริหารเพียงเพราะเขาไม่ใช่นักปราชญ์”10 อย่างไรก็ตาม ซิแยสก็ยืนยันว่าความคิดข้อเสนอของนักปราชญ์นั้นเป็นสิ่งจำเป็น เพราะ “เพื่อความเป็นธรรม ในอีกด้านหนึ่งก็ควรยอมรับเช่นกันว่า การคาดคะเนของนักปราชญ์ไม่สมควรถูกบอกปัดอย่างดูแคลนว่าเป็นแค่ความเพ้อเจ้อไปเสียหมด หากว่าในที่สุดความคิดเห็นสาธารณชนก้าวเข้ามากำหนดกฎหมาย กระทั่งมีอิทธิพลต่อสมาชิกสภานิติบัญญัติ เมื่อนั้นก็คงสิ้นสงสัยแล้วว่า บุคคลผู้สามารถส่งอิทธิพลต่อการก่อรูปของความคิดเห็นสาธารณชนย่อมไม่ไร้ประโยชน์หรือเฉื่อยชาดังคำกล่าวหาของคนจำนวนมากที่ไม่เคยมีอิทธิพลต่ออะไรเลยด้วยซ้ำ”

สำหรับซิแยสแล้ว เขาเป็นทั้งปราชญ์และนักการเมือง เปลี่ยนงานทางทฤษฎีไปสู่การปฏิบัติ และไม่เพียงนำเสนองานที่ติดอาวุธทางความคิดจนเร้าผู้คนให้ก่อการปฏิวัติเท่านั้น แต่ซิแยสยัง “ลงมือ” ปฏิวัติด้วยตนเองอีกด้วย

ภายหลังงาน ฐานันดรที่สามคืออะไร? ได้รับการกล่าวขวัญไปทั่วปารีส ซิแยสมีชื่อเสียงโด่งดังมากขึ้น เขาเห็นโอกาสทองในการนำเอาความคิดและข้อเสนอของตนเองเข้าไปผลักดันให้เกิดผลจริง เขาจึงตัดสินใจเสนอตัวลงเลือกตั้งในนามของฐานันดรพระ แต่ไม่ได้รับการเลือก กล่าวกันว่าเป็นเพราะผลงานสามเล่มของเขานี่แหละ ซิแยสจึงเปลี่ยนมาลงสมัครรับเลือกตั้งในนามของฐานันดรที่สามในเขตปารีส อย่างไรก็ตาม สภาฐานันดรได้เปิดประชุมแล้วในวันที่ 5 พฤษภาคม โชคดีที่มีการเลือกตั้งในเขตปารีสใหม่ เขาได้รับเลือกตั้งในวันที่ 19 พฤษภาคม และเข้าปฏิบัติหน้าที่สมาชิกสภาฐานันดรในวันที่ 20 พฤษภาคม

นับได้ว่าชีวิตทางการเมืองของซิแยสเริ่มต้นอย่างโลดโผน ลองคิดดูว่าหากเขาถูก “ตัดตอน” ไม่ได้เป็นสมาชิกสภาฐานันดร แล้วใครล่ะ จะเป็นแกนนำในการอภิปรายความสำคัญของฐานันดรที่สามจนนำมาซึ่งการปฏิวัติ 1789?

กษัตริย์หลุยส์ที่ 16 เปิดประชุมสภาฐานันดรในวันที่ 5 พฤษภาคม 1789 โดยมีสมาชิกทั้งหมด 1,139 คน แบ่งเป็นสมาชิกฐานันดรขุนนาง 270 คน ฐานันดรพระ 291 คน และฐานันดรที่สาม 578 คน ซึ่งทั้งสามฐานันดรนี้ต้องแยกกันประชุมและลงมติแยกกัน ในการประชุมสภาฐานันดรวันแรก ด้วยอิทธิพลจากข้อเสนอใน ฐานันดรที่สามคืออะไร?ของซิแยส ทำให้สมาชิกสภาฐานันดรที่สามปีกนักกฎหมาย-ทนายความเสนอญัตติให้พิจารณายกเลิกการแยกประชุมในแต่ละฐานันดรและยกเลิกการลงมติในแต่ละฐานันดรแยกกัน พวกเขาเสนอให้ทั้งสามฐานันดรประชุมร่วมกันและลงมตินับคะแนนเป็นรายบุคคล ฐานันดรพระและขุนนางปฏิเสธข้อเสนอดังกล่าว ทำให้สภาฐานันดรที่สามต้องประชุมต่อไปกันเองที่ห้องประชุมใหญ่ Menus-Plaisirs พวกเขาจัดการเปลี่ยนชื่อเรียกตนเองเสียใหม่ว่า สภา Communes โดยหยิบยืมมาจาก House of Commons ของอังกฤษ

แม้ซิแยสเข้าสภาทีหลังผู้อื่นสองสัปดาห์ แต่เมื่อเข้าสภาได้ เขาก็ไม่รีรอปล่อยเวลาให้เสียไป ใช้โอกาสในสภาเพื่อเร่งสถานการณ์ปฏิวัติทันที เริ่มต้นจากในวันที่ 10 มิถุนายน 1789 ซิแยสเสนอญัตติให้สภาฐานันดรพิจารณาขอบอำนาจของสภา เพื่อกำหนดให้ชัดเจนว่าการประชุมสภาฐานันดรครั้งนี้ สภาฐานันดรจะมีอำนาจทำอะไรได้บ้าง และประชุมเพื่ออะไร พร้อมกับเชิญชวนสมาชิกสภาฐานันดรขุนนางและพระที่เห็นด้วยให้มาร่วมประชุมด้วยกัน ญัตติแรกของซิแยสคือการเปิดทางให้สมาชิกฐานันดรที่สาม “ปั่นป่วน” สภาฐานันดร จนเมื่อสถานการณ์สุกงอมมากขึ้น มีสมาชิกจากฐานันดรขุนนางและพระเข้าร่วมกับฐานันดรที่สามเพิ่มขึ้น และความคิดจิตใจของสมาชิกสภาฐานันดรที่สามฮึกเหิมพร้อมที่จะเดินหน้าปฏิวัติ ในวันที่ 17 มิถุนายน ซิแยสก็รีบเสนอญัตติให้สภาฐานันดรเปลี่ยนสถานะตนเองเป็นสภาผู้แทนราษฎร (Assemblée nationale) ทันที

 

Auguste Couder, Opening session of the General Assembly, 5 May 1789, 1839, oil on canvas, 400 x 715 cm, Versailles, Musée national du château et des Trianons. ที่มา: Wikimedia Commons

ที่ประชุมมีมติเห็นชอบด้วยคะแนน 491 เสียงต่อ 90 เสียง การเปลี่ยนจากสภาฐานันดรเป็นสภาผู้แทนราษฎรไม่ใช่เป็นเพียงการเปลี่ยนแปลงชื่อเท่านั้น แต่มันยังสะท้อนให้เห็นถึงความคิดใหม่เรื่อง “อำนาจอธิปไตยแห่งชาติ” (souveraineté nationale) ซึ่งถือเป็นพื้นฐานของการกำเนิดกฎหมายมหาชนสมัยใหม่ในฝรั่งเศส นับแต่นี้อำนาจอธิปไตยไม่ได้เป็นของกษัตริย์อีกต่อไป แต่เป็นของชาติ ซึ่งมีสภาผู้แทนราษฎรที่ประกอบไปด้วยผู้แทนของชาติเป็นผู้ใช้อำนาจอธิปไตย มีแต่เพียงสภาผู้แทนราษฎรเท่านั้นที่มีอำนาจในการตีความและแสดงออกซึ่งเจตจำนงทั่วไปของชาติ ดังนั้น สภาผู้แทนราษฎรจึงกลายเป็นผู้ทรงอำนาจสูงสุดในการกำหนดชีวิตทางการเมืองของฝรั่งเศส วันที่ 17 มิถุนายน 1789 จึงเป็นห้วงเวลาสำคัญทางประวัติศาสตร์การปฏิวัติฝรั่งเศสที่ผู้คนมักคิดถึงการทลายคุกบาสตีลย์ในวันที่ 14 กรกฎาคม 1789 นั้น เอาเข้าจริงแล้วหากพิจารณาในทางกฎหมายและการเมือง จุดชี้ขาดว่าการปฏิวัติอุบัติขึ้น ล้มล้างระบอบเดิม และก่อตั้งระบอบแบบใหม่นั้นคือเหตุการณ์ในวันที่ 17 มิถุนายน 1789 ที่สมาชิกสภาฐานันดรที่สามลงมติกันเองให้สภาฐานันดรกลายเป็นสภาผู้แทนราษฎร และมีอำนาจในการจัดทำรัฐธรรมนูญ นี่คือเหตุการณ์ที่เปลี่ยนระบอบจากหน้ามือเป็นหลังมือ จากกษัตริย์ผู้ทรงอำนาจสูงสุด มาเป็น “ชาติ” ซึ่งกระทำการผ่านสภาผู้แทนราษฎรที่ประกอบไปด้วยฐานันดรที่สาม เป็นผู้ทรงอำนาจสูงสุดแทน อาจกล่าวได้ว่าการปฏิวัติฝรั่งเศส 1789 เริ่มต้นโดยการปฏิวัติโดยสภา

เกิดคำถามตามมาว่า แล้วการปฏิวัติโดยสภาทำได้อย่างไร? ก็ในเมื่อสภาฐานันดรเป็นสถาบันการเมืองในระบอบเก่า สมาชิกสภาฐานันดรมาจากการเลือกตั้งตามกฎเกณฑ์ในระบอบเก่า มีอำนาจหน้าที่จำกัดภายในระบอบเก่า เปิดประชุมได้เพราะกษัตริย์เรียกประชุม เช่นนี้ สภาฐานันดรจะมาล้มระบอบเก่าเพื่อตั้งระบอบใหม่ได้อย่างไร สิ่งที่สภาฐานันดรทำไม่ผิดกฎหมายหรือ?

ต่อประเด็นปัญหานี้ ซิแยสได้ปูทางเอาไว้แล้วใน ฐานันดรที่สามคืออะไร? ผ่านความคิดเรื่อง “ผู้แทนสามัญ” (Les représentants ordinaires) กับ “ผู้แทนพิเศษ” (Les représentants extraordinaires) โดยผู้แทนสามัญ “ได้รับมอบหมายให้ใช้ส่วนหนึ่งของเจตจำนงส่วนรวมที่จำเป็นต่อการบริหารสังคมที่ดี ทั้งนี้ต้องอยู่ภายในกำกับของรูปแบบตามรัฐธรรมนูญ อำนาจของพวกเขาถูกจำกัดอยู่แค่เรื่องการปกครอง”12 ส่วนผู้แทนพิเศษ “มีอำนาจใหม่อะไรก็ได้ตามแต่ชาติประทานให้ เนื่องจากคนทั้งชาติย่อมไม่สามารถมาประชุมกันจริงๆ ได้ทุกครั้งที่มีสถานการณ์พิเศษเรียกร้อง ในวาระแบบนี้ ชาติต้องมอบหมายอำนาจจำเป็นแก่ผู้แทนพิเศษ ถ้าชาติสามารถมาประชุมอยู่ต่อหน้าต่อตาท่านและสำแดงเจตจำนงออกมา ท่านจะกล้าท้าทายเจตจำนงนั้นเพียงเพราะมันอยู่ในรูปแบบนี้และมิใช่รูปแบบนั้นหรือ? ในกรณีแบบนี้ ความเป็นจริงคือทุกสิ่งทุกอย่างและรูปแบบไม่มีความหมายอะไรเลย”13

ซิแยสยืนยันว่า บรรดากฎหมาย กฎระเบียบ หรือรัฐธรรมนูญที่ดำรงอยู่ ณ เวลานั้น ไม่เป็นอุปสรรคขัดขวางหรือเป็นเงื่อนไขบังคับเอากับผู้แทนพิเศษแต่อย่างใด เพราะผู้แทนพิเศษ “เป็นผู้แทนของชาติ (ซึ่ง) ย่อมเป็นอิสระจากรูปแบบตามรัฐธรรมนูญทั้งปวง ในแง่นี้ไม่จำเป็นต้องมีมาตรการมากมายเพื่อป้องกันการใช้อำนาจในทางมิชอบ ผู้แทนประเภทนี้ได้รับมอบหมายให้จัดการเรื่องใดเรื่องหนึ่งในเวลาจำกัด ข้าพเจ้าขอย้ำว่า พวกเขาต้องไม่อยู่ภายใต้รูปแบบตามรัฐธรรมนูญที่พวกเขาจะมาตัดสิน 1°. นี่จะกลายเป็นความขัดแย้งในตัวเอง เพราะรูปแบบเหล่านี้ไม่มีความชัดเจน และพวกเขามีหน้าที่มาปรับเปลี่ยนมัน  2°. พวกเขาไม่มีหน้าที่ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องที่กำหนดไว้ตามกฎหมายบ้านเมือง 3°. คณะผู้แทนพิเศษอยู่ในตำแหน่งของชาติซึ่งมีหน้าที่ตัดสินรัฐธรรมนูญ เช่นเดียวกับชาติ พวกเขาเป็นอิสระจากรัฐธรรมนูญ พวกเขาแค่สำแดงเจตจำนงดังเช่นปัจเจกบุคคลจะแสดงเจตจำนงในสภาวะธรรมชาติ เจตจำนงร่วมกันของพวกเขาย่อมมีค่าเท่ากับเจตจำนงของชาติ ทั้งนี้ยังไม่ต้องคำนึงถึงว่าพวกเขาได้เป็นตัวแทนอย่างไร ประชุมหรือหารือกันอย่างไร ขอเพียงแค่ไม่หลงลืมว่าพวกเขากำลังปฏิบัติภารกิจที่ได้รับมอบหมายเป็นพิเศษจากประชาชน (และชาติที่มอบหมายภารกิจให้พวกเขาจะหลงลืมเรื่องนี้ได้อย่างไร?)”14

ความคิดเรื่อง “ผู้แทนพิเศษ” ของซิแยสนี้ เป็นบทพิสูจน์อีกประการหนึ่งว่า เขาได้ตระเตรียมความคิดปฏิวัติไว้ล่วงหน้าเพื่อรอวันลงมือ ราวกับเขาได้เล็งการณ์ไกลไว้แต่แรกว่า ถ้าสถานการณ์สุกงอมเพียงพอ สมาชิกฐานันดรที่สามทั้งหลายต้องอ้างตนเป็น “ผู้แทนพิเศษ” ที่ได้รับมอบหมายจากชาติ ให้ทำหน้าที่ยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ โดยไม่ตกอยู่ภายใต้เงื่อนไขของกฎเกณฑ์ใดๆ ที่ดำรงอยู่ในเวลานั้น

มีประเด็นปัญหาต้องพิจารณาต่อมาว่า มติเปลี่ยนให้สภาฐานันดรกลายเป็นสภาผู้แทนราษฎรนี้ ต้องให้กษัตริย์หลุยส์ที่ 16 ลงนามรับรองหรือไม่?

ซิแยสเห็นว่า การนำมตินี้ให้กษัตริย์หลุยส์ที่ 16 ลงนามรับรอง เป็นเพียงการรับรองในสิ่งที่สำเร็จเด็ดขาดไปแล้ว หรือที่เรียกกันว่า “fait accompli” (ข้อเท็จจริงที่ลุล่วงไปแล้ว) การลงนามไม่อาจส่งผลเปลี่ยนแปลงมติใดๆ ได้ เพราะในทางความเป็นจริง สภาฐานันดรได้กลายเป็นสภาผู้แทนราษฎรเรียบร้อยแล้ว15หากยืนยันตามความเห็นของซิแยสย่อมหมายความว่า มติเปลี่ยนแปลงสภาฐานันดรให้เป็นสภาผู้แทนราษฎร ก็คือรัฐประหาร (coup d’État) ซึ่งสำเร็จเด็ดขาดเรียบร้อยแล้วนั่นเอง และรัฐประหารนี้ก็นำไปสู่การปฏิวัติ (La Révolution) ด้วย เพราะได้เปลี่ยนแปลงหลักมูลฐานไปจากเดิม นั่นคือ อำนาจสูงสุดมิใช่ของกษัตริย์อีกต่อไป แต่เป็นของ “ชาติ” ซึ่งแสดงออกผ่านสภาผู้แทนราษฎร

บทบาทในสภาของซิแยสและสมาชิกสภาฐานันดรที่สามอีกหลายคน พิสูจน์ให้เห็นว่า การปฏิวัติอาจเกิดได้โดยสภาและริเริ่มลงมือปฏิบัติได้โดยบุคคลที่มาจากการเลือกตั้งในระบบที่มีอยู่เดิม ขอเพียงแต่ความคิดจิตใจของพวกเขาพร้อมปฏิวัติ

 

ผู้ต่อต้านอำนาจของกษัตริย์ในการยับยั้งกฎหมาย

 

ภายหลังจากซิแยสและผองเพื่อนร่วมกันไขกุญแจเปิดประตูปฏิวัติ กำเนิดสภาผู้แทนราษฎรทำหน้าที่จัดทำรัฐธรรมนูญใหม่แล้ว ปัญหาที่ต้องพิจารณาต่อไปก็คือ แล้วกษัตริย์อยู่ตรงไหนในระบอบใหม่นี้?

เริ่มต้นจากประเด็นปัญหาที่ว่ากษัตริย์เป็นผู้ก่อตั้งรัฐธรรมนูญหรือรัฐธรรมนูญก่อตั้งกษัตริย์? ซิแยสอยู่ในฝ่ายสนับสนุนว่ารัฐธรรมนูญตามระบอบใหม่ได้ก่อตั้งกษัตริย์ขึ้น โดยยืนยันว่าสภาผู้แทนราษฎรซึ่งทำหน้าที่เป็นสภาร่างรัฐธรรมนูญนั้นคือตัวแทนของชาติอย่างแท้จริง สภาผู้แทนราษฎรไม่ใช่องค์กรที่รับมอบอำนาจมาจากกษัตริย์ ดังนั้น ในการจัดทำรัฐธรรมนูญ สภาผู้แทนราษฎรย่อมมีอำนาจอย่างไม่จำกัด รวมทั้งการยกร่างบทบัญญัติในส่วนที่เกี่ยวกับกษัตริย์ด้วย เมื่อสภาผู้แทนราษฎรไม่อยู่ใต้อาณัติของกษัตริย์ แต่เป็นตัวแทนของชาติซึ่งเป็นผู้ทรงอำนาจสูงสุดในการสถาปนารัฐธรรมนูญแล้ว สภาผู้แทนราษฎรย่อมสามารถกำหนดขอบเขตอำนาจของกษัตริย์ได้ในรัฐธรรมนูญ โดยนัยนี้เอง กษัตริย์จึงไม่ได้เป็นองค์กรผู้สถาปนารัฐธรรมนูญ (pouvoir constituant) แต่เป็นเพียงองค์กรที่รับอำนาจมาจากรัฐธรรมนูญอีกทอดหนึ่ง (pouvoir constitué) กษัตริย์ไม่ได้เป็นองค์กรที่มาก่อนหน้ารัฐธรรมนูญ แต่เป็นองค์กรที่เกิดขึ้นและดำรงอยู่ได้เพราะรัฐธรรมนูญจัดตั้งขึ้นมา จริงอยู่ ในทางความเป็นจริง ประเทศฝรั่งเศสก็มีกษัตริย์ดำรงอยู่ก่อนหน้านั้นแล้ว แต่กษัตริย์ในช่วงเวลานั้นมีสถานะที่ไม่เหมือนกันกับกษัตริย์ที่รัฐธรรมนูญก่อตั้งขึ้นในภายหลัง

หากนำความเห็นของซิแยสไปพิจารณาให้สอดคล้องตลอดสาย ก็นำไปสู่ข้อสรุปเกี่ยวกับกรณีกษัตริย์ลงนามในรัฐธรรมนูญด้วยว่า เมื่อชาติเป็นผู้ทรงอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ และกษัตริย์เป็นองค์กรที่รัฐธรรมนูญได้ก่อตั้งขึ้น เช่นนี้ เมื่อไรก็ตามที่สภาผู้แทนราษฎรลงมติให้ความเห็นชอบรัฐธรรมนูญ เมื่อนั้นรัฐธรรมนูญย่อมมีผลใช้บังคับ โดยไม่ต้องรอให้กษัตริย์ลงนามประกาศใช้รัฐธรรมนูญ ส่วนกรณีที่กษัตริย์ลงนามในรัฐธรรมนูญ นั่นก็คือการแสดงออกว่าตนยอมรับรัฐธรรมนูญ เป็นกษัตริย์ใต้รัฐธรรมนูญ กษัตริย์จึงมิใช่องค์กรผู้มีอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญที่สามารถกำหนดได้ว่ารัฐธรรมนูญนั้นก่อตั้งขึ้นแล้วหรือไม่ เมื่อไร วันใด เวลาใด

ประเด็นปัญหาต่อมาก็คือ เมื่อสภาผู้แทนราษฎรลงมติให้ความเห็นชอบกฎหมายแล้ว กฎหมายดังกล่าวมีผลใช้บังคับทันทีหรือต้องนำไปให้กษัตริย์ลงนามประกาศใช้ก่อน? ในกรณีที่ต้องนำกฎหมายไปให้กษัตริย์ลงนามนั้น กษัตริย์มีอำนาจไม่ลงนามประกาศใช้ได้หรือไม่?

การถกเถียงอภิปรายในสภาผู้แทนราษฎรต่อประเด็นนี้ แสดงถึงความคิดที่แตกต่างกันลงไปถึงระดับชีวทัศน์ของสมาชิกแต่ละคนว่าจะจัดการปัญหาตำแหน่งแห่งที่ของกษัตริย์อย่างไร และกลายเป็นที่มาของการแบ่งเฉดความคิดทางการเมืองออกเป็น “ซ้าย” และ “ขวา” ในประเทศฝรั่งเศส กล่าวคือ สมาชิกฝ่ายที่สนับสนุนให้กษัตริย์มีอำนาจยับยั้งการประกาศใช้กฎหมายนั่งอยู่ด้านขวามือ มีความคิดแบบอนุรักษนิยม กลายเป็นที่มาของคำว่า “ฝ่ายขวา” และสมาชิกฝ่ายที่ไม่ยินยอมให้กษัตริย์มีอำนาจยับยั้งการประกาศใช้กฎหมาย นั่งอยู่ด้านซ้ายมือ มีความคิดแบบก้าวหน้า กลายเป็นที่มาของคำว่า “ฝ่ายซ้าย”

สมาชิกสภาฝ่ายไม่ยินยอมให้กษัตริย์มีอำนาจยับยั้งการประกาศใช้กฎหมายได้ให้เหตุผลต่างกันไป สำหรับซิแยสแล้ว เขาเป็นสมาชิกที่อภิปรายให้เหตุผลได้รอบด้านและเป็นระบบมากที่สุด เขายืนยันว่า อำนาจของกษัตริย์ในการยับยั้งการประกาศใช้กฎหมายได้ทำลายทั้งเจตจำนงของชาติ ทำลายทั้งความชอบธรรมของสภาผู้แทนราษฎรในฐานะผู้แทนของชาติ และทำลายทั้งความเสมอภาคระหว่างพลเมือง เมื่อสภาผู้แทนราษฎรคือผู้แทนของชาติ และแสดงออกด้วยการตรากฎหมาย กฎหมายจึงเป็น “เจตจำนงทั่วไป” ของชาติ หากเรายอมให้คนเพียงหนึ่งคนในนาม “กษัตริย์” มาขัดขวางการประกาศใช้กฎหมาย ย่อมหมายความว่า คนเพียงคนเดียวนี้ยิ่งใหญ่กว่า “ชาติ” คนเพียงคนเดียวนี้สามารถทำลายเจตจำนงของชาติทั้งผอง คนเพียงคนเดียวนี้มีค่ามากกว่าคนอีกกว่า 20 ล้านคน ผู้แทนของชาติและชาติก็ไม่มีความหมายอะไรอีกต่อไป

สภาผู้แทนราษฎรได้ลงมติในประเด็นนี้ ผลปรากฏว่าฝ่ายสนับสนุนให้กษัตริย์มีอำนาจยับยั้งการประกาศใช้กฎหมายได้แบบชั่วคราว ชนะไปด้วยคะแนนเสียง 673 ต่อ 325

ความอีหลักอีเหลื่อของสภาผู้แทนราษฎรที่ไม่กล้าตัดทอนอำนาจของคนเพียงคนเดียวในนาม “กษัตริย์” ออกไปนี้เอง ได้กลายมาเป็นชนวนสำคัญของความขัดแย้งระหว่างหลุยส์ที่ 16 กับสภาผู้แทนราษฎรในเวลาต่อมา เพราะหลุยส์ที่ 16 ใช้อำนาจยับยั้งกฎหมายที่ผ่านความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรหลายฉบับ จนได้รับสมญาว่า “Monsieur Veto”

Jacques Pierre Brissot สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แกนนำกลุ่ม Girondin ให้ความเห็นไว้ว่า เมื่อรัฐธรรมนูญ 1791 ยอมให้กษัตริย์มีอำนาจยับยั้งการประกาศใช้กฎหมายที่สภาผู้แทนราษฎรให้ความเห็นชอบเช่นนี้ รัฐธรรมนูญตามระบอบใหม่จะไปรอดได้ก็จำเป็นต้องมี “กษัตริย์แบบปฏิวัติ” (Roi révolutionnaire) ที่ยินยอมจำกัดอำนาจตนเอง ไม่ยับยั้งการประกาศใช้กฎหมายที่เป็นเจตจำนงของชาติ

โชคร้ายของสถาบันกษัตริย์ฝรั่งเศส เมื่อหลุยส์ 16 ไม่อาจเป็น “กษัตริย์แบบปฏิวัติ” แต่เลือกเป็น “กษัตริย์แบบปฏิปักษ์ปฏิวัติ” ใช้อำนาจยับยั้งกฎหมายจำนวนมาก ความไม่พอใจโกรธแค้นของสมาชิกสภาและประชาชนก็พุ่งขึ้นสูง นี่เป็นปัจจัยสำคัญประการหนึ่งในหลายปัจจัยของการลุกขึ้นสู้ของประชาชน เดินหน้าสู่การปฏิวัติครั้งที่ 2 ในปี 1792

 

อำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ: จาก “ปลุกให้ตื่น” สู่ “การล้อมคอก”

 

ความคิดที่เป็นหัวใจสำคัญประการหนึ่งของซิแยสคือ “ชาติ” ซึ่งประกอบไปด้วยฐานันดรที่สามนั้น มีบทบาทในการสถาปนารัฐธรรมนูญ เพราะ “ชาติ” แต่เพียงผู้เดียวเท่านั้นที่เป็นผู้ทรง “อำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ” เมื่ออำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญเป็นอำนาจอันอิสรเสรีจากทุกรูปแบบทางกฎหมาย ดังนั้น “ชาติ” ซึ่งเป็นผู้ทรงอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญจึงเป็นองคภาวะที่อยู่สูงสุด และไม่ตกอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ เมื่อยืนยันว่าชาติเป็นผู้ทรงอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ และชาติเป็นผู้ที่ตัดสินใจก่อตั้งและกำหนดรัฐธรรมนูญขึ้นมา ชาติจึงมาก่อนรัฐธรรมนูญ และเป็นต้นกำเนิดของทุกสิ่งทุกอย่างในรัฐ เจตจำนงของชาติจึงชอบด้วยกฎหมายเสมอ เพราะชาติคือกฎหมายโดยตัวมันเอง หากจะมีอะไรที่มาก่อนชาติ และอยู่เหนือชาติ ก็คงมีแต่เพียง “กฎธรรมชาติ” เท่านั้น

ชาติไม่ได้อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ ทำให้ชาติเป็นอิสระจากทุกรูปแบบทางกฎหมายในการแก้ไขเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญ ชาติสามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงหรือยกเลิกรัฐธรรมนูญได้เสมอ โดยไม่จำเป็นต้องผูกมัดกับกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ เพราะอำนาจที่ชาติใช้เป็นอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญที่ไร้ขีดจำกัด มีมาก่อนรัฐธรรมนูญ และเป็นผู้ให้กำเนิดรัฐธรรมนูญนั่นเอง

เมื่อรัฐธรรมนูญถือกำเนิดขึ้นแล้ว บรรดาองค์กรต่างๆ ที่รัฐธรรมนูญได้ตั้งขึ้นก็จะใช้อำนาจที่รับมาจากรัฐธรรมนูญ การแบ่งแยกอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญและอำนาจที่รับมาจากรัฐธรรมนูญนี้ ส่งผลให้ชาติอยู่เหนือทุกสิ่งทุกอย่าง เหนือรัฐธรรมนูญ และเหนือทุกองค์กร ดังนั้นบรรดาองค์กรต่างๆ ที่รัฐธรรมนูญก่อตั้งขึ้นจึงต้องอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญและมีสถานะที่ต่ำกว่าชาติ ไม่ว่าจะเป็นกษัตริย์ สภา หรือรัฐบาล

คำอธิบายของซิแยสที่ยืนยันว่าชาติเป็นผู้ทรงอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ และอยู่เหนือรัฐธรรมนูญ ในขณะที่องค์กรอื่นๆ ที่รัฐธรรมนูญก่อตั้งขึ้นต้องอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญเช่นนี้ เมื่อนำไปประกอบกับคำอธิบายเรื่องชาติคือการประกอบรวมตัวกันขึ้นของฐานันดรที่สามแล้ว ย่อมส่งผลให้ฐานันดรที่สามกลายเป็นผู้ทรงอำนาจในการกำหนดระบอบการเมืองการปกครอง สถาปนารัฐธรรมนูญขึ้นใช้ในรัฐ และก่อตั้งองค์กรอื่นๆ ขึ้น ในขณะที่สภาฐานันดรเป็นเพียงองค์กรที่ถูกก่อตั้งขึ้นและอยู่ภายใต้อำนาจของกษัตริย์ ดังนั้น สภาฐานันดรจึงเป็นเพียงองค์กรที่ใช้อำนาจในระดับที่รับมาจากรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่องค์กรที่มีอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ ยิ่งไปกว่านั้นยังเป็นองค์กรที่มาจากรัฐธรรมนูญตามระบอบของกษัตริย์ด้วย จากเหตุผลดังกล่าวนี้เอง จึงนำไปสู่ข้อสรุปที่ว่า สภาฐานันดรไม่สามารถก่อตั้งรัฐธรรมนูญได้ มีแต่ “ชาติ” ซึ่งเป็นที่รวมตัวกันของฐานันดรที่สามเท่านั้นที่เป็นผู้ทรงอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญของระบอบแบบใหม่

ปัญหาที่ต้องพิจารณาต่อไป คือ ชาติจะแสดงออกซึ่งเจตจำนงได้อย่างไร? เราจะทราบได้อย่างไรว่าชาติได้ตัดสินใจสถาปนารัฐธรรมนูญขึ้น? ต่อประเด็นปัญหานี้ ซิแยสเสนอว่า ชาติเป็นองคภาวะเพียงหนึ่งเดียวและเป็นเอกภาพ ชาติไม่ใช่ของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นที่รวมกันของประชาชนทั้งหลาย ดังนั้น คนแต่ละคนจึงไม่อาจแสดงเจตจำนงออกมาได้ แต่ต้องหลอมรวมให้เป็นเจตจำนงหนึ่งเดียวของชาติ วิธีการที่จะแสดงออกซึ่งเจตจำนงของชาติจึงต้องใช้ระบบผู้แทน ประชาชนต้องเลือกผู้แทนของตนเข้ามา เพื่อให้ผู้แทนทั้งหลายร่วมกันแสดงเจตจำนงในนามของชาติ สำหรับกลุ่มคนที่มีสิทธิออกเสียงเลือกผู้แทน และบุคคลที่มีสิทธิเป็นผู้แทนได้นั้น ซิแยสใช้หลักการแบ่งงานกันทำ (la division du travail) มาอธิบายว่า คนที่มีบทบาทในทางการเมืองและสามารถกำหนดเจตจำนงของชาติร่วมกันได้นั้น ต้องเป็นคนที่ผลิตและสร้างประโยชน์ส่วนรวมให้แก่สังคม ดังนั้นจึงมีแต่พวกฐานันดรที่สามเท่านั้นที่เป็นผู้มีสิทธิเลือกตัวแทนและถูกเลือกให้เป็นตัวแทน

ความคิดของซิแยสในเรื่องนี้ คือ การนำความคิดทางเศรษฐศาสตร์การเมืองในยุคสมัยนั้นที่เน้นการผลิต มาประยุกต์ใช้ในแดนทางการเมือง ทำให้การผลิตซึ่งเป็นพลังในทางเศรษฐกิจเข้ามามีบทบาทสำคัญในทางการเมืองด้วย กลุ่มคนที่มีอำนาจในทางเศรษฐกิจผ่านการผลิตและการเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ ได้เข้ามามีอำนาจในทางการเมือง กำหนดระบอบการเมืองการปกครอง ก่อตั้งองค์กรต่างๆ ผ่านการสถาปนารัฐธรรมนูญ

ซิแยสปฏิเสธประชาธิปไตยทางตรงที่ให้ประชาชนแต่ละคนมาออกเสียงประชามติ เขาเห็นว่าประชาธิปไตยทางตรงอาจไปได้ดีในสังคมบุพกาลหรือรัฐขนาดเล็ก แต่เมื่อรัฐขยายตัวขึ้น ย่อมไม่มีทางที่จะนำประชาธิปไตยทางตรงมาใช้ได้ รัฐขนาดใหญ่ซึ่งมีอาณาเขตที่กว้างขวางและมีจำนวนประชากรที่มากขึ้น ไม่สามารถที่จะหามติร่วมกันของชาติได้ เขายังอธิบายต่อไปอีกว่า ระบบผู้แทนไม่ได้หมายความว่า พลเมืองทั้งหลายได้โอนเจตจำนงของตนไปให้แก่ผู้แทนเพื่อแสดงออกแทนตนเอง แต่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้เลือกผู้แทนเข้าไปเพื่อแสดงเจตจำนงอันเป็นประโยชน์ส่วนรวม ไม่ใช่ประโยชน์ส่วนตนของใครคนใดคนหนึ่ง

เมื่อผู้แทนได้เข้ามารวมตัวกันเพื่อลงมติตัดสินใจ การลงมติก็เป็นวิธีการในการสกัดเอาประโยชน์ทั่วไปหรือประโยชน์ส่วนรวมของทั้งชาติออกมา เจตจำนงที่ผู้แทนแสดงออกมาจึงเป็นเจตจำนงของชาติเพื่อประโยชน์ส่วนรวม ไม่ใช่เจตจำนงของผู้แทนเพื่อประโยชน์ของผู้แทน และไม่ใช่เจตจำนงของผู้เลือกผู้แทนเพื่อประโยชน์ของผู้เลือกผู้แทน

ความคิดของซิแยสส่งผลทางการเมืองสองทางไปพร้อมกัน ด้านหนึ่งคือ การเปิดฉากปฏิวัติ ด้วยการปลุกเร้าให้ฐานันดรที่สามเห็นความสำคัญของตนเอง ยกระดับฐานันดรที่สามให้กลายเป็นทุกสิ่งทุกอย่าง มีอำนาจในการก่อตั้งรัฐธรรมนูญได้ โดยไม่ต้องอยู่ภายใต้กรอบหรือกฎเกณฑ์แบบที่เคยเป็นมาในอดีต อีกด้านหนึ่งคือ การปิดล้อมประชาชน-คนชั้นล่าง ด้วยการอธิบายผ่านเศรษฐศาสตร์การเมืองและระบบผู้แทน มีแต่เพียงฐานันดรที่สามซึ่งผลิตและสร้างประโยชน์ให้แก่สังคมเท่านั้นที่มีบทบาทในทางการเมือง ประชาชน-คนชั้นล่างไม่สามารถเข้ามามีส่วนร่วมในทางการเมืองได้ ระบบผู้แทนได้กีดกันประชาชน-คนชั้นล่างออกไป พวกเขาไม่สามารถเลือกหรือถูกเลือกได้ ในขณะเดียวกัน พวกเขาก็ไม่อาจแสดงออกผ่านการออกเสียงประชามติแบบประชาธิปไตยทางตรงได้อีกด้วย

ฐานันดรที่สามคืออะไร? คืองานแห่งสถานการณ์ ซึ่งออกมาได้อย่างพอเหมาะพอเจาะกับช่วงเวลา และกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการเปลี่ยนแปลงความคิดคน ปลุกเร้าให้พวกกระฎุมพีกล้าที่จะลุกขึ้นปฏิวัติ โดยไม่ต้องเกรงกลัวต่อขุนนางอภิสิทธิ์ชน พระ และกษัตริย์ พร้อมกันนั้น มันยังเป็นงานที่กีดกันประชาชน-คนชั้นล่างออกไปด้วย คงไม่เกินเลยไปนักหากจะกล่าวว่า ฐานันดรที่สามคืออะไร? เป็นงานปฏิวัติ แต่เป็นปฏิวัติที่สงวนไว้ให้พวกกระฎุมพีเท่านั้น

แม้ซิแยสเป็นต้นกำเนิดของความคิดเรื่องอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ และยืนยันให้ “ชาติ” เท่านั้นที่เป็นผู้ทรงอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญก็ตาม แต่เมื่อวันหนึ่ง “ชาติ” ในความใฝ่ฝันของเขาได้ก่อการปฏิวัติ เถลิงขึ้นเป็นผู้ทรงอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ ก่อตั้งรัฐธรรมนูญ และกำหนดระบอบการปกครองขึ้นใหม่ได้แล้ว เขาก็พร้อมที่จะเสนอความคิดใหม่เพื่อรักษาเสถียรภาพของระบอบใหม่และรัฐธรรมนูญใหม่ อาจกล่าวได้ว่า เมื่อซิแยสกระตุ้นยักษ์หลับให้ตื่นขึ้นมาได้ ก็ต้องตามมาล้อมคอกยักษ์ตนนี้ไว้ไม่ให้ไปล้มระบอบที่ตั้งขึ้นแล้วไปก่อตั้งระบอบใหม่อีก นี่จึงเป็นที่มาของข้อเสนอให้มีคณะลูกขุนรัฐธรรมนูญ (Jury constitutionnaire) เพื่อรักษารัฐธรรมนูญ

ภายหลังปฏิวัติ 1789 ฝรั่งเศสประสบปัญหาความไร้เสถียรภาพทางการเมือง เกิดความรุนแรงนองเลือด มีการประหารชีวิตผู้ถูกตัดสินว่าทรยศชาติหรือปฏิปักษ์ปฏิวัติเป็นจำนวนมาก เปลี่ยนระบอบการเมืองและรัฐธรรมนูญอีกหลายครั้ง เหตุการณ์เหล่านี้เองทำให้ซิแยสต้องการสร้างระเบียบทางการเมืองที่มีเสถียรภาพและสร้างกลไกบังคับให้องค์กรของรัฐทั้งหลายเคารพรัฐธรรมนูญ ซิแยสต้องรอจนถึงรัฐประหารโค่นล้มโรเบสปิแยร์และพวก ในวันที่ 28 กรกฎาคม 1794 (10 Thermidor an II) จึงมีโอกาสนำเสนอความคิดนี้อย่างเป็นระบบ ในครั้งนั้น ฝรั่งเศสต้องยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ซึ่งกลุ่มความคิดแบบกระฎุมพีเสรีนิยมได้เข้ายึดกุมอำนาจชี้นำ และซิแยสได้รับเลือกเป็นหนึ่งใน “คณะกรรมาธิการสิบเอ็ดคน” (Commission des onze) ทำหน้าที่ยกร่างรัฐธรรมนูญด้วย เขาได้แสดงความเห็นไว้ว่า “รัฐธรรมนูญ คือ ร่างของกฎหมายทั้งหลายที่มีผลบังคับ หรือมันไม่มีค่าอะไรเลย ถ้าหากมันเป็นกฎหมายแล้วละก็ ต้องถามต่อไปว่าผู้พิทักษ์รักษารัฐธรรมนูญจะอยู่ที่ใด ผู้พิพากษาแห่งตัวบทนี้จะอยู่ที่ใด … กฎหมายทั้งหลายย่อมถูกละเมิดได้ จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องเฝ้าระวังมิให้เกิดการละเมิดกฎหมาย ดังนั้น ข้าพเจ้าต้องขอถามว่า พวกท่านได้แต่งตั้งใครให้ทำหน้าที่รับคำร้องกรณีละเมิดรัฐธรรมนูญแล้วหรือยัง?”16ด้วยเหตุผลนี้เอง เขาจึงเสนอให้มี “คณะลูกขุนรัฐธรรมนูญ” ประกอบไปด้วยสมาชิก 108 คน มาจากการเลือกกันเองของสมาชิกสภานิติบัญญัติ และสลับกันออกจากตำแหน่งเป็นจำนวนหนึ่งในสามทุกปี คณะลูกขุนรัฐธรรมนูญมีอำนาจหน้าที่สำคัญสามประการ ได้แก่ การประกาศให้การกระทำของสภานิติบัญญัติ (ได้แก่ สภาห้าร้อยและสภาโบราณ) และคณะผู้เลือกตั้งที่ละเมิดหรือกระทบกับรัฐธรรมนูญมีผลเป็นโมฆะ การเสนอให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ และการพิจารณาคดีที่ละเมิดสิทธิมนุษยชน

อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอของซิแยสนี้ตกไป ไม่ผ่านความเห็นชอบของ “คณะกรรมาธิการสิบเอ็ดคน” ที่ทำหน้าที่ยกร่างรัฐธรรมนูญ ทำให้รัฐธรรมนูญ 1795 ไม่ปรากฏระบบการควบคุมไม่ให้การใช้อำนาจขององค์กรของรัฐขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ Thibaudeau กรรมาธิการที่เป็นคู่ปรับกับซิแยสได้โต้แย้งไว้ว่า “ถ้าคณะลูกขุนรัฐธรรมนูญมีภารกิจตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญนี้ แล้วใครล่ะจะหยุดยั้งการแย่งชิงอำนาจของคณะลูกขุนรัฐธรรมนูญ … มันจะกลายเป็นเรื่องยากขึ้นไปอีกระดับหนึ่ง … ตัวอย่างเช่น ในหมู่คนอินเดีย มีความเชื่อว่าโลกถูกแบกไว้โดยช้าง และช้างก็ยืนอยู่บนเต่าอีกทีหนึ่ง แต่ถ้าเราถามต่อไปล่ะว่า แล้วเต่ายืนอยู่บนอะไร ก็จบสิ้นซึ่งความรู้” เช่นเดียวกันกับ Berlier ที่ตั้งข้อสังเกตไว้ว่า คณะลูกขุนรัฐธรรมนูญมีอำนาจมาก สามารถประกาศให้การตรากฎหมายของสภาสิ้นผลไปได้ ทำให้คณะลูกขุนรัฐธรรมนูญขึ้นมาอยู่เหนือสภา ความเห็นของ Thibaudeau และ Berlier นี้ เป็นความกังวลว่าหากปล่อยให้มีองค์กรเช่นคณะลูกขุนรัฐธรรมนูญ ในท้ายที่สุดองค์กรนี้จะกลายเป็นผู้มีอำนาจสูงสุดเหนือทุกองค์กร ชี้เป็นชี้ตายเรื่องรัฐธรรมนูญจนกลายเป็นรัฐธรรมนูญเสียเอง ซึ่งความเห็นนี้ก็ยังคงร่วมสมัยอยู่ในยุคปัจจุบันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีบทบาทมากขึ้น จนมีกระแสฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับองค์กรเช่นนี้

แม้ซิแยสจะไม่ประสบความสำเร็จในการสร้างคณะลูกขุนรัฐธรรมนูญ แต่เขายังไม่ละทิ้งความคิดนี้ โอกาสมาถึงอีกครั้งเมื่อเกิดรัฐประหาร 18 Brumaire (9 พฤศจิกายน 1799) โดยนโปเลียน โบนาปาร์ต ซึ่งซิแยสมีบทบาทสำคัญในการวางแผนและสนับสนุน รัฐประหารได้ยกเลิกรัฐธรรมนูญ 1795 ทำให้ต้องยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ คราวนี้ซิแยสเสนอให้มี “วุฒิสภาผู้รักษารัฐธรรมนูญ” (Sénat conservateur) ซึ่งนโปเลียนยอมตามใจซิแยส ด้านหนึ่งเพื่อสร้างภาพให้เห็นว่าตนให้ความสำคัญกับรัฐธรรมนูญและซิแยส อีกด้านหนึ่งนโปเลียนก็เล็งเห็นถึงการใช้ประโยชน์จากองค์กรดังกล่าว “วุฒิสภาผู้รักษารัฐธรรมนูญ” ตามรัฐธรรมนูญ 1799 ทำหน้าที่รักษารัฐธรรมนูญและประกันให้กฎหมายไม่ขัดกับรัฐธรรมนูญ โดยมีอำนาจในการตรวจสอบกฎหมายที่ผ่านสภามาแล้วว่าขัดกับรัฐธรรมนูญหรือไม่ หากขัดกับรัฐธรรมนูญ ก็ให้กฎหมายนั้นสิ้นผลไป ไม่ต้องประกาศใช้ ซิแยสได้ดำรงตำแหน่งเป็นประธานวุฒิสภาคนแรก แต่ในท้ายที่สุด วุฒิสภาผู้รักษารัฐธรรมนูญนี้ก็ไม่ได้ทำหน้าที่ตรวจสอบกฎหมายไม่ให้ขัดรัฐธรรมนูญหรือพิทักษ์รักษารัฐธรรมนูญได้เต็มที่ดังเช่นซิแยสวาดฝันไว้ ตรงกันข้าม มันกลับกลายเป็นกลไกที่รับใช้และสร้างความชอบธรรมให้แก่นโปเลียน

 

Francois Bouchot, Napoleon Bonaparte in the coup d’état of 18 Brumaire in Saint-Cloud, 1840, oil on canvas, 401 x 421 cm, Château de Versailles. ที่มา: Wikimedia Commons

 

แม้ความคิดเรื่องระบบการตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของซิแยสไม่อาจสำเร็จได้ในช่วงปฏิวัติฝรั่งเศส แต่เกือบสองร้อยปีให้หลัง ความคิดนี้ของเขาก็มีอิทธิพลและเป็นแรงบันดาลใจให้คนรุ่นหลังในการสร้างศาลรัฐธรรมนูญขึ้น

ความคิดเรื่องการสร้าง “คณะลูกขุนรัฐธรรมนูญ” ก็ดี หรือ “วุฒิสภาผู้รักษารัฐธรรมนูญ” ก็ดี เพื่อทำหน้าที่ควบคุมความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ด้านหนึ่งอาจต้องการสร้างหลักประกันให้รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดอย่างแท้จริง บรรดาองค์กรของรัฐทั้งหลายไม่อาจใช้อำนาจขัดหรือแย้งรัฐธรรมนูญได้ หากเกิดกรณีดังกล่าว การกระทำเหล่านั้นย่อมตกเป็นโมฆะ และอีกด้านหนึ่งก็ช่วยยืนยันว่า “อำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ” ของ “ชาติ” ที่ใช้ก่อตั้งรัฐธรรมนูญและให้กำเนิดสถาบันการเมืองต่างๆ นั้น ใหญ่กว่า “อำนาจที่รับมาจากรัฐธรรมนูญ” ของสถาบันการเมืองต่างๆ แต่หากพิจารณาอย่างแยบคายกว่านั้น เราจะพบว่า นี่คือการ “ล้อมคอก” อำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญไม่ให้ปรากฏกายเพื่อทำลายรัฐธรรมนูญที่มีอยู่ทิ้งไปแล้วก่อตั้งรัฐธรรมนูญใหม่แทนที่ ซิแยสต้องการให้รัฐธรรมนูญที่ก่อตั้งขึ้นแล้วได้ดำรงอยู่อย่างมั่นคง ป้องกันมิให้กลุ่มฝักฝ่ายทางการเมืองต่างๆ และประชาชนแสวงหาหนทางการเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญได้โดยง่าย

 

ความลงท้าย

 

ในปี 1793 ช่วงที่โรเบสปิแยร์, หลุยส์ อ็องตวน เดอ แซ็งต์-จุสต์ (Louis Antoine de Saint-Just) และจอร์ช โอกุสต์ กูตง (Georges Auguste Couthon) ขึ้นมามีอำนาจและปกครองฝรั่งเศสตามแนวทางปฏิวัติ radical ซิแยสเหมือน “นกรู้” ว่าเขาจำเป็นต้องซ่อนตัว ไม่แสดงบทบาทใด อยู่ให้เป็น อยู่ให้เงียบที่สุดเพื่อรอเวลาการกลับมา การอ่านสถานการณ์ได้อย่างเด็ดขาดของซิแยสทำให้ตัวเขารอดพ้นจากการถูกกวาดล้างโดยศาลปฏิวัติ ไม่ถูกนำตัวขึ้นแท่นประหารกิโยตินดังเช่นนักปฏิวัติอีกหลายคน อย่างไรก็ตาม ซิแยสก็ยังคงแอบ “ชักใย” สั่งการวางแผนอยู่เบื้องหลังในหลายกรณี กรณีหนึ่งคือซิแยสเขียนรายงานเรื่องการศึกษาในระดับประถมเพื่อนำเสนอต่อสภา แต่ไม่ลงชื่อผู้เขียนและมอบหมายให้ Joseph Lakanal นำเสนอต่อสภา โรเบสปิแยร์อ่านแล้วได้กลิ่นอายความคิดและสำนวนของซิแยส จึงพูดว่า ซิแยสเป็นผู้เขียนรายงานฉบับนี้แต่ไม่ยอมลงชื่อ พร้อมกล่าวว่า “เจ้าตัวตุ่นแห่งการปฏิวัติผู้นี้ไม่เคยหยุดเคลื่อนไหวอยู่ใต้ดินของสภาผู้แทนราษฎร”17

“ตัวตุ่น” คือสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม มีชีวิตหลบซ่อนอยู่ใต้ดิน โผล่พ้นดินเฉพาะเมื่อยามจำเป็น กินหนอน ไส้เดือน มัน แห้ว เป็นอาหารในปริมาณมากเท่ากับน้ำหนักตัว หาก “ตัวตุ่นแห่งการปฏิวัติฝรั่งเศส” หมายถึง คนที่หลบซ่อนตัวเมื่อมีภัย แต่คอยชี้นำสั่งการผู้อื่นให้ปฏิบัติ เมื่อคราวจำเป็นค่อยโผล่พ้นดินขึ้นมา สมญานามที่โรเบสปิแยร์ตั้งให้แก่ซิแยสก็คงไม่เกินเลยไปนัก ดังจะเห็นได้จากชีวิตทางการเมืองของซิแยสที่เข้าไปมีบทบาทสำคัญกับ 1 ปฏิวัติ 4 รัฐประหาร 1 ลี้ภัย

1 ปฏิวัติ คือ ปฏิวัติกระฎุมพีโดยสมาชิกสภาฐานันดรที่สามในปี 1789 ซึ่งส่งผลเปลี่ยนแปลงระบอบจากสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่กษัตริย์เป็นผู้ทรงอำนาจสูงสุด มาเป็นระบอบใหม่ที่ “ชาติ” ซึ่งเป็นการรวมตัวกันของฐานันดรที่สาม โดยแสดงออกผ่านผู้แทนคือสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ก่อตั้งรัฐธรรมนูญใหม่ กษัตริย์กลายเป็นองค์กรที่รัฐธรรมนูญตั้งขึ้นเท่านั้นและต้องอยู่ใต้รัฐธรรมนูญ และประกันสิทธิและเสรีภาพให้แก่ประชาชนไว้ในคำประกาศสิทธิมนุษยชนและพลเมือง

4 รัฐประหาร ได้แก่ รัฐประหาร 10 Thermidor an II (28 กรกฎาคม 1794) รัฐประหาร 18 Fructidor an V (4 กันยายน 1797) รัฐประหาร 30 Prairial an VII (18 มิถุนายน 1799) และรัฐประหาร 18 Brumaire an VIII (9 พฤศจิกายน 1799)

1 ลี้ภัย คือ เมื่อระบอบจักรวรรดิของนโปเลียนล่มสลายหลังพ่ายแพ้สงคราม เจ้าผู้ปกครองของรัฐต่างๆ ในยุโรปจึงประชุม Vienna Congress เพื่อจัดการให้ฝรั่งเศสฟื้นฟูระบอบกษัตริย์กลับมาใหม่ในปี 1814 ในฐานะที่ซิแยสเริ่มต้นปฏิวัติ 1789 ลงมติประหารชีวิตหลุยส์ที่ 16 ในปลายปี 1792 และเป็นผู้สนับสนุนคนสำคัญของนโปเลียน เขาจึงต้องลี้ภัยทางการเมืองไปเบลเยียม

ชีวิตทางการเมืองของซิแยสขัดแย้งกันเองระหว่างสองชีวิต หนึ่งคือชีวิตปฏิวัติ ล้มระบอบเดิม สร้างระบอบใหม่ สองคือชีวิตอนุรักษนิยม เมื่อตั้งระบอบใหม่ ต้องรักษาระบอบนั้นไว้ให้มีเสถียรภาพ หนึ่งคือปราชญ์ นักวิชาการ ผู้เสนองานทางความคิดทฤษฎี สองคือนักการเมือง ผู้ปฏิบัติการแย่งชิงอำนาจ

ใน ฐานันดรที่สามคืออะไร? ซิแยสปิดท้ายด้วยถ้อยคำอันปลุกเร้าการปฏิวัติว่า

“เหตุผลและความยุติธรรมไม่สามารถโอนอ่อนเพื่อเอาใจท่าน มันไม่คู่ควรแม้กระทั่งคำถามว่า ในท้ายที่สุด ชนชั้นอภิสิทธิ์ควรมีที่ทางตรงไหนในระบบสังคม นั่นเปรียบเสมือนการตั้งคำถามว่าธาตุเหลวที่เป็นพิษควรมีที่ทางตรงไหนในร่างกายของคนป่วย ในเมื่อธาตุเหลวนั้นบ่อนเซาะและทรมานร่างกายที่มันอาศัย ธาตุเหลวนั้นต้องถูกสยบเพียงประการเดียว ต้องฟื้นฟูทุกอวัยวะให้คืนสู่สุขภาวะและการดำเนินกิจกรรม เพื่อไม่ให้เหล่าธาตุเกิดการผสมผสานเป็นพิษร้ายทำอันตรายต่อหลักการที่สำคัญที่สุดของชีวิต แต่ดูเหมือนมีผู้บอกแก่ท่านว่า ท่านยังไม่พร้อมต่อการมีสุขภาพดี แล้วท่านก็น้อมรับฟังคติเตือนใจดังกล่าวจากภูมิปัญญาแห่งอภิชนอย่างว่าง่ายเชื่องเชื่อไม่ต่างจากชาวตะวันออกไกลยอมรับบุญทำกรรมแต่งเป็นเครื่องปลอบประโลมใจ ดังนั้นก็จงทนป่วยต่อไป!”18

แต่แล้ว เมื่อปฏิวัติเกิดขึ้น และก้าวรุดหน้าจนเกินความคาดหมาย “ตัวตุ่นแห่งการปฏิวัติฝรั่งเศส” ผู้นี้ก็ไม่ลังเลที่จะปิดฉากการปฏิวัติฝรั่งเศส เป็น “มันสมอง” ให้กับรัฐประหาร 18 Brumaire

ซิแยสคิดปฏิวัติ ลงมือปฏิวัติ และลงมือยุติปฏิวัติ

แล้วเราล่ะ จะเลือกแบบใด?

คิดปฏิวัติ แต่ไม่ลงมือปฏิวัติ

คิดปฏิวัติ และลงมือปฏิวัติ

คิดปฏิวัติ ลงมือปฏิวัติ และลงมือปิดฉากปฏิวัติ

คิดปฏิวัติ ลงมือปฏิวัติ และลงมือปฏิวัติต่อไปให้ก้าวหน้า

 

 เชิงอรรถ

1    Paul Bastid, Sieyès et sa pensée, Hachette, 1970. และ Jean-Denis Bredin, Sieyès. La clé de la Révolution française, Éditions de Fallois, 1988.

2    ชื่อของ Sieyès เป็นที่ถกเถียงกันมากว่า เขียนว่า Sieyès หรือ Sieyes กันแน่ ถึงขนาดมีบทความวิชาการเขียนวิเคราะห์ว่าชื่อของ Sieyès สะกดอย่างไร ตัวพยัญชนะ e นั้นเป็น è หรือ e ดู Albert Mathiez, “L’orthographe du nom de Sieyes”, Annales historiques de la Révolution française, 1925, p. 487. สำหรับในบทความนี้ ผู้เขียนเลือกใช้ Sieyès ตามที่นิยมกันทั่วไป

3    หนังสือของ Jean-Denis Bredin (1988) ให้ข้อมูลว่า ครอบครัวซิแยสมีสมาชิกอีกหนึ่งคน เป็นลูกผู้หญิงคนที่สองชื่อ Claire-Catherine ซึ่งเสียชีวิตตั้งแต่เด็ก

4    คูร์สิโอ มาลาร์ปาเต, เท็คนิครัฐประหาร, แปลโดย จินดา จินตนเสรี, โอเดียนสโตร์, 2500, หน้า 165.

5    เพิ่งอ้าง, หน้า 166-7.

6    18 Brumaire an VIII หรือวันที่ 18 เดือน Brumaire ปีที่ 8 ของสาธารณรัฐ (ซึ่งตรงกับวันที่ 9 พฤศจิกายน 1799) เป็นการเรียกวันตามปฏิทินแบบสาธารณรัฐ ซึ่งใช้ตั้งแต่สาธารณรัฐที่หนึ่ง

ภายหลังจากสภา Convention ลงมติประกาศยกเลิกสถาบันกษัตริย์และประกาศก่อตั้งสาธารณรัฐในวันที่ 21 กันยายน 1792 แล้ว สมาชิกสภาก็ได้ถกเถียงกันว่าประเทศฝรั่งเศสสมควรกำหนดปฏิทินแบบใหม่ของยุคสาธารณรัฐหรือไม่ ในที่สุด สภา Convention มีมติประกาศใช้ปฏิทินแบบสาธารณรัฐในวันที่ 6 ตุลาคม 1793 กำหนดวัน สัปดาห์ เดือน ปี ใหม่ทั้งหมด ดังนี้

  1. วันแรกของปีที่หนึ่งของปฏิทิน คือ วันที่ 22 กันยายน 1792 ซึ่งเป็นวันเริ่มต้นของสาธารณรัฐครั้งแรกในฝรั่งเศส
  2. ในหนึ่งปีมี 360 วัน แบ่งเป็น 12 เดือน โดยเรียกชื่อปีไล่เรียงเป็น ปีที่ 1 ปีที่ 2 ปีที่ 3 เรื่อยไป ในปีที่ 1 เริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 22 กันยายน 1792 จนถึงวันที่ 21 กันยายน 1793 ปีที่ 2 เริ่มต้นตั้งแต่ 22 กันยายน 1793 จนถึงวันที่ 21 กันยายน 1794
  3. ในหนึ่งเดือนมี 30 วัน แบ่งเป็น 3 สัปดาห์ ใน 1 สัปดาห์มี 10 วัน ได้แก่ primidi (วันแรก) duodi (วันที่สอง) tridi (วันที่สาม) quartidi (วันที่สี่) quintidi (วันที่ห้า) sextidi (วันที่หก) septidi (วันที่เจ็ด) octidi (วันที่แปด) nonidi (วันที่เก้า) décadi (วันที่สิบ)
  4. ในหนึ่งปีมี 12 เดือน และตั้งชื่อเดือนใหม่ทั้งหมด โดยคิดชื่อจากธรรมชาติของฤดูกาลต่างๆ ได้แก่

เดือนแรก Vendémiaire (แปลว่า ช่วงเก็บเกี่ยวองุ่น) ตรงกับ 22 กันยายน (บางปีอาจตรงกับ 23 หรือ 24) ถึง 21 ตุลาคม (บางปีอาจตรงกับ 22 หรือ 23)

เดือนที่สอง Brumaire (แปลว่า ช่วงที่มีหมอก) ตรงกับ 22 ตุลาคม (บางปีอาจตรงกับ 23 หรือ 24) ถึง 20 พฤศจิกายน (บางปีอาจตรงกับ 21 หรือ 22)

เดือนที่สาม Frimaire (แปลว่า ช่วงหนาวเย็น) ตรงกับ 21 พฤศจิกายน (บางปีอาจตรงกับ 22 หรือ 23) ถึง 20 ธันวาคม (บางปีอาจตรงกับ 21 หรือ 22)

เดือนที่สี่ Nivôse (แปลว่า ช่วงหิมะตก) ตรงกับ 21 ธันวาคม (บางปีอาจตรงกับ 22 หรือ 23) ถึง 19 มกราคม (บางปีอาจตรงกับ 20 หรือ 21)

เดือนที่ห้า Pluviôse (แปลว่า ช่วงฝนตก) ตรงกับ 20 มกราคม (บางปีอาจตรงกับ 21 หรือ 22) ถึง 18 กุมภาพันธ์ (บางปีอาจตรงกับ 19 หรือ 20)

เดือนที่หก Ventôse (แปลว่า ช่วงลมแรง) ตรงกับ 19 กุมภาพันธ์ (บางปีอาจตรงกับ 20 หรือ 21) ถึง 20 มีนาคม (บางปีอาจตรงกับ 21)

เดือนที่เจ็ด Germinal (แปลว่า ช่วงพืชพันธุ์ออกดอกออกผล) ตรงกับ 21 มีนาคม (บางปีอาจตรงกับ 22) ถึง 19 เมษายน (บางปีอาจตรงกับ 20)

เดือนที่แปด Floréal (แปลว่า ช่วงดอกไม้ผลิบาน) ตรงกับ 20 เมษายน (บางปีอาจตรงกับ 21) ถึง 19 พฤษภาคม (บางปีอาจตรงกับ 20)

เดือนที่เก้า Prairial (แปลว่า ช่วงเกี่ยวหญ้า) ตรงกับ 20 พฤษภาคม (บางปีอาจตรงกับ 21) ถึง 18 มิถุนายน (บางปีอาจตรงกับ 19)

เดือนที่สิบ Messidor (แปลว่า ช่วงเก็บเกี่ยวพืชพันธุ์ธัญญาหาร) ตรงกับ 19 มิถุนายน (บางปีอาจตรงกับ 20) ถึง 18 กรกฎาคม (บางปีอาจตรงกับ 19)

เดือนที่สิบเอ็ด Thermidor (แปลว่า ช่วงอากาศร้อน) ตรงกับ 19 กรกฎาคม (บางปีอาจตรงกับ 20) ถึง 17 สิงหาคม (บางปีอาจตรงกับ 18)

เดือนที่สิบสอง Fructidor (แปลว่า ช่วงผลไม้) ตรงกับ 18 สิงหาคม (บางปีอาจตรงกับ 19) ถึง 16 กันยายน (บางปีอาจตรงกับ 17)

  1. ตามปฏิทินสาธารณรัฐนี้ ใน 1 ปีมี 360 วัน ในขณะที่ปฏิทินแบบเดิม ใน 1 ปีมี 365 วัน ทำให้เหลือวันตกค้างจากปฏิทินแบบเดิมอยู่ 5 วัน (ในปีที่มี 366 วัน ก็จะเหลือ 6 วัน) ได้แก่ 17 กันยายน ถึง 21 กันยายน (ในปีที่มี 366 วัน ก็จะไปถึง 22 กันยายน) สภา Convention จึงกำหนดให้ 5 หรือ 6 วันนี้ เป็นวันพิเศษเสริมเข้ามา โดยให้ชื่อกลุ่มวันเหล่านี้ว่า sans-culottides ซึ่งนำมาจากคำว่า “sans-culotte” นั่นเอง ในแต่ละวันก็มีชื่อเฉพาะ ได้แก่ วันที่ 17 วันแห่งคุณธรรม วันที่ 18 วันแห่งอัจฉริยะ วันที่ 19 วันแห่งงาน วันที่ 20 วันแห่งความเห็น วันที่ 21 วันแห่งการตอบแทนชดเชย วันที่ 22 วันแห่งการปฏิวัติ

ปฏิทินแบบสาธารณรัฐถูกยกเลิกไปในวันที่ 31 ธันวาคม 1805 สมัยระบอบจักรวรรดิที่หนึ่ง และถูกนำกลับมาใช้อีกในช่วงเวลาสั้นๆ สมัยปฏิวัติคอมมูนปารีสในเดือนพฤษภาคม 1871

7    เพิ่งอ้าง, หน้า 168-70.

8    ดูการวิเคราะห์ของ Malaparte ต่อรัฐประหาร 18 Brumaire อย่างละเอียดได้ใน มาลาร์ปาเต, อ้างแล้ว, หน้า 171-84.

9    เอ็มมานูแอล โจเซฟ ซิแยส, ฐานันดรที่สามคืออะไร?, แปลโดย ภัควดี วีระภาสพงษ์, บุ๊คสเคป, 2564, หน้า 43.

10  เพิ่งอ้าง, หน้า 200.

11  เพิ่งอ้าง, หน้า 200.

12  เพิ่งอ้าง, หน้า 156.

13  เพิ่งอ้าง, หน้า 156-7.

14  เพิ่งอ้าง, หน้า 157-8.

15  Guillaume Glenard, Lexécutif et la Constitution de 1791, PUF, 2010, p. 35.

16  Sieyès, “Opinion de Sieyès, sur les attributions et l’organisation du jury constitutionnaire”, p. 3.

17  Jean-René Suratteau, “Sieyès Emmanuel Joseph”, dans Albert Soboul (dir.), Dictionnaire historique de la révolution française, PUF, coll. “Quadrige”, 1989, pp. 982-6.

18  ซิแยส, อ้างแล้ว, หน้า 203.

 

บรรณานุกรม

Paul Bastid, Sieyès et sa pensée, Hachette, 1970.

Jean-Denis Bredin, Sieyès. La clé de la Révolution française, Éditions de Fallois, 1988.

Jean-Denis Bredin, “Préface”, dans Emmanuel Sieyès, Qu’est-ce que le Tiers-État?, Édition Champs/Flammarion, 1988.

Guy Chaussinand-Nogaret (présentés par), Les grands discours parlementaires de la Révolution, Armand Colin, 2005.

Colette Clavreul, “Sieyès. Qu’est-ce que le Tiers-État?”, dans François Châtelet, Olivier Duhamel, Évelyne Pisier, Dictionnaire des œuvres politiques, pp. 1054-63, PUF, 2001

Guillaume Glénard, Lexécutif et la Constitution de 1791, PUF, 2010.

Marcel Morabito, Histoire constitutionnelle de la France. De 1789 à nos jours, LGDJ, 2014.

Pasquale Pasquino, Sieyès et l’invention de la constitution de la France, Odile Jacob, 1998.

Pierre-Yves Quiviger, Vincent Denis, Jean Salem (dir.), Figures de Sieyès, Publication de la Sorbonne, 2008.

François Saint-Bonnet, L’état d’exception, PUF, 2001.

Emmanuel Sieyès, Essai sur les privilèges, 1788.

Emmanuel Sieyès, Qu’est-ce que le Tiers-État?, 1789, réimprimé Édition Champs/Flammarion, 1988.

Emmanuel Sieyès, Dire de l’abbé Sieyès, sur la question du Veto royal, à la séance du 7 septembre 1789, 1789.

Emmanuel Sieyès, Opinion de Sieyès, sur les attributions et l’organisation du jury constitutionnaire, 1795.

Erwan Sommerer, Sieyès. Le révolutionnaire et le conservateur, Michalon, 2011.

Jean-René Suratteau, “Sieyès Emmanuel Joseph”, dans Albert Soboul (dir.), Dictionnaire historique de la Révolution française, PUF, coll. “Quadrige”, 1989.

คูร์สิโอ มาลาร์ปาเต, เท็คนิครัฐประหาร, แปลโดย จินดา จินตนเสรี, โอเดียนสโตร์, 2500.

 

หมายเหตุ: เผยแพร่ครั้งแรกใน ปิยบุตร แสงกนกกุล, “บทตาม: ‘ตัวตุ่นแห่งการปฏิวัติฝรั่งเศส’ จากผู้กรุยทางปฏิวัติสู่ผู้ปิดฉากปฏิวัติ,” ใน ฐานันดรที่สามคืออะไร?, 2564.

 

ฐานันดรที่สามคืออะไร?

Qu’est-ce que le Tiers-Etat? (What Is the Third Estate?)

Emmanuel Joseph Sieyès เขียน

ภัควดี วีระภาสพงษ์ แปล

สายัณห์ แดงกลม บรรณาธิการ

กิตติพล สรัคคานนท์ ออกแบบปก

อ่านรายละเอียดหนังสือและสั่งซื้อได้ที่นี่