เพศศึกษา สนทนานอก (ก) รอบ : เพราะเซ็กซ์เป็นเรื่องที่ต้องเรียนรู้ตลอดชีวิต

เรื่อง: ศรัชญ์ศรณ์ ศรประสิทธิ์


เพราะเซ็กซ์เป็นเรื่องที่ต้องเรียนรู้ตลอดชีวิต

เปิดมุมมองเพศศึกษากับนักกิจกรรมผู้ขับเคลื่อนประเด็นความเท่าเทียมทางเพศ ว่ากันตั้งแต่การเรียนการสอนเรื่องเพศในโรงเรียนไทย บรรยากาศสังคมที่ไม่เอื้อให้เด็กรู้จักตัดสินใจ วัฒนธรรมที่ไม่เคยฟังเสียงและให้อำนาจเราเลย จนถึงเหตุผลว่าทำไมเรื่องเพศจึงเป็นเรื่องการเมือง และเหตุใดเรื่องนี้ต้องเรียนรู้กันตลอดชีวิต

สนทนากับนานา วิภาพรรณ วงษ์สว่าง ผู้ก่อตั้งเพจ Thaiconsent ซึ่งเชื่อเสมอว่า “ความยินยอม” ไม่ยากเกินจะสอนและเรียนรู้

เพจ Thaiconsent อธิบายตัวเองไว้ว่า

“ความรู้เรื่องเพศต้องเรียนอย่างน้อยสองรอบในชีวิต

รอบแรก เรียนเพื่อเตรียมตัวก่อนมีเซ็กซ์ ไม่ว่าจะเป็นการคุมกำเนิด ป้องกันโรค มีครั้งแรกเมื่อพร้อมและเต็มใจ ให้เกียรติทุกฝ่าย
รอบสอง เรียนหลังจากมีเซ็กซ์ เพื่อให้ประสบการณ์ทางเพศเป็นเครื่องมือเรียนรู้ความเป็นมนุษย์ เสริมสร้างความเคารพในตนเอง และเคารพในผู้อื่น

และเซ็กซ์เป็นเรื่องที่ต้องเรียนรู้ตลอดชีวิต

เพจ Thaiconsent สนับสนุนความหลากหลายของประสบการณ์ทางเพศ เป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนเรื่องราวทั้งที่ดีและไม่ดี เรื่องที่ทุกคนมีประสบการณ์ร่วมและเรื่องที่ไม่มีใครเคยรู้มาก่อน”

 

พื้นที่ปลอดภัยเพื่อสร้างบทสนทนา

นานา เล่าถึงจุดเริ่มต้นของเพจ Thaiconsent ว่า เมื่อตอนก่อตั้ง คิดเพียงว่าตนและคนรอบตัวต่างเคยเจอประสบการณ์เซ็กซ์แบบไม่ยินยอม จึงเห็นว่าต้องนำคำคำนี้มาเสนอให้คนไทยรู้จัก จากที่เคยเป็นเว็บบล็อกซึ่งแปลบทความจากภาษาต่างประเทศเพื่อสื่อสารให้ผู้คนในสังคมรู้จักและเข้าใจคำว่าความยินยอม จนถึงปัจจุบัน เพจของเธอกลายเป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนประสบการณ์เรื่องเพศที่คุยกับใครไม่ได้ โดยปิดบังตัวตนเจ้าของเรื่องอย่างรัดกุมเพื่อให้เป็นพื้นที่ปลอดภัยจริงๆ สำหรับผู้เล่าเรื่อง

เจ้าของเพจ Thaiconsent ขยายความประโยค “เรื่องเพศต้องเรียนรู้ตลอดชีวิต” ว่าในสมัยที่เพิ่งเปิดเพจใหม่ๆ คนมักเข้าใจว่าเพจเจาะกลุ่มสื่อสารเฉพาะกับวัยรุ่น ด้วยเพราะคิดว่าเพศศึกษามีไว้สอนให้วัยรุ่นรู้จักป้องกัน จะได้ไม่ท้องก่อนวันอันควร มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ติดโรค แต่จริงๆ แล้วกลุ่มเป้าหมายของเพจคือ ทุกคน รวมถึงผู้ใหญ่ด้วย ซึ่งเอาเข้าจริง วัยผู้ใหญ่อาจเป็นวัยที่ต้องศึกษาและทำความเข้าใจเรื่องเพศเสียใหม่มากที่สุดด้วยซ้ำ

“ผู้ใหญ่ไทยจำนวนมากไม่ได้เข้าใจเรื่องเพศ เราเลยคิดว่ามันต้องเรียนรู้ตลอดชีวิต หรือกระทั่งเมื่อคนอย่างเราและคนรุ่นเราโตขึ้น มันอาจจะมีบรรทัดฐานใหม่ๆ ที่เราต้องเรียนรู้และทำความเข้าใจปรากฏขึ้นมาอีกเช่นกัน ประเด็นของโลกคืออะไร ความเท่าเทียมที่โลกต้องการคืออะไร มันจึงไม่ใช่แค่เรื่องของเด็กและวัยรุ่น แต่คนที่โตแล้ว เป็นผู้ใหญ่แล้วก็ต้องเรียนรู้เรื่อยๆ เช่นกัน”

ส่วนเรื่องเพศต้องเรียนสองครั้งนั้น นานาอธิบายว่านี่เป็นเรื่องของประสบการณ์และความรู้สึก ไม่ใช่เพียงความรู้เรื่องการป้องกันโรคติดต่อหรือป้องกันการท้องไม่พร้อม ซึ่งการเรียนครั้งแรกก่อนมีเซ็กซ์ หมายถึง เรียนรู้เพื่อเตรียมตัวมีเซ็กซ์ เพราะคนที่ไม่เคยมีประสบการณ์ย่อมมีจินตนาการต่อเซ็กซ์ไปต่างๆ นานา และสำหรับหลายคน แหล่งการเรียนรู้เดียวคือหนังโป๊ การ์ตูนโป๊ ซึ่งไม่ตรงกับความเป็นจริง ส่วนใหญ่แฟนตาซีเกินไป ทั้งหมดจึงนำมาสู่การเรียนครั้งที่สอง นั่นคือหลังมีเซ็กซ์ เพื่อสนทนากับตัวเองและสำรวจว่า ประสบการณ์ที่เรามีเป็นอย่างไร เรียนรู้ว่าประสบการณ์นั้นไม่สามารถใช้ได้กับคนที่เหลือ โลกความเป็นจริงไม่ได้เหมือนกับที่นิตยสารหรือคอนเทนต์ออนไลน์พร่ำบอกว่าผู้หญิงส่วนมากชอบอะไร ผู้ชายส่วนมากชอบแบบไหน ไม่ใช่ทุกคนจะชอบแบบเดียวกัน ไม่มีสูตรสำเร็จ ในชีวิตจริงเราอาจจะมีอารมณ์กับอะไรที่ผิดศีลธรรมก็เป็นไปได้ และที่สำคัญ เรื่องรสนิยมและความสุขทางเพศเป็นเรื่องเฉพาะตัวมาก

“เราคิดเสมอว่า สังคมไทยไม่มีบทสนทนาเรื่องเซ็กซ์ในชีวิตจริง ไม่มีใครพูดถึง หรือถ้าจะมีก็อาจเป็นแนว ‘คุณหมอคะ หนูผิดปกติไหมคะ’ ‘พฤติกรรมและรสนิยมแปลกๆ แบบนี้ หนูแอบจิตหรือเปล่าคะ’ หรืออีกแนวก็คือ เสร็จไม่เสร็จ ต้องทำแบบไหนผู้หญิงถึงจะชอบ ผู้ชายชอบให้ทำอะไร กะเทยชอบเซ็กซ์แบบไหน เหมือนเป็นฮาวทูสู่ความสุขทางเพศ แต่เราไม่มีบทสนทนาที่แลกเปลี่ยนความคิด สำรวจความรู้สึก หรือการพูดคุยเชิงความสุขของประสบการณ์ทางเพศทั่วๆ ไปเลย เราไม่มีบทสนทนาธรรมดาๆ  คุยกัน” นานาให้ภาพ

นำมาสู่การเปิดรับเรื่องประสบการณ์ทางเพศจากทางบ้านเพื่อแบ่งปันและแลกเปลี่ยนประสบการณ์กันจนเกิดชุมชนที่สร้างบทสนทนาขึ้นได้ โดยเนื้อหาอาจแบ่งได้หลายหมวด อาทิ เซ็กซ์แบบไม่ยินยอมกับแฟน เซ็กซ์ของ LGBT หรือประสบการณ์เซ็กซ์จากคนทำงานบริการทางเพศ

“เรื่องเล่าที่เรานำมาแบ่งปันนั้นไม่เปิดเผยคนต้นเรื่อง เพราะเราต้องการเป็นพื้นที่ปลอดภัย หลายคนที่มาเล่าให้เราฟัง บอกว่าไม่เคยเล่าเรื่องนี้ให้ใครฟังเลย กับเพื่อนก็ไม่เคยเล่า ผู้หญิงรู้กันว่าเรามักไม่เล่าให้เพื่อนฟังอยู่แล้ว ขณะที่ในหมู่ผู้ชายเราคิดว่าเขาเองก็น่าจะมีเรื่องราว มีปัญหา ต้องแลกเปลี่ยนเยอะ และเขายิ่งไม่เล่าให้เพื่อนฟัง หลายครั้งผู้ชายก็ไม่รู้ตัวว่าตัวเองอยู่ในกล่องชายแท้ ที่ต้องเข้มแข็ง ห้ามแลกเปลี่ยนความรู้สึก ห้ามหวั่นไหว คือมันไม่มีพื้นที่ให้เขาได้เล่าหรือแลกเปลี่ยนกับใคร ผู้ชายต้องรับมือทุกอย่างได้ด้วยตัวเอง ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้ คุณไม่ใช่ซูเปอร์แมน ตรงนี้ท้าทายเราเหมือนกัน”

 

เพศศึกษาในห้องเรียนไทย

เด็กที่จบการศึกษาจากโรงเรียนไทยถูกสอนให้ท่องศีลห้าในภาษาบาลี อ่านนิยายสู้รบอย่างรามเกียรติ์ และจำชื่อปัญจวัคคีย์ทั้งห้า แต่ไม่เคยมีการเรียนการสอนเรื่อง “ความยินยอม” เลย นานาใช้คำว่า เด็กไม่ได้รับอนุญาตให้ตัดสินใจด้วยซ้ำ

นานาเล่าประสบการณ์การเรียนเพศศึกษาในโรงเรียนว่า แบบเรียนยังสอนว่าเพศหลากหลายเป็นปัญหา ยังสอนเรื่องกติกาทางเพศว่า ผู้หญิงชอบเล่นตุ๊กตา ใส่กระโปรง ผู้ชายชอบปีนต้นไม้ หรือความรู้ในเชิงการแพทย์และวิทยาศาสตร์ เช่น อวัยวะเพศประกอบไปด้วยอะไรบ้าง และสำหรับโรงเรียนสาธิตซึ่งนับว่าก้าวหน้ามากแล้ว ยังสอนแค่เรื่องเซ็กซ์ปลอดภัย ป้องกันการติดโรคและท้อง ไม่มีเนื้อหาเรื่อง gender identity และ gender orientation เลย ไม่เคยมีครูคนไหนหรือเนื้อหาบทไหนพูดเรื่องความสัมพันธ์เชิงอำนาจเลยสักนิด สำหรับเธอแล้วถือว่าน่าจะได้รับประสบการณ์ที่ดีกว่าเล็กน้อย ตรงที่ครูผู้สอนล้ำหน้าไปกว่าแบบเรียน

ที่พอจะมีแนวคิดเรื่องความยินยอมปรากฏบ้าง ก็มักมาในรูปแบบการปฏิเสธเพศสัมพันธ์ เช่น หนูห้ามมีเซ็กซ์นะ ถ้ามีคนมาชวน หรือมีความเสี่ยง ให้บอกว่าไม่ ซึ่งนานามองว่าไม่ถูกต้อง เพราะไม่ได้ให้อำนาจเด็กในการตัดสินใจและรับมือกับสภาวะกดดัน

“โรงเรียนไทย ห้องเรียนไทย ไม่ได้ให้อำนาจนักเรียนในการสำรวจ ตัดสินใจ ไม่ได้ให้สิทธิในการคิดว่า เราต้องการไหม ไม่ได้สอนให้นักเรียนรับมือกับความกดดัน หรือความสัมพันธ์เชิงอำนาจเลย เขาไม่เคยได้บริหาร consent ตัวเองเลย”

นานาแลกเปลี่ยนเพิ่มเติมถึงตำราสุขศึกษาซึ่งใช้สอนเพศศึกษาในสหรัฐฯ ว่าหนังสือเรียนไม่ได้สั่งให้เด็กทำโน่นทำนี่ มีความรู้แบบนี้ นักเรียนจำไปใช้นะ เขาจะมีคำถามที่ให้นักเรียนสำรวจความของตัวเองค่อนข้างมาก เพราะเชื่อว่าเด็กต้องต่อรองและจัดการกับตัวเองในทุกเรื่อง การมีสุขภาพที่แข็งแรง การมีเป้าหมายในชีวิต การมีเพศสัมพันธ์ การเข้าใจและรับมือกับความกดดัน ซึ่งทำให้เด็กมีมิติที่หลากหลาย ขณะที่ของไทย มีมาตรฐานมาให้แล้วทุกคนต้องเป็นตามนั้น ซึ่งอาจทำให้เด็กสับสนเมื่อมาเจอสถานการณ์จริงในชีวิต เพราะเมื่อต้องนำมาใช้ในชีวิตจริงมันไม่มีมาตรฐานแบบนั้น

“กระทรวงและครูต้องปฏิวัติตัวเอง นักเรียนจำศีลห้าได้ จำวันเกิดพระพุทธเจ้าได้ จำตัวละครในรามเกียรติ์ได้ โคตรไกลตัวเลย แต่เด็กทุกคนรู้จัก ยิ่งตอกย้ำว่าเรื่องนี้ไม่ได้ยากหรือสอนไม่ได้ แปลว่าคุณทำได้ ประเด็นคือคุณไม่ทำ คุณต้องเห็นความสำคัญของแนวคิดเรื่องความยินยอม มันจะช่วยหลายเรื่องมากเลย”

 

หนังโป๊ไม่ผิด แต่คนดูต้องรู้เท่าทัน

เมื่อถามถึงปัญหาและความเข้าใจผิดๆ เกี่ยวกับเซ็กซ์ที่ได้จากการเรียนผ่านหนังโป๊ นานาแลกเปลี่ยนเพิ่มเติมว่า นอกจากหนังโป๊และการ์ตูนโป๊แล้ว เด็กผู้หญิงยังเรียนรู้จากนิยายและการเล่นสวมบทบาท (roleplay) ทั้งนี้ ในสื่อเหล่านั้นมักมีความเป็นแฟนตาซีมาก ซึ่งทั้งหมดจะไม่เป็นปัญหาหากผู้เสพมีความฉลาดรู้และเท่าทันมากพอ กล่าวคือ หากเขารู้เท่าทันว่านั่นเป็นเรื่องแต่ง ไม่สามารถนำมาใช้ได้ในชีวิตจริง การเสพสื่อเหล่านั้นย่อมไม่เป็นปัญหา

“ถ้ารู้ว่าสิ่งที่อ่านหรือดูอยู่เป็นเรื่องแต่ง มีการเขียนบท กำกับ ตัดต่อ ถ่าย เทค หรือรู้ว่าคลิปแอบถ่ายเป็นเรื่องผิดกฎหมาย คนถูกแอบถ่ายไม่เต็มใจ เป็นเรื่องที่รับไม่ได้ ถ้าเห็นแล้วควร report แบบนี้คือมีความฉลาดรู้และเท่าทัน เหมือนที่เราดูกอตซิลล่าแล้วรู้ว่ามันไม่มีอยู่จริง เหมือนดู Game of Thrones แล้วรู้ว่ามังกรเป็นสัตว์ในตำนาน อันนี้โอเค เขาดูได้” นานาให้ภาพ

ความเข้าใจผิดจะเกิดขึ้นในระดับที่ซับซ้อนขึ้น คือเมื่อตัวละครนั้นใช้คนแสดง นานายกตัวอย่างคำถามแปลกๆ ที่เพจเคยได้รับ เช่น เวลาผู้หญิงใส่ผ้าอนามัยแบบสอดจะเสียวไหม ซึ่งนี่คือตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดของความรับรู้ผิดๆ ที่มาจากหนังโป๊ญี่ปุ่น

“หนังโป๊ญี่ปุ่นทำให้คนคิดว่า อวัยวะเพศหรือช่องคลอดคือสิ่งที่สอดอะไรเข้าไปแล้วเสียวเลย แตะแล้วเสียวเลย พอเราถามกลับไปว่าทำไมคิดแบบนี้ ผู้ชายจะบอกว่าก็ของผู้ชายจับแล้วมันเสียวจริง เราต้องอธิบายว่าผู้หญิงไม่ได้เป็นแบบนั้น จิ๋มเนี่ย บางทีเจ็บ หรือถ้าเสียวแต่ไม่เต็มใจไม่ยินยอม ก็คือไม่โอเค ผู้ชายก็เช่นกัน คุณเสียวคุณเสร็จ แต่ถ้าไม่เต็มใจ คุณก็ไม่โอเคและรู้สึกแย่เหมือนกัน ซึ่งตรงนี้ในหนังไม่เคยบอกเรา”

หนักขึ้นมาอีกในกรณี rape fantasy ซึ่งมักมีบทสนทนาในสื่อทำนองว่า “จริงๆ ร่างกายของนายก็รู้สึกดีใช่ไหมล่ะ ร่างกายของนายไม่ได้ปฏิเสธฉันเลยนี่ ร่างกายของนายดูชอบนะ” ผู้เสพที่ไม่รู้เท่าทันก็จะคิดว่า ถ้าในชีวิตจริง เราไปข่มขืนหรือบังคับมีเซ็กซ์โดยที่ผู้อื่นไม่ยินยอม แล้วร่างกายของอีกฝ่ายมีปฏิกิริยาตอบกลับแบบนั้น แปลว่าเขาชอบ สื่อเนื้อหาแบบนี้คือการทำให้การข่มขืนเป็นแฟนตาซี ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับการข่มขืนในชีวิตจริงโดยสิ้นเชิง นานาคิดว่าเนื้อหาแนวนี้ค่อนข้างมีปัญหาและเสี่ยงจะทำให้เกิดความเข้าใจผิดๆ มากทีเดียว

“การที่ร่างกายมีความสุข ไม่ได้หมายความว่าจิตใจและความทรงจำจะมีความสุขไปด้วย”

สิ่งที่ตามมาจาก rape fantasy และให้ผลแย่ลงไปอีกคือทำให้เหยื่อรู้สึกผิด และคิดว่า “ฉันผิดเองสินะที่ร่างกายไม่ปฏิเสธ ร่างกายฉันมีความสุข หรือเอ๊ะ ลึกๆ แล้วฉันจะชอบเขา” ซึ่งนี่นำไปสู่การเข้าใจผิดอย่างใหญ่หลวงและร้ายแรงมาก หากผู้เสพโดนกระทำในชีวิตจริงขึ้นมาแล้วรู้ไม่เท่าทันสื่อหรือเนื้อหาเหล่านี้ มันอาจนำไปสู่การถูกผู้กระทำควบคุมความคิดได้เลย

“หลักการของ consent ง่ายมาก นั่นคือ ‘โอเคไหม’ ถ้าโอเคก็คือโอเค มันเป็นคนละเรื่องกับปฏิกิริยาของร่างกาย ร่างกายถูกกระตุ้นก็ต้องมีปฏิกิริยา เอาเข็มมาจิ้มขาก็ต้องเจ็บ มีคนมาตบหัวเราก็ต้องเจ็บ เราอาจจะชอบในกรณีที่เราชอบความรุนแรง ฉะนั้น ถ้าจิตใจเราโอเค เราชอบ คือยินยอม บางคนก็ชอบถูกทรมาน BDSM เขาชอบ ก็คือยินยอมอีกเช่นกัน ส่วนการข่มขืนมันไม่ใช่แบบนั้น ต่อให้เสียวต่อให้เสร็จ ถ้าจิตใจไม่โอเค ก็คือไม่โอเค”

 

ความสัมพันธ์เชิงอำนาจ

ประเทศไทยนั้นเรียกว่ามีข่าวข่มขืนรายวัน และไม่น้อย เป็นความรุนแรงทางเพศที่เกิดในที่ที่เราคิดกันว่าปลอดภัยที่สุดอย่าง ‘บ้าน’ และที่ที่พ่อแม่ฝากฝังให้ดูแลสวัสดีภาพของลูกอย่าง ‘โรงเรียน’

นานาตั้งข้อสังเกตว่าทุกครั้งที่มีเรื่องขึ้นมา สังคมและสื่อจะให้ความสนใจแค่ครูที่ทำ กับเด็กที่เป็นเหยื่อ ส่วนผู้อำนวยการ ครู และเพื่อนร่วมงานคนอื่นๆ นิ่งเฉย ลอยตัวเหนือปัญหา ทั้งๆ ที่เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องปัจเจก แต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง องค์กรหรือต้นสังกัดต้องมีประมวลจริยธรรม (code of conduct) ภายในองค์กรเพื่อป้องกันเรื่องนี้ไม่ให้เกิดขึ้นตั้งแต่แรก เช่นเดียวกับปัญหาการล่วงละเมิดทางเพศหรือการคุกคามทางเพศในที่ทำงาน

“ไม่ต้องถึงขนาดข่มขืนด้วยซ้ำ แค่มีพฤติกรรมใช้อำนาจในทางไม่ชอบ เช่น กดเกรดนักเรียน หรือคุกคามทางเพศ ไม่ต้องรอให้เกิดเหตุ โรงเรียนมีเรื่องนี้ไหม โรงเรียนอาจจะแก้ตัวว่านักเรียนกับครูอ่อยกันเองแต่แรก แต่คำถามสำคัญคือโรงเรียนได้ป้องกันเรื่องนี้ไหม ทำไมมันถึงได้เลยเถิดไปถึงจุดนั้น ในกรณีที่เป็นองค์กร คุณต้องมี code of conduct ในเรื่องนี้แต่แรก”

ความรุนแรงทางเพศจะยิ่งซับซ้อนขึ้นไปอีกระดับกรณีที่เหตุเกิดขึ้นในบ้าน นานาชี้ว่า นี่เป็นปัญหาเชิงสังคม ไม่ว่าจะเด็ก ผู้หญิง ผู้ชาย หรือเพศ LGBT ที่ถูกกระทำในบ้านตัวเอง นอกจากประสบปัญหาความรุนแรงแล้ว ยังต้องเจอปัญหาใหญ่อีกประการ นั่นคือเขาไม่มีที่ปลอดภัยให้ไป ถ้าเขาไม่มีบ้าน หากเปิดโปงเรื่องนี้ขึ้นมาเขาต้องไปอยู่คนเดียว เขาจะจ่ายค่าเช่าอย่างไร ฉะนั้น คนที่ออกจากบ้านมาได้ต้องมีกำลังประมาณหนึ่ง อยู่คนเดียวได้ ตัดขาดจากครอบครัวได้ และพึ่งพาตัวเองได้ คนแบบนี้เท่านั้นถึงจะออกมาพูดเรื่องนี้ได้ ดังนั้น ในสภาวะที่ต้องพึ่งพาคนที่บ้านอยู่ในทางใดทางหนึ่งยิ่งแทบเป็นไปไม่ได้ที่เหยื่อจะออกมาพูด หรือหากเกิดเรื่องในชุมชน เช่น คนข้างบ้าน ญาติ หรือผู้ใหญ่ในชุมชน หากมีปัญหาแล้วกระทบความสัมพันธ์ของทั้งชุมชน ส่วนใหญ่ผู้ปกครองก็เลือกจะไกล่เกลี่ยหรือย้ายเด็กไปที่อื่น

ตัวนานาเองบอกว่า หากความรุนแรงทางเพศนั้นๆ เป็นกรณีที่มีตัวร้ายตัวดีชัดเจนมักไม่น่าค่อยเป็นห่วง เพราะกระแสสังคมเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่าต้องประณามผู้กระทำ และต้องยืนข้างเหยื่อ ทว่าเมื่อคนร้ายมีด้านดีขึ้นมา แล้วเหยื่อบังเอิญเป็นคนไม่น่าสงสาร กรณีนี้ต่างหากที่น่าห่วง เพราะหลายครั้ง ปัจจัยเหล่านี้ทำให้เกิดการโทษเหยื่อ โดยเฉพาะในกรณีที่เหยื่อทำงานกลางคืนหรือมีอาชีพให้บริการทางเพศ

ปัญหานี้เป็นเปรียบได้กับภูเขาน้ำแข็ง สิ่งที่ปรากฏเป็นข่าวนั้นเป็นเพียงยอดน้ำแข็งเท่านั้น ส่วนที่อยู่ใต้น้ำซึ่งเรามองไม่เห็นนั้นมีขนาดมหึมา อย่างกระแส #metoo ซึ่งเคยเป็นปรากฏการณ์ระดับโลก เหยื่อข่มขืนและความรุนแรงทางเพศในรูปแบบต่างๆ ตบเท้ากันออกมาพูด จนทำให้ผู้กระทำซึ่งหลายคนมีชื่อเสียงต้องถูกดำเนินคดี นับเป็นขบวนการเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ครั้งหนึ่งของศตวรรษ ในฐานะนักเคลื่อนไหวเรื่องเพศ นานายอมรับว่ากระแสจุดไม่ติดในไทยด้วยคำถามง่ายๆ ว่า หากเหยื่อออกมาพูดจะเกิดความเปลี่ยนแปลงอะไรหรือเปล่า

“ลองสมมติว่ากระแสนี้เกิดขึ้นในไทย พูดออกมาแล้วอย่างไรต่อ ลองคิดภาพการแก้ปัญหาแบบสังคมไทย ซึ่งก็คือไม่มีการแก้ไข สรุปว่าทำได้แค่ด่า ผู้มีอำนาจก็ลอยตัวเหมือนเดิม ขนาดเรื่องอื่นๆ ที่เป็นประเด็นคึกโครมอย่างป่ารอยต่อ หรือการเผาป่าที่เชียงใหม่ แฉออกมาแล้วยังไงต่อ ชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบเดินออกจากบ้าน ลงถนนเพื่อออกมารณรงค์ แต่เงียบ ถามว่าคดีแบบไหนที่พอจะสร้างความเปลี่ยนแปลงได้ คือมีผู้รับผิดชัดเจน เช่น คดีเสือดำ กรณีนี้มีผลเพราะมีผู้รับผิดชัดเจน ฉะนั้น การเคลื่อนไหวเรื่องความรุนแรงทางเพศมันจุดไม่ติด เพราะไม่รู้ว่าจะให้ใครรับผิดชอบ ไม่รู้ต้องชี้นิ้วไปที่ใคร”

 

สังคมอำนาจนิยมไม่ให้อำนาจตัดสินใจแก่เรา 

ยิ่งไปกว่านั้นคือ สังคมไทยมีวัฒนธรรมแห่งการเอาใจและเดาใจผู้มีอำนาจ อย่าว่าแต่ความยินยอมในเรื่องเซ็กซ์ เรื่องลูกจะเรียนต่อมหาวิทยาลัยยังต้องตามใจผู้ปกครอง ประชาชนต้องเอาใจผู้มีอำนาจ พนักงานต้องเอาใจนายเพื่อเติบโตในหน้าที่การงาน นานาบอกว่าวัฒนธรรมเหล่านี้เอง ที่หล่อหลอมให้คนไทยเลือกจะเดาใจและเอาใจมากกว่าถามหรือพูดคุยกัน

“เราพูดความจริงกับผู้มีอำนาจไม่ได้ สิ่งนี้หล่อหลอมให้คนไทยเป็นคนที่เอาใจและเดาใจ มโนเอาเอง คาดเดาเอาเอง เราไม่ถามกัน ไม่คุยกัน นำไปสู่ความรู้สึกพออกพอใจเมื่อมีคนเดาใจเราถูก ซึ่งก็จะเหมือนเนื้อหาประเภท ‘ผู้ชายต้องเอาใจผู้หญิงอย่างไร’ ต้องรู้เองนะ ต้องมีมาตรฐานสังคมมาบอกว่าต้องทำอะไร เมื่อเป็นสังคมแห่งการไม่พูดคุยและไม่ถามไถ่ เราจึงเดาใจกันว่าเงียบเท่ากับโอเค ในกรณีแฟนข่มขืนแฟน หรือไม่ยินยอมแล้วยังทำ มันเกิดขึ้นเพราะแบบนี้ เพราะอีกฝ่ายไม่คิดว่า ‘ไม่’ คือไม่ ตื๊อจนได้ จนอีกฝ่ายเหนื่อยแล้ว แล้วแต่เลย ทำก็ทำ ทำให้เสร็จๆ ไป”

นานา สะท้อนว่า วัฒนธรรมอำนาจนิยมแทรกซึมอยู่ในทุกระดับ ตั้งแต่ในบ้าน ในโรงเรียน ในสังคม  เด็กไม่มีช่องทางและโอกาสให้เรียนรู้และพัฒนาความต้องการของตัวเอง ไม่สิทธิและโอกาสให้ปฏิเสธ ไม่เคยมีใครรับฟังเสียงและการตัดสินใจของพวกเขา

“คุณได้รับอนุญาตให้ปฏิเสธไหม คุณได้รับอนุญาตให้ปฏิเสธยาเสพติด แต่ไม่เคยถูกสอนให้ปฏิเสธผู้มีอำนาจเลย คุณถูกบังคับให้ห้ามเกลียดพ่อแม่และครู คุณถูกสอนให้ปฏิเสธทุกอย่างที่ผู้มีอำนาจอนุญาตให้ปฏิเสธ อย่างกรณีรับน้องใหม่ในมหาวิทยาลัยซึ่งละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างชัดเจน เด็กหลายคนไม่ชอบ แต่ออกจากพื้นที่ความรุนแรงไม่ได้ หรือไม่ก็กล่อมตัวเองให้เอาใจผู้มีอำนาจ สังคมไทยก็เลยเป็นสังคมที่พูดเรื่องอำนาจในฐานะปัจเจกได้ยาก โดยเฉพาะถ้าไม่ถูกฝึกมา”

หลักคิดเรื่องความยินยอม ต้องผ่านการฝึกฝน เรียนรู้ ลองผิดลองถูก และรู้ว่าตัวเองมีอำนาจแห่งตนที่จะตัดสินใจเลือกตอบรับหรือปฏิเสธ นานาตั้งคำถามง่ายๆ ว่า เด็กหลายคนที่เติบโตมากับ ‘อะไรก็ได้’ ทั้งชีวิต ไม่เคย say yes ไม่เคย say no ไม่เคยถูกฝึกมาเลย แล้วต้องมาเจอเรื่องซับซ้อนอย่างเซ็กซ์ เขาจะรู้ตัวไหมว่าเขาชอบหรือไม่ ยินยอมหรือเปล่า

 

นิติภาวะกับบริบทไทย

ในหนังสือ เพศศึกษากติกาใหม่ เจนนิเฟอร์ แลง กล่าวถึงเงื่อนไขของผู้ให้ความยินยอมไว้อย่างน่าสนใจว่า ผู้ให้ความยินยอมต้องมีเงื่อนไขสี่ประการคือ หนึ่ง ต้องบรรลุนิติภาวะ สอง ต้องมีพัฒนาการทางร่างกายและสติปัญญาปกติ สาม ต้องมีสติสัมปชัญญะครบถ้วน ไม่ได้กำลังมึนเมาหรืออยู่ในสภาวะไร้สติ และสี่ ต้องไม่มีความสัมพันธ์เชิงอำนาจ อันหมายถึงผู้ให้ความยินยอมต้องไม่อยู่ในภาวะถูกกดดันโดยผู้มีอำนาจเหนือกว่า

นานา คิดว่าหากกล่าวกันในเชิงทฤษฎี เรื่องนี้ถูกต้องทุกประการ เพียงแต่เมื่อนำมาใช้ในทางปฏิบัติ อาจมีปัญหาอยู่ที่ข้อแรก นั่นคือต้องบรรลุนิติภาวะ เนื่องจากหลายคนมีเซ็กซ์ครั้งแรกขณะยังไม่บรรลุนิติภาวะ ฉะนั้น เมื่อพูดเรื่องความยินยอม ต้องอย่าลืมว่าไม่ได้มีเพียงมิติทางกฎหมายเท่านั้น กล่าวคือ ความเป็นสังคมอาวุโสนิยมทำให้แนวคิดเรื่องความยินยอมซับซ้อนขึ้นอีกขั้น เพราะขณะที่เมืองนอกเขากำลังฝึกให้เด็กรู้จักเรื่องความยินยอม สังคมไทยคงต้องเริ่มจากการให้อำนาจเด็กก่อน ให้เขาได้มีโอกาสฝึกที่ให้หรือไม่ให้ความยินยอม พูดได้ว่าเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปียังมีสิทธิน้อยเกินไปด้วยซ้ำ แถมยังไม่อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่เอื้อให้เรียนรู้เรื่องนี้อีกต่างหาก

“ในทางปฏิบัติ การบอกเด็กมัธยมว่าคุณยังไม่บรรลุนิติภาวะนะ ฉะนั้นคุณไม่สามารถให้ความยินยอมได้ แบบนี้เราว่าไม่ถูกนัก เขายังไม่บรรลุนิติภาวะก็จริง แต่อยู่ในขั้นตอนที่กำลังเรียนรู้และฝึกฝนเพื่อบริหาร consent ของตัวเองก็ได้ เด็กวัยรุ่นตอนปลายอายุ 16-17 ปี เขารู้เรื่องประมาณหนึ่งแล้ว มันเป็นดาบสองคมเหมือนกันเวลาบอกว่าผู้เยาว์ทำอะไรได้หรือไม่ได้”

“เพราะมันมีพื้นที่สีเทาระหว่างการเติบโตอยู่ อย่างที่บอกว่าเขากำลัง exercise consent ของตัวเอง ดังนั้น ต้องระวังไม่ให้เป็นการ over protect แล้วก็ไม่เป็นการไม่ปกป้อง”

 

เรื่องเพศเป็นเรื่องการเมือง

เธอยืนยันหนักแน่นว่า ไม่ว่าจะเรื่องความเข้าใจเรื่องเพศ ความเท่าเทียม หลักคิดเรื่องความยินยอม และความปลอดภัยของผู้หญิง ล้วนเป็นประเด็นทางการเมือง แต่กลับไม่เคยมีพรรคการเมืองพรรคไหนหรือส.ส.คนไหนหาเสียงด้วยเรื่องนี้ ทั้งๆ ที่ประชากรหญิงมีมากกว่าชาย ซึ่งอาจหมายถึงกลุ่มเป้าหมายที่ใหญ่กว่าด้วยซ้ำ

นานาเชื่อว่าหากภาครัฐหรือฝ่ายการเมืองให้ความสำคัญกับผู้หญิงมากกว่านี้ โอกาสที่เราจะเห็นความเท่าเทียมและความปลอดภัยของผู้หญิงย่อมมากกว่านี้ หาก ส.ส.หญิงตระหนักในบทบาทว่าเป็นภาระหน้าที่ของตนที่ต้องนำโอกาสในการเข้าถึงทรัพยากรรัฐ ทั้งงบประมาณและอำนาจตัดสินใจมาให้ผู้หญิง ก็ย่อมนำไปสู่การกำหนดนโยบายเพื่อสตรีมากกว่านี้

“สุดท้ายมันจะกลับมาที่พรรคการเมือง ว่าคุณให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากแค่ไหน อาจมีให้เห็นบ้างในเชิงการกุศล เราออกมาพูดเรื่องผ้าอนามัยแพงกันเถอะ แล้วก็จบไป ไม่เคยมีนโยบายหรือแนวทางการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง เราอาจมีกรรมาธิการสตรี เราอาจมี ส.ส. หญิง แต่เขาทำงานบนหลักคิดของสิทธิมนุษยชนหรือเปล่า หรือแค่บนพื้นฐานของศีลธรรม ต้องทำคำความเข้าใจร่วมกันก่อนว่า การทำงานเรื่องสตรีต้องใช้ฐานคิดของสิทธิมนุษยชน”

และทรัพยากรรัฐที่ว่า ไม่ว่าจะงบประมาณหรืออำนาจตัดสินใจ จะนำมาสู่เม็ดเงินเพื่อทำกิจกรรม เพื่อขับเคลื่อน และเพื่อรณรงค์ นานายกตัวอย่างประเทศฝั่งยุโรป ที่ฝรั่งเศสกำลังตระหนักว่าความรุนแรงในครอบครัวเป็นปัญหา ประเทศฝรั่งเศสมีอัตราความรุนแรงในครอบครัวเป็นอันดับหนึ่งของยุโรป เอ็นจีโอผู้ทำงานด้านนี้จึงเรียกร้องว่ามีความจำเป็นอย่างยิ่งยวดที่จะต้องรณรงค์ให้เกิดการตระหนักรู้ความสำคัญของเรื่องนี้ เช่น หากเกิดเหตุกับคุณ คุณจะติดต่อขอความช่วยเหลือได้ที่ไหนอย่างไร มีการสร้างบ้านพักฉุกเฉินสำหรับเด็กและผู้หญิง รณรงค์แก้กฎหมายความรุนแรงในครอบครัวที่ป้องกันเหตุได้ ซึ่งการทำงานต้องมาพร้อมเงิน พวกเขาขอ 1000 ล้านยูโร เรียกร้องจนในที่สุดได้งบประมาณมา 200-300 ล้านยูโร แม้ว่าจะได้เงินไม่เท่าที่เรียกร้องไปแต่ก็มากพอจะทำงาน

“ส่วนสำคัญคือการอบรมบุคลากร ไม่ใช่แค่เจ้าหน้าที่ดูแลเด็กและสตรี แต่รวมถึงตำรวจ ผู้พิพากษา นักกฎหมาย ต้องเทรนทุกคนที่อยู่ในวงจรของเรื่องนี้ และมีการรณรงค์แก้กฎหมายด้วยว่า ความรุนแรงในครอบครัวไม่ควรรอให้เกิดขึ้นกับร่างกาย หากเหยื่อมีหลักฐานว่าถูกคู่ชีวิตทำร้ายจิตใจ ไม่ให้ออกไปทำงาน ละเมิดสิทธิ ก็สามารถเอาผิดได้ กฎหมายเขาเลื่อนไปถึงการป้องกันความรุนแรงขนาดนั้นแล้ว ขณะที่เรายังทำงานกันเป็นส่วนๆ อสม. (อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน) กับเจ้าหน้าที่เอ็นจีโอที่ทำงานเรื่องผู้หญิงอาจจะถูกเทรนมาก็จริง แต่ตำรวจรับแจ้งความไม่ถูกเทรน แถมนับวันพนักงานสอบสวนหญิงเริ่มลดลงเรื่อยๆ”

นานายืนยันว่าสังคมไทยสามารถเปลี่ยนแปลงได้ อย่างที่สังคมอื่นเคยเปลี่ยนแปลงมาแล้ว เพียงแต่การเคลื่อนไหวจะถูกทำให้เกิดขึ้นจริงมีปัจจัยสำคัญสองประการคือ หนึ่ง เงินสำหรับทำนโยบาย สอง เงินที่ได้ต้องนำไปสู่การฝึกอบรมคนและบุคลากรให้เข้าใจความละเอียดมากขึ้น ทั้งนี้ ทั้งหมดวนกลับไปสู่คำถามเดิม นั่นคือเราเห็นความสำคัญพอจะเจียดเงินงบประมาณมาทำเรื่องนี้ไหม

“เรื่องเพศเป็นเรื่องการเมือง และหากมันยังไม่เป็นเรื่องการเมือง นานายืนยันว่าเราต้องทำให้มันเป็นเรื่องการเมือง”

นานาทิ้งท้าย

 

ประวัติศาสตร์อันยาวนานของการเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิสตรี 400-500 ปี ทำให้ผู้หญิงมีสิทธิเหนือร่างกายของตัวเอง มีสิทธิเปิดบัญชีเงินฝาก มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง มีสิทธิลงสมัครรับเลือกตั้ง ความเท่าเทียมได้มาจากการเรียกร้อง และการเรียกร้องก็ต้องการเวลา รวมถึงการทำความเข้าใจร่วมกันกับคนในสังคม Thaiconsent อาจเป็นเพียงเพจเล็กๆ ที่ปังธงความคิดเกี่ยวกับเรื่องเพศในมิติใหม่ ทว่าก็เป็น soft power ที่มีพลังพอจะทำให้คนหันมาสนใจ หรืออย่างน้อย ก็ทำให้ไปเสิร์ชหาความหมายของคำว่า “consent” ทั้งนี้ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าผู้หลักผู้ใหญ่ในกระทรวง ครูอาจารย์ กระทั่งนักการเมือง จะฉุกใจคิดเกี่ยวกับคำว่า “ความยินยอม” มากขึ้นเช่นกัน

– อ่านเรื่องราวประสบการณ์หลากหลายเรื่องเพศเพิ่มเติมได้ที่ https://www.facebook.com/thaiconsent/

– ถ้ามีเรื่องอยากจะเล่า มีมุมที่อยากให้คนอื่นๆ มองเห็น ส่งเรื่องของคุณมาที่ https://goo.gl/forms/Rm6tAcV7KiViaAVw1 ตัวตนต้นเรื่อง จะเป็นความลับร้อยเปอร์เซ็นต์ ไม่มีรางวัลให้ แต่จะตั้งใจวาดภาพประกอบนะ

 

เพศศึกษากติกาใหม่: ไกด์บุ๊คว่าด้วยความยินยอม เซ็กซ์ และความสัมพันธ์ที่ดีสำหรับวัยรุ่น

(Consent: The New Rules of Sex Education: Every Teen’s Guide to Healthy Sexual Relationships)

Jennifer Lang เขียน

ธิดารัตน์ เจริญชัยชนะ แปล