Brief – อ่าน ‘จินตนาการทางสังคมวิทยา’ l ถก ‘คำมั่นสัญญา’ ของนักสังคมศาสตร์

กองบรรณาธิการ เรื่อง

ในยุคที่มีสงคราม การเหยียดเชื้อชาติ ไปจนถึงความขัดแย้งทางอุดมการณ์ที่ปะทุจนแบ่งคนออกเป็นฝักฝ่าย นั้นเป็นยุคที่เรียกร้องความรู้ทางสังคมศาสตร์มากกว่าที่เคยมีมา

แต่นั่นไม่ใช่เพราะองค์ความรู้ทางสังคมศาสตร์เก่งกาจหรือมีคุณค่ามากกว่าศาสตร์อื่น แต่จะปฏิเสธได้หรือว่า องค์ความรู้ทางสังคมศาสตร์สามารถช่วยขยายขอบฟ้าความรู้ของมนุษย์ออกไป จนกระทั่งขอบฟ้าที่เคยแคบเพียงตาเห็น ขยายกว้างครอบคลุม “คนอื่น” พร้อมกับโอบรับและเรียนรู้ความแตกต่างที่เกิดขึ้น

อย่างไรก็ดี ประเด็นท้าทายอย่างหนึ่งถูกสะท้อนถามกลับไปยังนักสังคมศาสตร์ทั้งหลายเช่นกัน กล่าวคือในห้วงเวลาที่โลกต้องการการเปิดใจกว้างที่สุดเช่นนี้ นักสังคมศาสตร์ได้ทำหน้าที่ของตนเองดีพอแล้วหรือไม่ในการเชื่อมสาธารณชนเข้ากับสะพานขอบฟ้าความรู้ หรือนักสังคมศาสตร์กลับกลายเป็นเพียงนักเทคนิคที่คอยรับโจทย์จากบนหอคอยงาช้าง ก้มหน้าทำงานรับใช้รัฐ นายทุน และขุนศึกโดยไม่โต้แย้งอันใด

นี่จึงเป็นที่มาของงานเสวนาสาธารณะ “อ่าน ‘จินตนาการทางสังคมวิทยา’ | ถก ‘คำมั่นสัญญา’ ของนักสังคมศาสตร์” เมื่อวันเสาร์ที่ 4 พฤษภาคม 2567 ที่ The Seasons Mall สนามเป้า โดยชวนวิพากษ์วิจารณ์วงการสังคมศาสตร์ผ่านการถกเถียงประเด็นต่อยอดจากหนังสือ จินตนาการทางสังคมวิทยา โดยนักสังคมวิทยาชั้นครูผู้ล่วงลับ ซี. ไรต์ มิลส์ (C. Wright Mills)

ร่วมสนทนาโดยสามตัวจริงเสียงจริงแห่งวงการสังคมศาสตร์ ได้แก่ จันทนี เจริญศรี คณบดีคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และผู้แปลหนังสือ จินตนาการทางสังคมวิทยา สมชาย ปรีชาศิลปกุล คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และ ประจักษ์ ก้องกีรตี คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ดำเนินรายการโดย กฤตธี ตัณฑสิทธิ์ คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ชวนสนทนาโดย กฤตธี ตัณฑสิทธิ์ คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

อ่านจินตนาการทางสังคมวิทยา เปิดขอบฟ้าความคิด

แม้หนังสือเล่มนี้จะชื่อว่า จินตนาการทางสังคมวิทยา (The Sociological Imagination) แต่จันทนีชี้ว่า หนังสือดังกล่าวพูดถึงสังคมศาสตร์ในภาพรวม โดยกล่าวถึงว่าการทำงานสังคมศาสตร์เป็นงานฝีมือ (craft) ประเภทหนึ่ง อย่างไรก็ดี ด้วยการบริหารจัดการต่างๆ ประกอบกับแนวคิดเสรีนิยม ทำให้นักสังคมศาสตร์กลายเป็นผู้ประกอบการใหม่ที่ทำงานรับใช้ตรงไปที่หน่วยงานรัฐ กองทัพ และบริษัทเอกชน

เช่นเดียวกับจันทนี ประจักษ์เห็นด้วยว่า แม้ชื่อหนังสือจะกล่าวถึงสังคมวิทยา แต่อันที่จริงแล้ว มิลส์วิพากษ์วิจารณ์สังคมศาสตร์ในภาพรวม และเป็นหนังสือที่เขียนด้วยความกระตือรือร้น (passion) ความรัก และความศรัทธาอย่างแรงกล้าที่มีต่อความรู้ทางสังคมศาสตร์ รวมถึงความหงุดหงิดที่มิลส์เห็นว่า สังคมศาสตร์ในสหรัฐฯ กำลังมุ่งไปผิดที่ผิดทาง

เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น ประจักษ์กล่าวถึงบริบทในปี 1959 ในช่วงที่หนังสือเล่มนี้ตีพิมพ์ ซึ่งคาบเกี่ยวกับยุค 60 ที่เริ่มเกิดการเคลื่อนไหวต่างๆ ทั้งการเคลื่อนไหวของนักศึกษา ขบวนการคนผิวดำ และสิทธิสตรี เกิดเป็นแรงกระเพื่อมครั้งใหญ่ในแวดวงสังคมการเมือง ทว่าแม้สังคมกำลังตื่นตัว นักสังคมศาสตร์กลับเหมือนเบื้อใบ้ตาบอดไม่รับรู้สิ่งที่เกิดขึ้น

เมื่อเป็นเช่นนี้ มิลส์จึงวิจารณ์แนวทางการลดทอนตัวเองเป็นนักเทคนิคของนักสังคมศาสตร์ในสหรัฐฯ ที่ใช้เครื่องมือทางสถิติทำโมเดล หาค่าตัวแปรและความสัมพันธ์ มองมนุษย์เป็นปัจเจกล่องลอยแยกขาดจากสังคม และอีกแนวทางหนึ่งคือการเน้นอภิทฤษฎี (Grand Theory) ที่ตายตัว ลุ่มหลงคิดว่าทฤษฎีใดๆ จะสามารถใช้อธิบายข้ามกาลเวลาและสถานที่ได้ แต่ประจักษ์มองว่า ข้อวิจารณ์นี้กลับไม่ได้มีอิทธิพลในแวดวงสังคมศาสตร์ไทยมากเท่าไหร่ แต่มีอิทธิพลมากในหมู่นิสิตนักศึกษาที่เพิ่งสอบเข้ามา รวมถึงกลุ่มคนที่กำลังทำวิทยานิพนธ์อยู่

“จริงๆ วิธีเหล่านี้ไม่ได้ไร้สาระไปหมดถ้าคุณตั้งประเด็นได้ถูกต้องและถามคำถามที่ฉลาด” ประจักษ์กล่าว พร้อมยกตัวอย่างการศึกษาเรื่องการแบ่งขั้ว (polarization) ในสังคมอเมริกันที่ร้าวลึกไปถึงระดับครอบครัวและสถาบันทางสังคม โดยศึกษาไปถึงขั้นว่า คนอเมริกันเลือกถิ่นฐานที่อยู่ตามอุดมการณ์ทางการเมือง โดยพิจารณาจากดัชนีซูเปอร์มาร์เก็ตแบบออร์แกนิกหรือผลิตภัณฑ์รักษ์โลก ซึ่งคนฝั่งสนับสนุนพรรคเดโมแครตจะเลือกใช้มากกว่า

ขณะที่จันทนีชี้ให้เห็นอีกประเด็นหนึ่งว่า แม้หนังสือดังกล่าวจะเกิดขึ้นในบริบทของสังคมอเมริกัน แต่มิลส์พูดถึง “นานามนุษย์” (human variety) และการที่เราจะเข้าใจประเภทของมนุษย์ได้ เราต้องเข้าใจสังคมในแบบที่เราอยู่ก่อน

จันทนีขยายความว่า สังคมอเมริกันเป็นแบบ “ปฏิบัตินิยมเสรีนิยม” (liberal practicality) ที่ค่อยๆ เกิดความเปลี่ยนแปลงจากการเป็นสังคมศาสตร์แบบเสรีนิยม สู่การเป็นนักเทคนิคที่รับใช้ระบบราชการ ทว่าสังคมไทยเป็นแบบ “อนุรักษนิยม” ที่สังคมศาสตร์เกิดและก่อร่างสร้างตัวมาพร้อมกับความเป็นรัฐราชการไทย ทำให้นักสังคมศาสตร์ส่วนมากถูกบ่มเพาะและฝึกฝนเพื่อทำงานราชการแต่แรก

ถ้าพูดให้ชัดกว่านั้น จันทนีมองว่า ไทยมีนักสังคมศาสตร์ในสองรูปแบบ หรือที่เรียกว่า “สองนครา ปัญญาชนสยาม” แบบแรกคือนักทฤษฎีที่ยุ่งอยู่แต่กับแนวความคิด (concept) จับแต่ละอย่างเชื่อมโยงไปมา อีกแบบคือนักวิจัย ที่มีวิธีวิทยาเป็นตัวตั้ง เก็บทุกอย่างแปลงเป็นตัวเลขเพราะมองว่าข้อมูลต้องเป็นตัวเลข และทำงานโดยรับโจทย์วิจัยมาทำเป็นหลัก

“การทำแบบนี้ไม่ใช่หัตถศิลป์เพราะไม่ได้ช่วยให้เราเข้าใจที่ทางของตนเองหรือเข้าใจสังคมว่าจะเป็นอย่างไร และจะขยายโอกาสทางเลือกที่จะมีชีวิตแบบที่อยากจะเป็นอย่างไร”

จันทนีกล่าวว่า คนเรามักจะลืมเรื่องของสังคมไปเพราะคิดว่าตนเองรู้ดีกับสังคมของตนอยู่แล้ว เนื่องจากเราทุกคนต่างเติบโตในสังคมตั้งแต่เด็กจนโต สังคมอยู่ใกล้ตัวเรามากเกินไป จนทำให้มองไม่ออกว่า สังคมไม่จำเป็นต้องเป็นแบบที่มันดำเนินอยู่

“สปิริตของจินตนาการในสังคมวิทยาคือ การคิดให้ได้ว่าสิ่งที่มันเป็นอยู่ไม่จำเป็นต้องเป็นเช่นนี้ นี่คือจินตนาการที่จะขับเคลื่อนให้เราดำรงชีวิตต่อไป และสร้างสังคมที่มีความหมายกับเรา”

จันทนี เจริญศรี

ถกคำมั่นสัญญาของนักสังคมศาสตร์ ในกระแสธารการเปลี่ยนผ่านของโลก

ประจักษ์ยังเสริมว่า งานเขียนของมิลส์พยายามชี้ให้เห็นว่า สังคมศาสตร์มีมิติของอำนาจกำกับอยู่เสมอ จึงเป็นหน้าที่ของนักวิชาการในการเปิดเผยให้เห็นว่า งานแต่ละชิ้นผลิตออกมาโดยมีมิติของการเมืองและอำนาจกำกับอยู่เบื้องหลังอย่างไร

“ผมชอบที่เขาพูดเรื่องเสรีภาพว่า เสรีภาพไม่ใช่แค่โอกาสที่จะเลือกทางเลือกที่กำหนดไว้ แต่เหนือสิ่งอื่นใด เสรีภาพคือโอกาสที่จะสร้างทางเลือกใหม่ และถกเถียงเรื่องทางเลือกเหล่านั้น”

ประจักษ์ ก้องกีรตี

สำหรับประจักษ์ หน้าที่ของนักสังคมศาสตร์คือการเปิดขอบฟ้าความคิดโดยเสนอให้สังคมเห็นว่า มีทางเลือกอะไรบ้าง สังคมใดที่เปิดให้มีเสรีภาพในการเสนอทางเลือกที่ท้าทายสถานะและโครงสร้างเดิมที่เป็นอยู่ สังคมนั้นจึงจะมีเสรีภาพที่แท้จริง ทั้งนี้ ปัจจัยสำคัญคือประชาธิปไตย เพราะสังคมที่จะเอื้อให้เกิดการทำงานทางสังคมศาสตร์ที่ดีต้องเป็นสังคมที่เปิดกว้าง ไม่จำกัดขอบฟ้าความคิด และไม่ตีตราว่างานประเภทไหนเป็นอาชญากรรม

“สังคมไทยเราล้าหลังกว่าของมิลส์ตรงนี้ อย่างน้อยสังคมของมิลส์ก็ยังเป็นสังคมที่ทุกคนถกเถียงกันได้อย่างปลอดภัย”

นอกจากนี้ ประจักษ์ยังมองว่า งานของมิลส์เป็นเหมือนการจุดระเบิดให้เกิดการถกเถียง เป็นหนังสือที่อ่านเพื่อทำความเข้าใจและช่วยให้เห็นพัฒนาการทางความคิด ทว่าเนื่องจากหนังสือเล่มนี้ตีพิมพ์ในสหรัฐฯ ตั้งแต่ปี 1959 บางประเด็นจึงอาจไม่ทันยุคทันสมัย ทำให้จำเป็นต้องมีการคิดต่อยอดจากมิลส์ด้วย เช่น การพิจารณาเรื่องอินเทอร์เน็ต ดิจิทัล หรือโซเชียลมีเดีย ที่ปัจจุบันกลายเป็นแหล่งการทำงานหลักของนักสังคมศาสตร์เช่นกัน

“ถ้าพูดให้ถึงที่สุด การอ่านงานของมิลส์ที่เต็มไปด้วยความกระตือรือร้นอย่างแรงกล้าทำให้เราเห็นว่า งานทางสังคมศาสตร์สามารถตื่นเต้น สนุกสนาน มีชีวิตชีวา และมีความหมายบางอย่างได้”

“ในแง่นี้ มิลส์เหมือนบอกกับเราว่า นักสังคมศาสตร์มีพันธกิจที่ต้องอธิบายอาการของยุคสมัยที่เรากำลังเผชิญอยู่ ถ้าวันหนึ่งนักสังคมศาสตร์ไม่สามารถอธิบายสังคมได้ดีกว่าคนทั่วไป เมื่อนั้นเราก็หมดความหมาย”

ประจักษ์ ก้องกีรตี

จงเป็นคนหนุ่มสาวที่ “โกรธเคือง” เพื่อโลกใบนี้

ในมุมของนักนิติศาสตร์ สมชายมองว่า สิ่งที่หนังสือของมิลส์สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนคือ การแสดงถึงพลังของคนหนุ่มสาว ทั้งทางอายุและทางความคิด ที่กล้าเขียนหนังสือเพื่อวิพากษ์วิจารณ์และตอบโต้ “ขาใหญ่” ของวงการวิชาการนั้นๆ เป็นเหมือนคนหนุ่มที่โกรธเคือง (angry young man) ทว่าส่วนหนึ่งที่มิลส์ถูกจดจำในภาพเช่นนี้ก็อาจเป็นเพราะว่าเขาเสียชีวิตเร็วเกินไป

จันทนี เจริญศรีสมชาย ปรีชาศิลปกุลประจักษ์ ก้องกีรตี

นอกจากนี้ สมชายยังชี้ให้เห็นระบบการจ้างงานของสถาบันการศึกษาที่ตีกรอบคนมากขึ้น พร้อมกับความเป็นชุมชนหรือเครือข่ายในมหาวิทยาลัย ซึ่งพร้อมจะถกเถียงหรือผลักดันเรื่องที่เป็นปัญหาของส่วนรวม เริ่มเลือนหายไป

“สิ่งหนึ่งที่สำคัญมากคือ การมองให้เห็นปัญหาที่เชื่อมโยงสังคมอยู่ เมื่อเราตระหนักได้แล้วว่า เราไม่ได้อยู่โดดๆ แต่เชื่อมกับปัญหาของสังคม เราจึงต้องทำความเข้าใจสังคมด้วย”

ขณะที่จันทนีเห็นด้วยเช่นกันว่า อยากให้ผู้อ่านเป็นคนหนุ่มสาวที่โกรธเคือง แต่ขณะเดียวกันก็ต้องมาพร้อมกับการทำความเข้าใจภูมินิเวศของวงการวิชาการ ซึ่งคนหนุ่มสาวที่เพิ่งเริ่มเติบโตอาจต้องเจอการถูกจำกัดขอบฟ้าความคิด เช่น การไม่สามารถทำงานวิจัยในหัวข้อที่ตนเองต้องการได้

สืบต่อจากเรื่องงานวิจัย ประจักษ์เสนอว่า อีกกลุ่มหนึ่งที่ควรอ่านหนังสือเล่มนี้อย่างยิ่งคือ สถาบันวิจัยหรือแหล่งทุน เพื่อจะได้มีจินตนาการทางสังคมศาสตร์กว้างกว่าที่เป็นอยู่ และจะนำไปสู่วิธีการคิดหรือการเปลี่ยนโครงสร้างต่างๆ ซึ่งจะมีผลต่อคนในชุมชนวิชาการต่อไปด้วย

สำหรับแวดวงนิติศาสตร์ สมชายเห็นว่า การมองเห็นปัญหาที่เชื่อมโยงกันในสังคม เป็นสิ่งที่แวดวงระบบความรู้กฎหมายมีปัญหามาก เพราะนักเรียนนิติศาสตร์มักจะมองเห็นแต่ตัวบทกฎหมายจนมองไม่ค่อยเห็นมนุษย์และอารมณ์ความรู้สึกที่เกิดขึ้นเบื้องหลัง จึงเป็นหน้าที่ของคนทำงานวิชาการที่จะต้องชี้ให้เห็นความเชื่อมโยงและความเป็นไปได้ ทำให้เกิดสายสัมพันธ์ต่างๆ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของสังคมศาสตร์ด้วย

นอกจากนี้ สมชายยังสะท้อนภาพรวมว่า ถ้ามิลส์เป็นคนหนุ่มที่โกรธเคือง ประเทศไทยก็มีหนุ่มสาวที่โกรธเคืองเหมือนมิลส์มากมาย แต่คำถามคือ สังคมจัดการกับคนเหล่านี้อย่างไร มีที่ทางให้พวกเขาได้แสดงความคิดออกมามากน้อยแค่ไหน เพราะการที่เยาวชนซึ่งออกมาเรียกร้องทางการเมืองจำนวนมากต้องติดคุกหรือถูกดำเนินคดีสะท้อนว่า สังคมไทยไม่อนุญาตให้มีที่ทางในการพูด เจรจา หรือแสวงหาทางออกแบบประชาธิปไตย

“ถ้าสังคมไม่เป็นประชาธิปไตย เราจะมีความโกรธแบบที่สะสมอยู่ข้างใน เรามักจะปลอบโยนกันเองว่าเวลาจะอยู่ข้างเรา แต่อำนาจอยู่ข้างพวกเขาไง เพราะฉะนั้น เราต้องการอะไรที่มากกว่าเวลาด้วย”

สมชาย ปรีชาศิลปกุล

ทดลองอ่านและสั่งซื้อหนังสือ จินตนาการทางสังคมวิทยา

จินตนาการทางสังคมวิทยา

Original price was: 385฿.Current price is: 347฿.


(The Sociological Imagination)
C. Wright Mills เขียน
จันทนี เจริญศรี แปล
ภาคิน นิมมานนรวงศ์ บรรณาธิการ
ยุทธภูมิ ปันฟอง ออกแบบปก