ซี. ไรต์ มิลส์ ร็อกสตาร์แห่งสังคมวิทยา

จันทนี เจริญศรี

ซี. ไรต์ มิลส์ (C. Wright Mills) เสียชีวิตด้วยโรคหัวใจที่บ้านของเขาในเวสต์ไนแอ็ค รัฐนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา ในวันที่ 20 มีนาคม ค.ศ. 1962 ขณะมีอายุได้เพียง 45 ปี ผลงานส่วนใหญ่ของมิลส์เขียนขึ้นหลังเริ่มงานที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบียในปี 1946 เท่ากับว่าผลงานสำคัญทั้งหมดของมิลส์ อันได้แก่หนังสือชุดไตรภาคว่าด้วยการแบ่งช่วงชั้นทางสังคมและ The Sociological Imagination (จินตนาการทางสังคมวิทยา) ซึ่งเขียนขึ้นภายในเวลาทศวรรษเศษๆ เท่านั้น

ก่อนเสียชีวิตสองปี มิลส์เดินทางไปคิวบา พบปะกับฟิเดล คาสโตร และเขียนหนังสือแก้ต่างให้กับการปฏิวัติคิวบา ในปีถัดมาก็เดินทางไปสหภาพโซเวียต เขียนหนังสือเล่มสุดท้าย The Marxists (เหล่ามาร์กซิสต์, 1969) ขึ้นจากประสบการณ์การเดินทางในครั้งนั้น หนังสือตีพิมพ์หลังมิลส์เสียชีวิตไปแล้วสี่ปี มิลส์และคาสโตรน่าจะมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันพอสมควร เห็นได้จากคาสโตรส่งช่อดอกไม้มาแสดงความเสียใจในพิธีไว้อาลัยที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย พิธีเดียวกับที่เพื่อนและผู้เขียนหนังสือชีวประวัติของเขา เออร์วิง หลุยส์ โฮโรวิตซ์ (Irving Louis Horowitz) กล่าวถึงเขาว่า “เริ่มความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงานส่วนใหญ่ด้วยดี แต่เมื่อทำงานไประยะหนึ่งกลับห่างเหินกัน คงมีแต่ผมที่พอจะพูดได้ว่ามีความสัมพันธ์กับเขาในทิศที่สวนทางกับคนส่วนใหญ่”

ผู้อ่านน่าจะอยากรู้จักตัวตนของผู้เขียนหนังสือที่ได้ชื่อว่าเป็น “คู่มือการทำงานวิชาการสาขาสังคมวิทยา” เล่มนี้ ที่จริงแล้วก็จัดเป็นตัวตนที่เปี่ยมสีสัน แม้จะมีชีวิตที่เร่งร้อนอยู่สักหน่อย มิลส์มีฉายาว่านักวิชาการร็อกสตาร์ หรือบางคนก็เรียกเขาว่านักสังคมวิทยาคาวบอย อันเชื่อมโยงกับพื้นเพความเป็นชาวเท็กซัสของเขา มิลส์เริ่มเรียนอุดมศึกษาในสาขาวิศวกรรม แต่เบนเข็มมาศึกษาในสาขาสังคมศาสตร์และปรัชญาที่มหาวิทยาลัยเท็กซัส ออสติน ว่ากันว่าที่ออสตินในช่วงเวลานั้นบรรยากาศดีมาก สิ่งแวดล้อมและแวดวงสังคมที่มหาวิทยาลัยแห่งนั้นกระตุ้นให้มิลส์ตีพิมพ์บทความในนิตยสารชั้นแนวหน้าของสาขาอย่าง American Journal of Sociology และ American Sociological Review ที่มีอัตราการปฏิเสธบทความถึงร้อยละ 90 ถึงสองชิ้นในช่วงยังเป็นนักศึกษา แสดงให้เห็นถึงความโดดเด่นของเขาได้เป็นอย่างดี มิลส์สำเร็จการศึกษาปริญญาตรีสาขาสังคมวิทยาและปริญญาโทสาขาปรัชญาที่มหาวิทยาลัยเท็กซัสนี้เอง

ชาร์ลส์ ไรต์ มิลส์ (รูปจาก fixquotes)

น่าเสียดายที่มหาวิทยาลัยเท็กซัสในเวลานั้นยังไม่มีหลักสูตรปริญญาเอกทางสังคมวิทยา มิลส์จึงต้องย้ายไปมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน เมืองเมดิสัน ซึ่งเป็นสถาบันชั้นแนวหน้าในสาขาดังกล่าว ที่นี่ เขาได้รู้จักกับ ฮานส์ เกิร์ธ (Hans Gerth) นักสังคมวิทยาชาวเยอรมันผู้ไม่มีเชื้อสายยิว ต่อมาเกิร์ธกลายเป็นมิตรสหายในทางวิชาการที่ร่วมงานกับมิลส์อย่างต่อเนื่อง มิลส์เป็นคนวิพากษ์วิจารณ์เพื่อนร่วมงานและผลงานของคนเหล่านั้นอย่างเผ็ดร้อนและเปิดเผย ผู้อ่านน่าจะเดาบุคลิกนี้ของเขาได้ไม่ยากจากลีลาอันดุเดือดใน The Sociological Imagination ว่ามิลส์ไม่ได้ใส่ใจที่จะระงับการวิพากษ์วิจารณ์ของเขาเลย

ประวัติย่อๆ แห่งการชอบปะทะของมิลส์นั้นน่าจะเห็นชัดตั้งแต่เข้าเรียนปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน มิลส์เรียกหัวหน้าแผนกวิชาสังคมวิทยาของเขาว่า “ไอ้งั่ง” แต่เผอิญว่าหัวหน้าแผนกวิชาคนนั้นชื่อ ฮาเวิร์ด เบคเกอร์ (Howard S. Becker) ผู้เขียนหนังสือเล่มดังในวงการอย่าง Art Worlds, Outsiders และ Becoming a Marihuana User ที่ยังบังเอิญเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ของเขาที่วิสคอนซินด้วย และครั้งหนึ่งในต่างกรรมต่างวาระ มิลส์เคยกล่าวกับเกิร์ธว่า “เป็นอาจารย์คนเดียวในมหาวิทยาลัยที่ควรเสียเวลาฟัง”

แต่ถึงจะช่างวิวาทะ มิลส์ก็ยังได้รับการสนับสนุนจาก รอเบิร์ต พาร์ค (Robert Park) จนได้งานแรกที่มหาวิทยาลัยแมริแลนด์ในปี 1942 อันเป็นที่ที่เขาเห็นว่าน่าจะอยู่นานไม่ได้ มิลส์ขอความช่วยเหลือจากยักษ์ใหญ่ในเวลานั้นคือ รอเบิร์ต เมอร์ตัน (Robert Merton) จนได้งานที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบียอันเป็นที่ซึ่งเขาเขียนงานชิ้นสำคัญๆ แทบทั้งหมด ที่โคลัมเบีย มิลส์เริ่มต้นงานใหม่ที่สำนักการวิจัยประยุกต์ในปี 1944 ภายใต้ พอล ลาซาร์สเฟลด์ (Paul Lazarsfeld) นักสังคมวิทยาแนวปริมาณคนสำคัญที่เขาอุทิศบทที่สามใน The Sociological Imagination เพื่อโจมตี ก่อนที่จะย้ายไปทำงานสอนที่วิทยาลัยในอีกสามปีต่อมา

พอล ลาซาร์สเฟลด์ เสาหลักที่ศึกษาสังคมด้วยวิธีเชิงปริมาณ และเป็นเป้าหลักในการวิพากษ์โดยมิลส์ (รูปจาก wikipedia)

สำหรับมิลส์ การวิจัยเชิงปริมาณที่กรองเอาบางตัวแปรมาศึกษาเป็นนามธรรมไม่ต่างไปจากทฤษฎีที่ลอยสูงจนแยกออกจากความเป็นจริงทางสังคมไปไกล เขามองว่าการทำงานวิจัยในแนวทางนี้มีลักษณะสวนทางกันระหว่างเศรษฐศาสตร์ของความรู้ (เงินทุนที่ต้องใช้ในการวิจัย) กับการเมืองของความรู้ (การใช้ประโยชน์จากการวิจัยเพื่อทำประเด็นหลักๆ ทางสังคมให้กระจ่างชัด หรือเข้าใจความขัดแย้งได้แจ่มแจ้ง) ทั้งนี้เพราะประจักษนิยมนามธรรมไปหยิบเอาส่วนเดียวของกระบวนการวิจัยมาขยายความจนมีเทคนิคซับซ้อน ความที่วิธีวิจัยแบบดังกล่าวต้องใช้ทีมงานขนาดใหญ่ การจะฝึกคนให้มาทำแต่ละส่วนได้ไวจึงบีบให้ต้องมีกระบวนการทำงานที่ค่อนข้างตายตัว ทั้งหมดนี้โดยรวมๆ ทำให้งานลักษณะดังกล่าวมักถูกหยิบยกไปใช้ในงานเชิงพาณิชย์หรือไม่ก็ในทางราชการ

ย้อนกลับไปบทที่ 2 ของ The Sociological Imagination ผู้อ่านจะเห็น ทัลคอตต์ พาร์สันส์ (Talcott Parsons) เป็นเป้าใหญ่ทะมึนอยู่เบื้องหลังตัวหนังสือเผ็ดร้อนของเขา มิลส์เรียกงานของพาร์สันส์ว่าอภิทฤษฎี (grand theory) ไม่ใช่ในความหมายว่ายิ่งใหญ่ แต่หมายถึงห่างไกลจนแทบไม่ช่วยสร้างความเข้าใจใดๆ ต่อโลกทางสังคมที่เป็นอยู่เลย เขากล่าวถึงหนังสือ The Social System (ระบบสังคม) ของพาร์สันส์ ว่าเป็นหนังสือความยาว 555 หน้าที่เขียนแค่ 150 หน้าก็จบได้โดยแทบไม่มีอะไรหายไป เพราะส่วนผสมในหนังสือคือถ้อยคำเวิ่นเว้อร้อยละ 50 ใจความที่พบได้ตามตำราสังคมวิทยาทั่วๆ ไปร้อยละ 40 ส่วนอีกร้อยละ 10 ที่เหลือเป็นสาส์นเชิงอุดมการณ์ที่ถูกสอดแทรกเข้ามา

The Social System ของทัลคอตต์ พาร์สัน มิลส์วิพากษ์หนังสือเล่มนี้ไว้อย่างคมคาย

ความดุเดือดของตัวหนังสือเหล่านี้ไปกันได้กับการพยายามแสดงบทบาทในทางสาธารณะของมิลส์ผ่านการให้สัมภาษณ์ทางวิทยุอันเป็นสื่อมวลชนสำคัญในเวลานั้น พร้อมกับการเขียนบทความลงในนิตยสารที่เผยแพร่สู่สาธารณะ ภารกิจและบทบาททั้งหลายที่ว่ามานี้กลายเป็นแรงบันดาลใจของ ไมเคิล บูราวอย (Michael Burawoy) ในอีกหลายปีต่อมาเมื่อเขาพยายามผลักดันสิ่งที่เรียกว่า “สังคมวิทยาสาธารณะ” (Public Sociology)

ความคลาสสิกของ The Sociological Imagination น่าจะอยู่ตรงที่ปัญหาและอุปสรรคในการบรรลุภารกิจ/ศักยภาพของสังคมศาสตร์ไม่ได้หายไปไหน แม้ตัวบุคคลที่เป็นต้นแบบของอุปสรรคเหล่านั้นจะมีรูปลักษณ์เปลี่ยนไป เรายังเห็นจรรยาแบบราชการในการทำงานสังคมศาสตร์ รุ่นใหญ่สายบริหารที่คอย “แจกโจทย์” แต่ขาดจินตนาการและความรับผิดชอบต่อการสร้างประวัติศาสตร์ หรือเอาเข้าจริงผู้อ่านชาวไทยในโลกวิชาการร่วมสมัยอาจจะเห็นภาพชัดเสียยิ่งกว่ามิลส์เมื่อกว่าครึ่งศตวรรษที่ผ่านมาเสียอีก

นอกจาก The Sociological Imagination แล้ว มรดกตกทอดของมิลส์สู่นักสังคมศาสตร์ และผู้อยากเห็นสังคมศาสตร์มีบทบาทในการสร้างสังคมและประวัติศาสตร์ ยังอาจจะสนใจงานสำคัญอีกสี่ชิ้นของเขา สามชิ้นแรกเป็นหนังสือชุดไตรภาคที่มิลส์ให้เค้าโครงของการแบ่งช่วงชั้นในสังคมอเมริกันไว้อย่างชัดเจน และชิ้นที่อาจจะเป็นไฮไลต์คือหนังสือเล่มสุดท้ายในชุดที่ชื่อ The Power Elite (ชนชั้นนำผู้มีอำนาจ, 1956) ทั้งนี้เพราะนักสังคมศาสตร์ไทยหรือที่อื่นในโลก มักไม่ค่อยศึกษาชนชั้นนำเท่าไรนัก ส่วนอีกเล่มที่ดูเหมือนจะถูกมองข้ามไปอย่างไม่เป็นธรรมนักคือ Character and Social Structure (บุคลิกเฉพาะตัวและโครงสร้างสังคม, 1953) ซึ่งเป็นงานที่ถูกกล่าวถึงว่าคือนั่งร้านที่ช่วยสร้าง The Sociological Imagination ในอีกหกปีต่อมา

หนังสือไตรภาคของมิลส์ The New Men of Power (1948) White Collar (1951) The Power Elite (1956) รวมทั้ง Character and Social Structure (1953) ที่ถูกมองข้ามไป

ทั้งหมดนี้คือความสำเร็จของหนุ่มเท็กซัสจากครอบครัวชนชั้นกลาง ผู้ที่ตลอดชีวิตของเขาดูเหมือนจะไม่ได้หลอมรวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของสังคมใดโดยสมบูรณ์ ผลงานของเขาสะท้อนตัวตนและการเติบโตในฐานะลูกชายของนายหน้าขายประกันที่แม้จะได้รับการส่งเสริมอย่างเต็มกำลังในด้านการศึกษา แต่ก็ต้องโยกย้ายถิ่นฐานอยู่บ่อยๆ จึงสร้างผัสสะที่ไวต่อความเปลี่ยนแปลงในชีวิตทางสังคมให้กับมิลส์ หรือชีวิตครอบครัวเขาเองก็ไม่ต่างกัน มิลส์มีลูกสาวสามคนและมีภรรยาอีกสี่คน หลังจากที่เขาเสียชีวิต ลูกสาวสองคนที่เกิดจากคนละแม่ช่วยกันรวบรวมจดหมายที่มิลส์เขียนติดต่อกับใครๆ และตีพิมพ์ อันเป็นแหล่งข้อมูลส่วนหนึ่งของการร่างชีวประวัติของเขาที่ผู้อ่านกำลังอ่านกันอยู่นี้

มิลส์เกิดที่เมืองวาโก รัฐเท็กซัสในปี 1916 เขาเขียน The Sociological Imagination ในปี 1959

* บทความนี้นำมาจากเนื้อหาในหนังสือ จินตนาการทางสังคมวิทยา ในบทที่ชื่อ “ซี. ไรต์ มิลส์ ร็อกสตาร์แห่งสังคมวิทยา” และรูปประกอบปกของบทความมาจาก pixgood.com


จันทนี เจริญศรี เป็นคณบดีและอาจารย์ประจำคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีผลงานทั้งในฐานะผู้เขียน บรรณาธิการ และนักแปล เช่น ศาสตร์ อศาสตร์: เข้ามาข้างนอก ออกไปข้างใน, โพสต์โมเดิร์นกับสังคมวิทยา และ สังคมวิทยา: ความรู้ฉบับพกพา ฯลฯ


ทดลองอ่านและสั่งซื้อหนังสือ จินตนาการทางสังคมวิทยา

จินตนาการทางสังคมวิทยา

Original price was: 385฿.Current price is: 347฿.


(The Sociological Imagination)
C. Wright Mills เขียน
จันทนี เจริญศรี แปล
ภาคิน นิมมานนรวงศ์ บรรณาธิการ
ยุทธภูมิ ปันฟอง ออกแบบปก