มานุษยวิทยาคืออะไร: บันทึกความคิดของปริตตา เฉลิมเผ่า กออนันตกูล

“ถ้าอยากรู้ว่ามานุษยวิทยาคืออะไร ให้ดูสิ่งที่นักมานุษยวิทยาทำ”

วันเสาร์ที่ 25 กันยายนที่ผ่านมา bookscape ร่วมกับ คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แง้มประตูบานใหญ่สู่โลกกว้างทางมานุษยวิทยา เปิดโอกาสให้นักมานุษยวิทยาได้บอกเล่าเรื่องราวการทำงาน เพื่อพัฒนาความเข้าใจเกี่ยวกับสิ่งที่นักมานุษยวิทยาคิด ตลอดจนสิ่งที่มานุษยวิทยาเป็น ผ่านวงสนทนาเปิดตัวหนังสือ ‘มานุษยวิทยา: ความรู้ฉบับพกพา’

นอกจากผู้ฟังจะได้เต็มอิ่มกับองค์ความรู้ ตื่นตาด้วยเรื่องราวการทำงานของนักมานุษยวิทยามากหน้าหลายตา ดร. ปริตตา เฉลิมเผ่า กออนันตกูล นักวิชาการอิสระ ยังได้เขียนบันทึกว่าด้วยประสบการณ์ในฐานะนักมานุษยวิทยา รวมถึงความรู้สึกต่อหนังสือและงานเสวนา ที่วันนี้ bookscape ได้นำมาเผยแพร่เป็นของขวัญพิเศษให้นักอ่านทุกคน!

 

 

ดิฉันเพิ่งได้รับเชิญจากคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และสำนักพิมพ์ bookscape ให้ร่วมสนทนาเกี่ยวกับหนังสือแปลเล่มหนึ่ง จึงนำบันทึกเตรียมการสนทนามาเรียบเรียงใหม่เล็กน้อย และลงไว้เผื่อจะเป็นประโยชน์บ้าง

หนังสือเล่มดังกล่าวชื่อ Social and Cultural Anthropology: A Very Short Introduction หรือ มานุษยวิทยา: ความรู้ฉบับพกพา โดยจอห์น โมนาแฮน (John Monaghan) และปีเตอร์ จัสต์ (Peter Just) ตีพิมพ์ปี 2000 โดยโรงพิมพ์มหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด แปลเป็นภาษาไทยโดยวิภาส ปรัชญาภรณ์ และจัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ bookscape ปี 2020

อ่านแล้วรู้สึกอบอุ่นดี หนังสือเล่มนี้เป็นบทนำขนาดสั้น บอกเล่าว่าวิชามานุษยวิทยาสังคมและวัฒนธรรมศึกษาอะไร โดยที่ผู้เขียนบอกตั้งแต่ต้นว่า หากอยากรู้ว่ามานุษยวิทยาคืออะไร ให้ไปดูว่านักมานุษยวิทยาทำอะไร

ความรู้สึกแรกหลังอ่านหนังสือเล่มนี้คือความอบอุ่นคุ้นเคย เหมือนกลับไปเยี่ยมบ้านเก่า คุยกับเพื่อนเก่าที่รู้จักกันมานาน ถามว่าทำไมจึงรู้สึกเช่นนี้ คำตอบคือผู้อ่านแต่ละคนย่อมจะอ่านด้วยมุมมองของตัวเอง แว่นตาที่เราใช้ขณะอ่านมาจากประสบการณ์ชีวิตของแต่ละคนในแต่ละยุคสมัยที่แตกต่างกัน ดิฉันเรียนมานุษยวิทยาในทศวรรษ 1970 สอนมานุษยวิทยาในไทยราวๆ 20 ปี และเกือบสิบปีสุดท้ายก็ทำงานในองค์กรมานุษยวิทยา ดูจากประวัติการทำงานภาคสนามของผู้เขียนทั้งสอง ดิฉันเดาว่าคงเรียนมานุษยวิทยาและสอนในช่วงเวลาไม่ไกลกันมาก อาจจะหลังดิฉันเล็กน้อย ฉะนั้นอาจจะเรียกได้ว่าเป็นนักมานุษยวิทยาร่วมรุ่นกัน สิ่งที่พวกเขาเขียนถึงจึงเป็นองค์ความรู้ทางมานุษยวิทยา จากต้นทศวรรษ 1980 ถึงทศวรรษ 1990 เป็นหลัก แต่ก็มีการอ้างอิงถึงเขียนก่อนหน้ายุคนั้น และหลังจากยุคนั้นอยู่บ้าง

 

ความรู้สึกแรกหลังอ่านหนังสือเล่มนี้คือความอบอุ่นคุ้นเคย เหมือนกลับไปเยี่ยมบ้านเก่า คุยกับเพื่อนเก่าที่รู้จักกันมานาน ดิฉันเรียนมานุษยวิทยาในทศวรรษ 1970 สอนมานุษยวิทยาในไทยราวๆ 20 ปี และเกือบสิบปีสุดท้ายก็ทำงานในองค์กรมานุษยวิทยา ดูจากประวัติการทำงานภาคสนามของผู้เขียนทั้งสอง ดิฉันเดาว่าคงเรียนมานุษยวิทยาและสอนในช่วงเวลาไม่ไกลกันมาก ฉะนั้นอาจจะเรียกได้ว่าเป็นนักมานุษยวิทยาร่วมรุ่นกัน

บทนำของหนังสือเล่มนี้กล่าวถึงแนวคิดและเครื่องมือพื้นๆ ของนักมานุษยวิทยา น่าจะเรียกได้ว่าเป็นบันไดขั้นแรกที่นักมานุษยวิทยาส่วนใหญ่ต้องเดินทางผ่านไป หนังสือเล่มนี้ไม่ใช่หนังสือเกี่ยวกับทฤษฎี หรือประเด็นการค้นคว้าวิจัยล่าสุดที่กำลังได้รับความสนใจ ออกจะเป็นเรื่องเดิมๆ แต่ก็มีความสำคัญมาก ขอหยิบยกแนวคิดและเครื่องมือหลักมากล่าวถึงในที่นี้สามประเด็นด้วยกัน

 

การทำงานภาคสนาม

ว่ากันว่าเมื่อพบกันครั้งแรก นักมานุษยวิทยามักถามกันว่าทำงานภาคสนามที่ไหนราวกับเป็นบัตรประจำตัว แต่นอกจากจะเป็นอัตลักษณ์ทางวิชาการของนักมานุษยวิทยาแต่ละคนแล้ว จากหนังสือ การทำงานภาคสนามยังเป็นกุญแจไขสู่ความเข้าใจความจริงทางสังคม โดยเฉพาะในบทแรก มีตัวอย่างการทำงานภาคสนามที่เป็นดรามาและสนุกมาก ว่าด้วยความยุติธรรมในการพิจารณาคดีแบบพื้นบ้านของชาวโดดงโกในอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นพื้นที่ทำงานภาคสนามของปีเตอร์ จัสต์ ปีเตอร์สนใจประเด็นกฎหมายในสังคมที่ยังไม่ทันสมัยนัก เหตุการณ์นี้ทำให้เขาเรียนรู้ว่าหากไม่ทำงานภาคสนาม ไม่ได้ไปอยู่ในที่เกิดเหตุ ไม่ได้ฟังชาวบ้านว่าเรื่องราวเบื้องหลังเป็นอย่างไร เขาจะไม่มีวันได้ข้อมูลที่ครอบคลุม และไม่สามารถวิเคราะห์ได้ว่าเหตุใดผู้อาวุโสของชุมชนจึงพิจารณาตัดสินกรณีพิพาทเช่นนั้น แท้ที่จริงที่มาของคดีนั้นเป็นอะไรกันแน่ จะเป็นการทำร้ายร่างกาย หรือเป็นการท้าทายความศักดิ์สิทธิ์ของการหมั้น เพราะมีชายหนุ่มไปจีบหญิงสาวที่มีคู่หมั้นคู่หมายแล้ว และทุกคนที่เกี่ยวข้องก็เป็นญาติพี่น้องกันด้วย ความเข้าใจเกี่ยวกับความยุติธรรมในโดดงโกจึงได้จากการอยู่ในเหตุการณ์ และฟังคำอธิบาย (หรือคำนินทา) จากคนในชุมชนที่รู้ตื้นลึกหนาบางเป็นอย่างดี

การทำงานภาคสนามจึงเป็นเป็นการดูมนุษย์ผ่านเลนส์ละเอียด เห็นชีวิตทุกแง่มุมในชุมชนเล็กๆ แห่งใดแห่งหนึ่งในโลก แล้วขยายภาพให้ใหญ่ขึ้นด้วยการเปรียบเทียบกับงานอื่นๆ เพื่อพัฒนาความเข้าใจมนุษย์ให้กว้างขวางและลึกซึ้งยิ่งขึ้น นำไปสู่การสร้างคำอธิบายที่อาจเป็นทฤษฎี และช่วยให้เราเข้าใจตัวเองได้โดยดูวิถีชีวิตของผู้อื่น การศึกษาผู้อื่น สังคมอื่น โดยเฉพาะที่ต่างจากเราโดยสิ้นเชิงโดยไม่มีการสรุปล่วงหน้าด้วยอคติ หรือโดยไม่ตัดสินผู้อื่นด้วยคุณค่าของเรา จะช่วยทำให้เราเข้าใจตัวเองชัดเจนขึ้น

ถึงอย่างนั้นผู้เขียนก็บอกว่า อย่าคิดว่าการทำงานภาคสนามเป็นวิธีที่เลอเลิศ ยิ่งเดี๋ยวนี้นักมานุษยวิทยาไม่ได้ทำงานในสังคมดั้งเดิม หรือสังคมเล็กๆ กันแล้ว เรายังจะใช้การทำงานภาคสนาม หรือการสังเกตอย่างมีส่วนร่วมอยู่หรือ นอกจากนี้ การทำงานภาคสนามยังถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าไม่เที่ยงตรง มีอคติ มีความกลืนไม่เข้าคายไม่ออกทางจริยธรรม ความไม่เป็นภววิสัย และเป็นการทึกทักว่าสังคมชนเผ่านั้นถูกแช่แข็ง ซึ่งผู้เขียนไม่มีมีคำตอบสำเร็จรูปให้ มานุษยวิทยามักจะตั้งคำถามมากกว่าให้คำตอบ เพียงแต่สรุปว่าการทำงานภาคสนามยังคงเป็นเครื่องมือที่สำคัญและยังใช้กันอยู่ แต่ผู้ใช้ต้องเข้าใจจุดแข็งและจุดอ่อนของเครื่องมือนี้ด้วย ไม่ทึกทักว่าดีเกินไป และไม่มัวตั้งข้อสงสัยจนไม่เป็นอันทำอะไร

การทำงานภาคสนามจึงเป็นเป็นการดูมนุษย์ผ่านเลนส์ละเอียด เห็นชีวิตทุกแง่มุมในชุมชนเล็กๆ แห่งใดแห่งหนึ่งในโลก แล้วขยายภาพให้ใหญ่ขึ้นด้วยการเปรียบเทียบกับงานอื่นๆ เพื่อพัฒนาความเข้าใจมนุษย์ให้กว้างขวางและลึกซึ้งยิ่งขึ้น นำไปสู่การสร้างคำอธิบายที่อาจเป็นทฤษฎี และช่วยให้เราเข้าใจตัวเองได้โดยดูวิถีชีวิตของผู้อื่น การศึกษาผู้อื่น สังคมอื่น โดยเฉพาะที่ต่างจากเราโดยสิ้นเชิงโดยไม่มีการสรุปล่วงหน้าด้วยอคติ หรือโดยไม่ตัดสินผู้อื่นด้วยคุณค่าของเรา จะช่วยทำให้เราเข้าใจตัวเองชัดเจนขึ้น

 

 

องค์ประกอบของสังคมมนุษย์

หนังสือเริ่มต้นด้วยการแนะนำการทำงานภาคสนาม ต่อด้วยอีกสองบทที่สรุปมโนทัศน์ทฤษฎีมานุษยวิทยาหลักๆ คือ สังคมคืออะไร วัฒนธรรมคืออะไร มีนักทฤษฎีคนใดเสนออะไรไว้บ้าง (ซึ่งจะขอไม่กล่าวถึงในที่นี้) ตามด้วยอีกห้าบทที่กล่าวถึงมิติต่างๆ ของสังคมมนุษย์

ประเด็นเหล่านี้ล้วนเป็นประเด็นพื้นๆ ที่อธิบายว่าในการอยู่ร่วมกันเป็นกลุ่มเป็นก้อนเป็นชุมชนนั้น มนุษย์ต้องจัดระเบียบอะไรบ้าง ในแต่ละเรื่องนั้นมีแบบแผนว่าอะไรทำได้บ้าง อะไรทำไม่ได้บ้าง อะไรเป็นสิ่งที่มีคุณค่า และอะไรเป็นสิ่งต้องห้าม ไม่ว่าจะเป็นระบบเครือญาติและการแต่งงาน เศรษฐกิจและการแลกเปลี่ยน ความเชื่อและพิธีกรรม หรือสำนึกความเป็นกลุ่มเดียวกัน

การจัดองค์ประกอบหรือธีมหลักทางมานุษยวิทยาอย่างนี้เองที่ดิฉันบอกว่าอ่านแล้วรู้สึกอบอุ่น คือทำให้หวนระลึกถึงรูปแบบการเรียนการสอนมานุษยวิทยาในอังกฤษเมื่อครึ่งศตวรรษมาแล้ว ที่ก็เป็นเช่นนี้เลย เพราะสมัยนั้นไม่มีหน่วยกิต ปีหนึ่งๆ เรียนไม่กี่วิชา ก็จะประกอบด้วยเรื่องหลักๆ เหมือนกัน คือมีวิชาว่าด้วยระบบเครือญาติ เศรษฐกิจ การจัดระเบียบอำนาจ ความเชื่อ และพิธีกรรม ดิฉันเข้าใจว่าวิชาเหล่านี้ยังมีในหลักสูตรมานุษยวิทยาปัจจุบัน แต่แน่นอนว่าคงมีอีกหลากหลายมิติที่ไม่ได้อยู่ในหนังสือเล่มนี้

 

จากเหตุการณ์เล็กๆ ไปสู่ข้อสรุปใหญ่ๆ

วิธีนำเสนอแง่มุมต่างๆ ของชีวิตสังคมของมนุษย์ในหนังสือ เป็นการเล่าโดยอาศัยเหตุการณ์ที่ทั้งสองเผชิญระหว่างทำงานภาคสนาม ปีเตอร์ จัสต์ ทำงานในชุมชนโดดงโก ประเทศอินโดนีเซีย และจอห์น โมนาแฮนทำงานในชุมชนชาวมิกซ์เทก ประเทศเม็กซิโก กระทั่งชื่อบทต่างๆ พวกเขาก็ไม่ได้ใช้ชื่อว่ามานุษยวิทยาเครือญาติ หรือมานุษยวิทยาเศรษฐกิจ แต่ใช้เรื่องราว นิทาน และตัวละครจากการทำงานภาคสนามเป็นชื่อบท เช่น เฟอร์นันโดหาภรรยา ข้อพิพาทในดงโก ตัวอ่อนของผึ้งและซุปหัวหอม ญาญู มาเรียโดยฟ้าผ่า ฯลฯ

ทำไมจึงทำเช่นนี้ เพราะนอกจากจะทำให้มีเสน่ห์ น่าสนใจ และจำง่าย มีชีวิตชีวา ไม่แข็งทื่อด้วยภาษาวิชาชีพอันน่าเบื่อ หรือนอกจากจะแสดงให้เห็นว่านักมานุษยวิทยาเป็นนักเล่านิทานแล้ว การเล่าเรื่องเช่นนี้ยังเป็นวิธีวิทยาของการหาข้อสรุปใหญ่ จากเหตุการณ์เล็กๆ ตัวอย่างเช่น เหตุการณ์ที่เฟอร์นันโด พ่อหม้ายชาวมิกซ์เทกที่มีลูกติด แบกลังเบียร์ไปขอผู้หญิงแต่งงาน บ้านนี้ไม่ตกลง ก็ไปอีกบ้านหนึ่ง ยังไม่สำเร็จก็ไปอีกบ้านหนึ่ง ใช้เบียร์หลายลังกว่าจะมีผู้หญิงตกลงเป็นภรรยา การหาภรรยาของเขาและคนในชุมชนชาวมิกซ์เทก ไม่ใช่เรื่องรักโรแมนติกแต่เหมือนการหาแม่ครัวเสียมากกว่า เพราะสิ่งที่เขาต้องการคือผู้หญิงที่จะมาดูแลลูกๆ ของเขา พ่อบ้านต้องทำมาหากินนอกบ้าน เลี้ยงลูกตัวคนเดียวไม่ได้ ถ้าไม่มีภรรยาดูแลลูก ลูกคงอดตาย ฉะนั้นหลักการการแต่งงานหรือการมีคู่จึงไม่ใช่ความต้องการหรืออารมณ์ส่วนบุคคล แต่เป็นความจำเป็นในการมีชีวิตรอด วิธีวิทยาของการเริ่มจากสิ่งที่เฉพาะเจาะจง (specific) ไปสู่ข้อสรุปที่ใหญ่กว่า (general) ก็ยังเป็นวิธีทำงานของนักมานุษยวิทยาในปัจจุบัน

ทั้งหมดนี้เป็นครื่องมือพื้นๆที่ใช้กันตั้งแต่นักมานุษยวิทยาเริ่มทำงานสนามในต้นศตวรรษที่ 20 และกว่าร้อยปีให้หลังก็ยังใช้กันอยู่ ดิฉันอยากจะเปรียบเทียบพัฒนาการนี้กับพัฒนาการขององค์ความรู้ในสาขาอื่นสักหน่อยเพื่อแสดงให้เห็นความสำคัญของเหล่าเครื่องมือหลัก เนื่องจากปัจจุบันดิฉันออกจะสนใจการเขียนรูปพอๆ กับหรือมากกว่ามานุษยวิทยา จึงขอเปรียบเทียบมานุษยวิทยากับการเขียนรูป ทั้งสองเป็นความพยายามถ่ายทอดบางสิ่ง ไม่ว่าจะเป็นโลกภายนอกหรือโลกภายในความนึกคิด การเขียนรูปได้รับการพัฒนาโดยหลากหลายสำนัก เหมือนจริงบ้าง เหนือจริงบ้าง วิพากษ์ความจริงบ้าง แต่จิตรกรส่วนใหญ่จะเริ่มฝึกฝนแบบเดียวกัน เช่น เริ่มจากการวาด รู้จักองค์ประกอบ สี แม่สี การผสมสี ฯลฯ แม้แต่จิตรกรอย่างแวน โก๊ะ ที่เรียนด้วยตัวเอง ไม่ได้เข้าโรงเรียนศิลปะหรือมีศิลปินคนใดเป็นผู้สอนอย่างจริงจัง เมื่อเริ่มการฝึกฝนด้วยตัวเองก็อาศัยตำราเกี่ยวกับการวาดเขียน รู้จักมุมมองและสีเช่นเดียวกับจิตรกรตามขนบ เพียงแต่เขาต้องการใช้เครื่องมือเหล่านี้แบบที่เป็นตัวของตัวเอง ไม่เหมือนของใครอื่น

ฉันใดก็ฉันนั้น มานุษยวิทยาก็มีองค์ความรู้ มีวิธีคิด และเครื่องมือพื้นฐานเช่นกัน ซึ่งทั้งผู้เขียนและดิฉัน รวมถึงนักเรียนมานุษยวิทยาต้องผ่านบันไดขั้นแรกนี้ และหนังสือเล่มนี้ก็พยายามเล่าให้ฟังว่ามีอะไรบ้าง

 

เนื่องจากปัจจุบันดิฉันออกจะสนใจการเขียนรูปพอๆ กับหรือมากกว่ามานุษยวิทยา จึงขอเปรียบเทียบมานุษยวิทยากับการเขียนรูป ทั้งสองเป็นความพยายามถ่ายทอดบางสิ่ง ไม่ว่าจะเป็นโลกภายนอกหรือโลกภายในความนึกคิด การเขียนรูปได้รับการพัฒนาโดยหลากหลายสำนัก เหมือนจริงบ้าง เหนือจริงบ้าง วิพากษ์ความจริงบ้าง แต่จิตรกรส่วนใหญ่จะเริ่มฝึกฝนแบบเดียวกัน ฉันใดก็ฉันนั้น มานุษยวิทยาก็มีองค์ความรู้ มีวิธีคิด และเครื่องมือพื้นฐานเช่นกัน ซึ่งทั้งผู้เขียนและดิฉัน รวมถึงนักเรียนมานุษยวิทยาต้องผ่านบันไดขั้นแรกนี้ และหนังสือเล่มนี้ก็พยายามเล่าให้ฟังว่ามีอะไรบ้าง

 

สำเนียงและอารมณ์ของหนังสือ

ดิฉันสนใจสิ่งที่ดิฉันเรียกว่าสำเนียงหรืออารมณ์ของหนังสือด้วย ผู้เขียนไม่ได้เขียนแบบเทศนาสั่งสอน หรือเพื่อประกาศว่าข้อค้นพบอะไร พวกเขาเขียนแบบสบายๆ เหมือนมีคนมาพูดให้เราฟังว่าเขาทำงานอะไรมาบ้าง เห็นว่าอะไรสำคัญบ้าง เป็นการเชิญชวนให้ผู้อื่นรู้จักการทำงานของพวกเขา แต่ขณะเดียวกัน ดิฉันก็รู้สึกว่าพวกเขาเขียนด้วยความมั่นใจในสิ่งที่นำเสนอ พวกเขาบอกในบทนำว่าทั้งสองเป็นครูสอนวิชามานุษยวิทยามาหลายปี พยายามจะหาวิธีแนะนำนักศึกษาที่เพิ่งเริ่มเรียนให้รู้จักวิชานี้เสมอ พวกเขาเขียนด้วยความพึงพอใจในองค์ความรู้มานุษยวิทยาของตน ไม่กังวลที่จะตัดทอนรายละเอียดหรือความซับซ้อนออกไปเพื่อก่อบันไดขั้นแรกให้แข็งแรงพอสมควรก่อนจะก้าวสูงขึ้นไป และเมื่อมองจากที่สูง ผู้เรียนก็จะสามารถมองเห็นความไม่สมบูรณ์ของบันไดขั้นนี้และวิพากษ์วิจารณ์ เสนอสิ่งที่แตกต่างออกไปหรือเหนือกว่าได้

กระนั้นวงการมานุษยวิทยาก็ผ่านวิกฤตการวิพากษ์ตัวเองมาอย่างดุเดือด จนมีนักมานุษยวิทยาที่โด่งดังคนหนึ่งคือคลิฟฟอร์ด เกียร์ตซ์ (Clifford Geertz) บอกว่า คงไม่มีวิชาไหนที่จะมีวิกฤตศรัทธาในอัตลักษณ์ของตัวเองเท่ากับมานุษยวิทยา

ดังนั้นจะเห็นได้ว่าหนังสือมานุษยวิทยายุคใหม่มีอารมณ์ต่างออกไปมาก เต็มไปด้วยคำถาม ความฉงนสนเท่ห์ และความอึดอัดขัดข้อง หนังสือที่เพิ่งตีพิมพ์ในปี 2019 เล่มหนึ่ง ชื่อ ‘A Possible Anthropology: Methods for Uneasy Times’ เริ่มต้นด้วยเรื่องเล่าที่แสดงถึงความเสื่อมศรัทธาทั้งในวิชามานุษยวิทยาและความเป็นมนุษย์ ด้วยเหตุการณ์ที่นักมานุษยวิทยาหญิงคนหนึ่งออกปากว่า ‘นี่ฉันควรจะเป็นอาจารย์มานุษยวิทยาต่อไป หรือเลิกไปทำอย่างอื่นดีกว่า’ เพราะขณะที่พร่ำสอนให้ผู้อื่นไตร่ตรองว่าเรามีอคติอะไร อาจารย์หญิงผิวสีในคณะของเธอยังถูกเลือกปฏิบัติ ไม่ได้รับความเป็นธรรม นอกจากนั้น มานุษยวิทยายังเน้นการศึกษามนุษย์ซึ่งเป็นผู้มีสติปัญญา เป็นผู้กำหนดและจรรโลงคุณค่าของทุกสิ่ง แต่ในปัจจุบันภาพของมนุษย์คือภาพของผู้ทำลายสิ่งแวดล้อม และในที่สุดก็คงจะทำลายตัวเอง เราจะยังศึกษามนุษย์โดยให้มนุษย์เป็นพระเอกอยู่ร่ำไปหรือ หรือควรจะให้สรรพสิ่งอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นธรรมชาติหรือวัตถุสิ่งของได้เป็นพระเอกบ้าง

 

จะบอกอย่างไรว่าอะไรคือมานุษยวิทยา

ในการสนทนามีผู้ถามว่า นักมานุษยวิทยาจะอธิบายว่ามานุษยวิทยาคืออะไรได้อย่างไร และระหว่างที่นักมานุษยวิทยาแนวหน้าร่วมสมัยยังดีเบตกันอย่างลึกซึ้งนั้น นักมานุษยวิทยาตกยุคอย่างดิฉันขอเสนอไปพลางๆ ว่า มนุษย์มีหลายสิ่งหลายอย่างเหมือนกัน เรารัก เราหวัง เราเกลียด เรากลัว เราอยู่ตัวคนเดียวไม่ได้ แต่การอยู่กับคนอื่นก็มักจะสร้างปัญหา ในแต่ละชุมชนแต่ละสังคมนั้น มนุษย์สร้างแบบแผนการมีชีวิตอยู่ เพื่อแสดงออกซึ่งความเป็นมนุษย์ หรืออยู่กับความเป็นมนุษย์เหล่านี้ นักมานุษยวิทยาศึกษาแบบแผนที่แตกต่างกันนี้เพื่อความเข้าใจ ไม่ใช่การตัดสิน และท้ายที่สุดก็ด้วยความหวังว่าเมื่อเข้าใจแล้วจะเข้าใจแบบแผนที่เรามีดีขึ้นด้วย

แต่ผู้อ่านก็ไม่ควรเชื่อดิฉัน มานุษยวิทยาไม่ค่อยให้คำตอบหรอก แต่ให้ทุกคนหาคำตอบด้วยตัวเอง และการหาคำตอบใดจะดีไปกว่าการอ่านหนังสือ ถ้าอ่านแล้วคำตอบยังไม่ชัดเจนก็ขอเชิญชวนให้อ่านหนังสือของโมนาแฮนและจัสต์ฉบับภาษาไทย ที่คุณวิภาส ปรัชญาภรณ์ แปลไว้ด้วยสำนวนที่อ่านลื่นไหล ควงศัพท์เก๋ๆ หลายคำ และได้อารมณ์ ได้ภาพของมนุษย์ที่มีชีวิตชีวาไม่แพ้ต้นฉบับภาษาอังกฤษเลยทีเดียว

 

มนุษย์มีหลายสิ่งหลายอย่างเหมือนกัน เรารัก เราหวัง เราเกลียด เรากลัว เราอยู่ตัวคนเดียวไม่ได้ แต่การอยู่กับคนอื่นก็มักจะสร้างปัญหา ในแต่ละชุมชนแต่ละสังคมนั้น มนุษย์สร้างแบบแผนการมีชีวิตอยู่ เพื่อแสดงออกซึ่งความเป็นมนุษย์ หรืออยู่กับความเป็นมนุษย์เหล่านี้ นักมานุษยวิทยาศึกษาแบบแผนที่แตกต่างกันนี้เพื่อความเข้าใจ ไม่ใช่การตัดสิน และท้ายที่สุดก็ด้วยความหวังว่าเมื่อเข้าใจแล้วจะเข้าใจแบบแผนที่เรามีดีขึ้นด้วย

 

มานุษยวิทยา: ความรู้ฉบับพกพา

(Social and Cultural Anthropology: A Very Short Introduction)

Peter Just และ John Monaghan เขียน

วิภาส ปรัชญาภรณ์ แปล

272 หน้า

อ่านรายละเอียดหนังสือและสั่งซื้อได้ที่นี่

 

รับชมงานเสวนาย้อนหลังได้ที่นี่