รวม misc – อยู่เองได้ โตเองเป็น เลี้ยงลูกแบบเอาใจใส่

 

ทำไมต้องอ่าน อยู่เองได้ โตเองเป็น

ไม่มีพ่อ แม่ หรือครูคนใดจะดูแลเด็กๆ ได้ตลอดไป การบ่มเพาะต้นกล้าในวันนี้ให้เติบโตเป็นไม้ใหญ่ที่แข็งแรง “อยู่เองได้” ในโลกที่เปลี่ยนแปลงไปทุกวินาที และ “โตเองเป็น” มีความมั่นใจในตนเอง สร้างประโยชน์ให้ผู้อื่น และมีความสุข จึงสำคัญอย่างยิ่ง

ความสามารถในการจัดการตนเอง ยืดหยุ่นต่อความผันผวนในชีวิต แก้ไขปัญหาที่ต้องเผชิญได้ และพึ่งพาตนเองได้อย่างเต็มที่ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับฐานะทางเศรษฐกิจหรือความสามารถทางวิชาการของเด็กๆ แต่อย่างใด ทว่าขึ้นอยู่กับการปลูกฝังและฝึกฝนให้เด็กๆ มีกรอบความคิดแบบเติบโต มีวินัยโดยไม่ทำร้ายตนเอง ตระหนักได้ว่าเมื่อไรต้องขอความช่วยเหลือ และเยือกเย็นเมื่อเผชิญปัญหา ด้วยความมั่นใจเต็มเปี่ยมว่าพวกเขาจะจัดการปัญหานั้นได้ในที่สุด

แล้วใครกันจะบ่มเพาะทักษะเหล่านี้ หากไม่ใช่ผู้ใหญ่ที่อยู่ใกล้ตัวเด็กๆ ด้วยวิธีที่ถูกต้องและเป็นมิตร

อยู่เองได้ โตเองเป็น: เลี้ยงลูกให้เขียนชีวิตด้วยมือตัวเอง เขียนโดยพ่อผู้ห่วงใย และผู้ใหญ่ผู้ปรารถนาดีที่มีประสบการณ์ช่วยเหลือเด็กๆ มากมาย เพื่อปลุกปลอบและแนะแนวทางพ่อแม่ให้สามารถปล่อยมือจากลูกได้อย่างมั่นใจ เฝ้าดูพัฒนาการของลูกอย่างมั่นคง ให้ความช่วยเหลืออย่างที่ลูกเต็มใจรับ และประคับประคองลูกให้ก้าวเดินต่อไปได้ด้วยตนเองโดยไม่เข้าไปชักนำ ด้วยองค์ความรู้ประสาทวิทยาศาสตร์ การบำบัดพฤติกรรม และกรณีตัวอย่างเด็กและวัยรุ่นที่ครอบคลุมบริบทหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นเด็กคงแก่เรียน ช่างจินตนาการ เด็กที่มีพลังงานเต็มเปี่ยม หรือเด็กที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้

The Self-Driven Child ฉบับภาษาอังกฤษ

 

สองนักเขียน สองสาขาความถนัด หนึ่งจุดมุ่งหมายเดียวกัน

บิล สติกซ์รัด นักประสาทวิทยาศาสตร์ และ เน็ด จอห์นสัน ที่ปรึกษาด้านการศึกษา สองผู้เขียน อยู่เองได้ โตเองเป็น ถึงจะอยู่คนละสาขาความถนัด แต่ทั้งคู่มีจุดมุ่งหมายเดียวกันที่ต้องการช่วยเหลือเด็กๆ สติกซ์รัดช่วยเหลือเด็กๆ ในด้านการพัฒนาสมอง ส่วนจอห์นสันช่วยพัฒนาความสามารถในการเรียนรู้ของเด็กๆ

เน็ด จอห์นสัน และ บิล สติกซ์รัด, จาก stixrud.com

และทั้งคู่ก็เริ่มต้นจากคำถามเดียวกัน

นั่นคือจะช่วยให้เด็กๆ มีความสามารถในการกำกับดูแลตนเอง (sense of control) ได้อย่างไร และจะช่วยให้เด็กๆ ค้นพบแรงจูงใจในตนเองและดึงศักยภาพมาใช้อย่างเต็มที่ได้อย่างไร

เพราะความสามารถในการกำกับดูแลสำคัญยิ่งกับชีวิตของเด็กๆ

การที่เด็กๆ รู้สึกว่าตนไม่สามารถกำกับดูแลตนเองได้นั้นจะก่อให้เกิดความเครียดอย่างยิ่ง และความเครียดนั้นมีผลต่อเนื่องไปถึงหลายอย่าง

ทั้งคู่พบว่าความสามารถในการกำกับดูแลตนเองสัมพันธ์กับทุกอย่าง ทั้งด้านสุขภาพกาย สุขภาพใจ ความสำเร็จในการศึกษา และความสุข หากเด็กๆ มีความสามารถในการกำกับดูแลตนเอง แม้จะอยู่ในโลกที่ผันผวนและแข่งขันกันรุนแรงยิ่ง แต่ก็จะผ่านพ้นไปได้อย่างยั่งยืน

 

Sense of Control สอนลูกให้กำกับดูแลตนเอง

หากจะขยายความความสามารถในการกำกับดูแลตนเองให้ชัดเจนยิ่งขึ้น แนวคิดนี้ให้ความสำคัญกับความเชื่อมั่นในศักยภาพของตน เชื่อว่าตนจะใช้มันก้าวผ่านสถานการณ์เลวร้ายและความผันผวนโดยทั่วไปในชีวิตได้ ซึ่ง “ความรู้สึกว่าตนกำกับสถานการณ์ได้” สำคัญยิ่งกว่าความสามารถในการควบคุมสถานการณ์จริงๆ

สติกซ์รัดและจอห์นสันกล่าวว่า “ในการศึกษาความเครียดของหนู พบว่าหากให้หนูวิ่งในกงล้อที่เมื่อหมุนแล้วหนูจะไม่ถูกช็อตไฟฟ้า หนูจะวิ่งในกงล้อนั้นอย่างมีความสุข แต่เมื่อนำกงล้อออกไป หนูจะเครียดจัด และหากนำกงล้อกลับเข้าไปในกรง ระดับความเครียดของหนูจะลดลงมากแม้ว่ากงล้อจะไม่ได้เชื่อมต่อกับเครื่องปล่อยกระแสไฟฟ้าแล้วก็ตาม ในมนุษย์ก็เช่นกัน … หากคุณมั่นใจว่าเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ได้ ความเครียดก็จะลดลง”

ความเครียดเป็นศัตรูตัวฉกาจของการพัฒนาศักยภาพมนุษย์ เพราะความเครียดกระตุ้นให้มนุษย์ตอบสนองต่อสิ่งที่ตนคิดว่าเป็นภัยคุกคามอย่างทันทีทันใด จึงขาดโอกาสใช้วิจารณญาณและบ่มเพาะความคิดสร้างสรรค์ การสร้างเสริมความรู้สึกว่า “ฉันจัดการสถานการณ์นี้ได้” ที่บรรเทาความเครียดได้ชะงัด จึงเป็นทางลัดสู่การเติบโตอย่างมั่นใจ และพึ่งพาตนเองได้ของเด็ก

และหนทางที่รวดเร็วที่สุดในการปลูกฝังให้ลูกเชื่อว่าพวกเขากำกับสถานการณ์อันรวนเรในชีวิตได้ คือการเปิดโอกาสให้ลูกตัดสินใจในทุกประเด็นสำคัญของชีวิต ลองผิดลองถูก และรับผิดชอบผลการตัดสินใจของตน โดยมีพ่อแม่เป็น “ที่ปรึกษา” ผู้ให้ข้อมูลประกอบการตัดสินใจ ไม่ใช่ผู้บังคับบัญชา

ระหว่างที่เป็นที่ปรึกษานั้น พ่อแม่เสนอความช่วยเหลือให้ลูกได้ และให้ความช่วยเหลือที่ลูกเต็มใจรับ ตลอดจนทำให้บ้านเป็นพื้นที่ปลอดภัย ไม่ปิดบังปัญหาจากลูก ไม่ตัดสินลูกจากการลองผิดลองถูกของพวกเขา ทั้งหมดนี้จะทำให้ลูกกล้าหาญ เชื่อมั่นในความสามารถของตน และพร้อมผจญโลกกว้าง

เหมือนอย่างที่พอล ทัฟ ผู้เขียน เลี้ยงให้รุ่ง และ ปั้นให้รุ่ง กล่าวว่า

“บางครั้ง สิ่งที่เป็นประโยชน์ที่สุดที่เราทำได้ในฐานะพ่อแม่ คือการดูแลลูกให้น้อยลง” แม้การปล่อยมือจากลูกจะเป็นสิ่งที่ทำได้ยากที่สุดในฐานะพ่อแม่ก็ตามที

การบ้านและการเลี้ยงลูกแบบเอาใจใส่

คนมักเข้าใจว่าการเลี้ยงลูกมีอยู่สองแบบ ได้แก่ การเลี้ยงลูกแบบควบคุมและการเลี้ยงลูกแบบตามใจ พ่อแม่ที่เลี้ยงลูกแบบควบคุมจะอยากให้ลูกเชื่อฟัง พ่อแม่ที่เลี้ยงแบบตามใจจะยึดความสุขของลูกเป็นหลัก และพยายามหาทางให้ลูกมีความสุข

แต่ยังมีการเลี้ยงลูกอีกแบบหนึ่งที่ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการเด็กชี้ชวนให้พ่อแม่หันมาเมียงมองด้วย นั่นคือ การเลี้ยงดูแบบเอาใจใส่ ซึ่งหมายถึงการที่พ่อแม่คอยสนับสนุนลูกแต่ไม่ควบคุม พ่อแม่ที่เลี้ยงลูกแบบเอาใจใส่จะอยากให้ลูกร่วมมือกับตน เพราะรักและให้เกียรติลูก และอยากให้ลูกได้เรียนรู้จากประสบการณ์ตรงของตัวลูกเอง

งานวิจัยในช่วง 60 ปีที่ผ่านมายืนยันว่าการเลี้ยงดูแบบเอาใจใส่ให้ผลดีที่สุด

เป็นวิธีเลี้ยงดูแบบที่ส่งสารไปถึงลูกว่า “ฉันจะช่วยลูกทุกทางให้ลูกประสบความสำเร็จ แต่จะไม่บังคับให้ลูกทำแค่เพราะฉันอยากให้ทำ”

พ่อแม่ที่เลี้ยงลูกแบบเอาใจใส่ไม่ได้ปล่อยให้ลูกมีอำนาจเบ็ดเสร็จ แต่จะกำหนดขอบเขตและแสดงความเห็นที่ต่างออกไปหากไม่เห็นด้วยกับลูก และจะไม่ครอบงำลูก

ยกตัวอย่างเรื่องการบ้าน หนึ่งในปัญหาหนักใจของพ่อแม่หลายคน บางบ้านเมื่อตกเย็นลูกอาจเถลไถลไม่ยอมทำการบ้านสักที กว่าจะรู้ตัวอีกทีทั้งบ้านก็ลุกเป็นไฟ

 

ภาพจาก freepik.com

 

หนังสือเล่มนี้แนะนำว่าแทนที่พ่อแม่จะถามลูกว่า “คืนนี้มีการบ้านไหม” ให้เปลี่ยนมาถามว่า “คืนนี้มีอะไรให้ช่วยไหม แม่ถามเผื่อไว้ จะได้วางแผนช่วงเย็นได้”

ให้พูดกับลูกชัดเจนว่าคุณเต็มใจจะช่วยในส่วนที่ช่วยได้ จะปลีกเวลามาหากลูกต้องการ และอาจเสริมด้วยว่า

“พ่อกับแม่ไม่อยากทำเหมือนการบังคับให้ลูกทำการบ้านเป็นงานของพวกเรา เพราะมันมีแต่จะทำร้ายลูก”

และอย่าลืมว่า ครูอาจสอนได้ ครูฝึกอาจฝึกได้ ครูแนะแนวอาจจัดแผนการเรียนการสอนเพื่อให้สำเร็จการศึกษาได้ แต่มีสิ่งเดียวที่พ่อแม่เท่านั้นที่ทำได้ คือการรักลูกโดยไม่มีเงื่อนไข และทำให้บ้านเป็นสถานที่ปลอดภัย

บ้านควรเป็นที่หลบภัยให้เด็กได้พักผ่อนและฟื้นฟู เมื่อเด็กรู้สึกว่าได้รับความรักอย่างเต็มเปี่ยม แม้ในยามที่มีปัญหา พวกเขาจะสร้างความยืดหยุ่นทางจิตใจได้ ฉะนั้นแทนที่จะพร่ำบ่น ทะเลาะ หรือจ้ำจี้จ้ำไช ขอแนะนำให้ท่องคาถาหนึ่งแทนว่า

“พ่อแม่รักลูกเกินกว่าจะมาทะเลาะกับลูกเรื่องการบ้าน”

 

อยู่เองได้ โตเองเป็น: เลี้ยงลูกให้เขียนชีวิตด้วยมือตัวเอง

The Self-Driven Child: The Science and Sense of Giving Your Kids More Control over Their Lives

William Stixrud และ Ned Johnson เขียน

ศิริกมล ตาน้อย แปล

ยุทธภูมิ ปันฟอง ออกแบบปก

อ่านรายละเอียดหนังสือและสั่งซื้อได้ที่นี่