เคล็ดลับสอนลูกให้รู้จักความหลากหลาย ฉบับซัมมิต

เรื่อง: ชลิดา หนูหล้า

 

ใครๆ ก็พูดถึงสังคมพหุวัฒนธรรม ใครๆ ก็บอกว่าผู้ใหญ่ในวันหน้าต้องเข้าใจความหลากหลายและเป็นพลเมืองโลก แต่เด็กๆ ในวันนี้ได้รับการปลูกฝังให้ยอมรับความแตกต่างมากน้อยเพียงใด ไม่ว่าจะเป็นความแตกต่างทางเชื้อชาติ ศาสนา หรือวัฒนธรรม จะฝากความหวังที่โรงเรียนของพวกเขาได้ไหม และจะดีกว่าหรือไม่ หากร่วมพัฒนาทักษะนั้นได้จากที่บ้าน เพื่อสร้างสังคมที่เด็ก ทุกคน จะเติบโตได้อย่างปลอดภัย เคารพผู้อื่น และภูมิใจในตัวเอง

ไดแอน ทาเวนเนอร์ นักการศึกษาผู้ก่อตั้งซัมมิต เครือโรงเรียนชื่อก้องในสหรัฐอเมริกา ผู้เขียน Prepared: เปิดนวัตกรรม ‘ซัมมิต’ โรงเรียนเตรียมคน พร้อมสู้อนาคต ไม่เพียงประสบความสำเร็จในการผลักดันเด็กๆ กว่าร้อยละ 99 ให้เข้ามหาวิทยาลัย และสำเร็จการศึกษามากกว่าค่าเฉลี่ยประเทศถึงสองเท่า แต่ยังประสบความสำเร็จในการบ่มเพาะพวกเขาให้ประสานความร่วมมือและรักษาความสัมพันธ์กับเพื่อนผู้แตกต่างจากตนเองอย่างสุดขั้ว นอกจากนี้ ไดแอนยังเป็นแม่ผู้เลี้ยงดูลูกชายจนเติบใหญ่และเปี่ยมฝัน เธอจึงเลือกแบ่งปันแนวทางเลี้ยงดูลูกผ่านเว็บไซต์ preparedforsuccess.org ร่วมกับบุคลากรซัมมิตผู้ปรารถนาดี เพื่อเตรียมเด็กๆ ให้ ‘พร้อม’ อาศัยในโลกที่ผันผวน เต็มไปด้วยปริศนา และอุดมความหลากหลาย

 

เคล็ดลับสอนลูกให้รู้จักความหลากหลาย ฉบับซัมมิต

 

ไดแอนเริ่มถ่ายทอดเคล็ดลับเลี้ยงดูลูกให้เข้าใจและโอบรับความหลากหลายหลังการทำร้ายจอร์จ ฟลอยด์ (George Floyd) ชายผิวดำ จนถึงแก่ชีวิตในเดือนพฤษภาคมปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นผลพวงของแนวคิดเชื้อชาตินิยม (racism) อันเป็นปัญหาเรื้อรังในสหรัฐอเมริกา (และปัจจุบันความเกลียดชังดังกล่าวก็ทวีความรุนแรงต่อชาวเอเชีย) แต่ก็ใช่ว่าพ่อแม่ชาวไทยจะไม่สามารถปรับใช้แนวทางเหล่านี้ในการเลี้ยงดูบุตรหลานได้ เพราะทุกสังคมย่อมมีอคติที่แฝงเร้นและการเลือกปฏิบัติต่อผู้ที่แตกต่างจากตนเองไม่ว่าจะโดยเจตนาหรือไม่ก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นอคติต่อศาสนา ต่อสัญชาติและเชื้อชาติ ต่อรสนิยม หรือต่อเพศสภาพ

ในโลกอันไร้พรมแดนนี้ ไม่มีใครรับประกันได้ว่าเมื่อลูกๆ เติบใหญ่ พวกเขาจะไม่พบพานความหลากหลายในชีวิตประจำวัน ไม่เป็นเหยื่อของผู้มีอคติ หรือไม่เป็นผู้ขาดขันติธรรมเสียเอง ยิ่งพวกเขารู้ว่า “ความแตกต่างไม่ใช่ความผิด” เร็วเท่าไรก็ยิ่งดี อย่างที่ไดแอนย้ำว่ากระทั่งพ่อแม่เองก็ต้องใช้เวลานานเหลือเกินกว่าจะพัฒนาความเข้าใจของตนและโอบรับความหลากหลายไดเ หากไม่บ่มเพาะเด็กๆ ตั้งแต่วันนี้ก็อาจสายเกินแก้

 

 

ความจริงเกี่ยวกับอคติ

สถิติหนึ่งที่ทั้งเจ็บปวดและน่าสนใจเกี่ยวกับอคติ ไม่ว่าจะเป็นอคติต่อเชื้อชาติ ศาสนา หรือเพศ คือมีคนเพียงหยิบมือเท่านั้นที่ตระหนักถึงอคติที่ตนมี และยิ่งน้อยที่จะเริ่มต้นบทสนทนาว่าด้วยอคติเพื่อส่งเสริมความเข้าใจของลูก ดังที่ไดแอนชี้ว่า เพียงร้อยละ 10 ของพ่อแม่เท่านั้นที่อธิบายความหลากหลายทางเชื้อชาติในสหรัฐอเมริกาให้ลูกฟัง และหากรวบรวมสถิติจากพ่อแม่ผิวขาวเท่านั้นก็จะมีเพียงร้อยละ 6 ยิ่งกว่านั้น เด็กๆ ผู้อพยพอายุเพียง 6 ขวบก็เริ่มเชื่อว่าเพื่อนๆ ผิวขาวนั้นเหนือกว่าพวกเขาแล้ว!

กรณีเช่นนี้อาจไม่ชัดเจนนักในสังคมไทย แต่หากทบทวนสักครู่ว่าพ่อแม่ ครู และผู้ใหญ่ในวันวานเคยส่งเสริมความเข้าใจเกี่ยวกับความหลากหลายทางเชื้อชาติของพวกเราไหม ก็อาจตอบได้ทันทีว่าไม่ พ่อแม่ในวันนี้ต่างคุ้นเคยกับสำนวน “กาคาบพริก” หรือ “เจ๊กตื่นไฟ” การหัวเราะเยาะสำเนียงถิ่น อคติต่อกลุ่มชาติพันธุ์ และสื่อที่บ่มเพาะอคติทางเพศโดยไม่มีใครระแวดระวัง ฉะนั้น เพื่อไม่ให้เข้าตำราแม่ปูสอนลูกปู ก่อนเริ่มต้นสอนลูกๆ พวกเราก็ควรจะสำรวจอคติในตนเองก่อน

“นี่อาจจะฟังแล้วเจ็บปวดสักหน่อย” ไดแอนกล่าว “โดยเฉพาะหากคุณเป็นมิตรผู้บริสุทธิ์ใจของเพื่อนๆ ผู้แตกต่างหลากหลาย แต่กระทั่งคุณเองก็อาจสั่งสมอคติบางอย่างโดยไม่รู้ตัว”

 

มาทดสอบกันสักนิด!

– คุณคิดว่าอคติต่อเชื้อชาติ สีผิว และการเลือกปฏิบัติเป็นเพียงโศกนาฏกรรมในอดีตหรือเปล่า อาจเป็นความจริงที่การเลือกปฏิบัติเคยรุนแรงและโจ่งแจ้งกว่านี้ แต่ไม่ได้หมายความว่ามีความเสมอภาคที่แท้จริงในปัจจุบัน หลายคนยังถูกกีดกันจากอาชีพในฝันด้วยเชื้อชาติและเพศสภาพ ถูกเหมารวม และดูแคลน ด้วยวัฒนธรรมหรือการแต่งกาย

เอริน วิงก์เลอร์ (Erin Winkler) จากมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน-มิลวอกี (University of Wisconsin-Milwaukee) ให้เหตุผลที่น่าสนใจว่า “หากพวกเราบอกเด็กๆ ว่าการเลือกปฏิบัติและอคติต่อเชื้อชาติเป็นเพียงเหตุการณ์ในอดีต เด็กๆ ก็จะคิดว่าการเลือกปฏิบัติที่พวกเขาเห็นในปัจจุบันนั้นได้รับการแก้ไขแล้ว ชอบธรรมแล้ว” ด้วยเหตุนี้ พ่อแม่จึงต้องเป็นน้ำครึ่งแก้ว หมั่นติดตามข่าวสาร ทบทวนความเข้าใจของตนเอง และเรียนรู้อย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างสังคมที่ดีกว่าไปพร้อมกับลูกๆ

– สำรวจทางเลือกและการตัดสินใจในชีวิตของคุณ คุณเลือกจะอาศัยในย่านใด โรงเรียนและกิจกรรมใดที่คุณเลือกให้ลูก กิจกรรมใดที่คุณเลือกเข้าร่วม คุณเข้าชื่อในการรณรงค์หรือการเรียกร้องใด และอะไรคือเหตุผลของการตัดสินใจนั้น มีอคติและการเหมารวมแฝงอยู่หรือไม่

– ปฏิกิริยาและความเห็นของคุณต่อข่าวต่างๆ เป็นอย่างไร หนังสือเล่มใดที่คุณเลือกอ่านและอ่านแล้วรู้สึกอย่างไร เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น เพื่อนและเพื่อนบ้านของคุณมีความหลากหลายหรือไม่ ไดแอนย้ำอีกด้วยว่า การเลือกคบเพื่อนของลูกๆ ในอนาคต ตลอดจนความหลากหลายในวงสังคมของพวกเขาจะได้รับอิทธิพลอย่างสูงจากวงสังคมของพ่อแม่ที่พวกเขาเคยเห็น

 

หากพวกเราบอกเด็กๆ ว่าการเลือกปฏิบัติและอคติต่อเชื้อชาติเป็นเพียงเหตุการณ์ในอดีต เด็กๆ ก็จะคิดว่าการเลือกปฏิบัติที่พวกเขาเห็นในปัจจุบันนั้นได้รับการแก้ไขแล้ว ชอบธรรมแล้ว

 

อีกหนึ่งความจริงเกี่ยวกับอคติและการเลือกปฏิบัติคือ เด็กๆ ซึมซับสองสิ่งนี้ได้รวดเร็วกว่าที่ใครๆ คิด คือเมื่อพวกเขามีอายุเพียง 3 เดือนเท่านั้น! โดยเด็กๆ จะเริ่มแสดงความชอบพอใบหน้าของผู้ที่มีเชื้อชาติเดียวกัน และเมื่อมีอายุ 2-4 ขวบ พวกเขาก็จะเริ่มซึมซับอคติต่อเชื้อชาติจากผู้ใหญ่ รวมถึงจากสื่อต่างๆ ที่ผ่านหูผ่านตา จากนั้น ความเชื่อดังกล่าวจะค่อยๆ เติบโต และอยู่ตัวเมื่อพวกเขามีอายุ 12 ปี ไม่ว่าจะเป็นการดูแคลนกลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศ อคติต่อเพื่อนผิวดำที่อีกฟากหนึ่งของโลก การเหยียดหยามแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้าน ตลอดจนสีผิวและรูปลักษณ์ของเพื่อนๆ ในชั้นเรียน

ฉะนั้น ย้ำอีกครั้ง อย่ารอจนสายเกินไป ยิ่งสอนเร็วเท่าไรยิ่งดี

 

 

กลเม็ดเรียนรู้ความหลากหลายผ่านกิจกรรมในครอบครัว

ข่าวดีคือแม้อคติและการเลือกปฏิบัติจะเป็นประเด็นละเอียดอ่อน ทั้งยังชวนกระอักกระอ่วนจนยากจะอธิบายให้ลูกๆ ฟัง ก็ยังมีสารพัดกลเม็ดที่ไดแอนแบ่งปันในเว็บไซต์ของเธอเพื่อสร้างสังคมที่เด็กๆ ทุกคนจะเติบโตอย่างเปี่ยมสุข ผ่านการเปลี่ยนแปลงง่ายๆ ที่เริ่มต้นได้ในครอบครัว ได้แก่

 

จงระวังถ้อยคำของเด็กๆ

เมื่อไรก็ตามที่เด็กๆ ใช้ถ้อยคำไม่เหมาะสม เพิกเฉยต่ออคติหรือการเลือกปฏิบัติทั้งโดยเจตนาและไม่เจตนา อย่างแรกที่พ่อแม่ต้องทำคือตรวจสอบตนเอง ลูกได้ยินคำนี้จากปากพ่อแม่หรือเปล่า หรือจากรายการโทรทัศน์ที่พ่อแม่ชื่นชอบ จากบทสนทนาของผู้ใหญ่ หรือซึมซับพฤติกรรมนี้จากกิจกรรมใด หากคิดไม่ตกก็ควรถามพวกเขาอย่างตรงไปตรงมาว่าได้ยินคำนี้จากไหน และทำไมจึงพูดเช่นนั้น ก่อนจะช่วยเลือกคำที่ดีกว่าให้เด็กๆ ใช้ หรือเร่งแก้ไขความเข้าใจของลูก

หากเด็กๆ แสดงความคิดเห็นอย่างมีอคติหรือเหมารวม อย่ารอช้าที่จะพิสูจน์ว่าการเหมารวมนั้นไม่เป็นความจริง พวกเขาต้องได้เรียนรู้ว่าความแตกต่างไม่ใช่ความผิด และพวกเขาจะไม่ได้เรียนรู้เลยหากพ่อแม่ไม่เคยสื่อสารเช่นนั้น เมื่อไรก็ตามที่เด็กๆ ตำหนิสีผม การแต่งกาย หรือภาษาที่ผู้อื่นใช้ซึ่งแตกต่างจากพวกเขา พ่อแม่ควรชี้ให้ลูกเห็นแง่มุมที่งดงามของความหลากหลาย “สงสัยจังว่าเธอซื้อกระโปรงสวยๆ ตัวนั้นจากไหน สีสวยและเนื้อผ้าก็ดีด้วย จริงไหมลูก” หรือ “ลูกรู้ไหมว่าทำไมพวกเรามีสีผิวไม่เหมือนกัน หรือเพื่อนของลูกคนหนึ่งผมตรง อีกคนหนึ่งมีผมหยักศก” นอกจากเด็กๆ จะไม่ทำร้ายใครโดยไม่ตั้งใจแล้ว ยังได้เพิ่มพูนองค์ความรู้ด้วย ยิงปืนนัดเดียวได้นกหลายตัวเชียวล่ะ

 

“เพราะ นั่น ไม่ยุติธรรมน่ะสิ”

บางครั้ง การบอกเล่าเรื่องราวอันสาหัสอย่างผลพวงของอคติหรือประวัติศาสตร์บาดแผลให้เด็กๆ ฟังก็ยากจะราบรื่น พ่อแม่ส่วนใหญ่ไม่รู้ว่าต้องลดทอนรายละเอียดมากเท่าไรจึงจะไม่มากเกินไป และน้อยเท่าไรจึงจะไม่ก่อความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน เอริน วิงก์เลอร์ อธิบายในบทความ Here’s How to Raise Race-Conscious Children ว่า เด็กเล็กๆ ทุกคนมีสันชาตญาณความยุติธรรมและพร้อมจะปรับใช้มโนทัศน์นั้นในหลายสถานการณ์ (พวกเขารู้ทันทีเมื่อถูกผู้ใหญ่ปฏิบัติด้วยแตกต่างกัน) และด้วยเหตุนั้น ความอยุติธรรมจึงเป็นสิ่งที่เด็กๆ  ไม่อาจยอมรับ แทนที่จะกลัดกลุ้มกับการลดทอนรายละเอียดของเหตุการณ์ หากพ่อแม่เน้นอธิบายว่าอคติและการเลือกปฏิบัตินั้นไม่ยุติธรรมและสร้างความเจ็บปวดได้อย่างไร เด็กๆ ก็จะเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็ว

ทว่าหากจนแล้วจนรอดก็ไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นบทสนทนาดังกล่าวอย่างไรดี การอ่านหนังสือกับลูกก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง (ยิ่งพวกเขาเลือกหนังสือเองยิ่งดี) หรือจะชมภาพยนตร์ก็ได้ เลือกเรื่องที่แสดงความหลากหลายทางเพศ เชื้อชาติ หรือวัฒนธรรม หรือมีเนื้อหาว่าด้วยความไม่ยุติธรรม การเรียนรู้ด้วยเรื่องเล่าจะช่วยให้ลูกมีสมาธิ จดจำข้อมูลได้ดีขึ้น ตัดสินใจแก้ไขปัญหาในชีวิตประจำวันได้ดี และพัฒนาความเห็นอกเห็นใจผู้อื่นผ่านการสวมบทบาทเป็นตัวละครนั้นๆ (หรือจะแนะนำให้ลูกสวมบทบาทด้วยก็ได้)

ทั้งนี้ จงพร้อมจะตอบคำถามของลูกในประเด็นละเอียดอ่อนเสมอ และแม้คำถามของลูกจะยากเกินไป การขอเวลาเพื่อตอบคำถามอย่างเหมาะสมก็ไม่ใช่ปัญหา ขอให้บอกลูกๆ อย่างตรงไปตรงมาว่าพ่อหรือแม่ต้องการเวลาเรียนรู้สักหน่อย และถามเด็กๆ ว่า “ลูกจะมาเรียนรู้ไปพร้อมๆ กับพ่อ/แม่ไหม” เพราะไม่เพียงพ่อแม่จะได้ทลายอคติเท่านั้น แต่ยังได้สร้างเสริมความสัมพันธ์ในครอบครัว และทำให้ลูกรู้ว่าพ่อแม่ก็เป็นผู้เรียนรู้ได้เช่นกัน

 

กล่องของเล่นแห่งความหลากหลาย

แน่นอนว่าเด็กเล็กๆ เรียนรู้ผ่านการเล่น มาทำให้กล่องของเล่นของพวกเขาเป็นพื้นที่แห่งความหลากหลายกันเถอะ อย่าลืมเติมตัวเลือกที่แตกต่างกันในกล่องของเล่นของลูก ไม่ว่าจะเป็นตุ๊กตาที่มีสีผม สีผิว และการแต่งกายไม่เหมือนกัน ของเล่นที่แสดงวัฒนธรรมอาหารอันหลากหลาย สัตว์และผลไม้จากภูมิภาคต่างๆ อาชีพที่พวกเขาไม่คุ้นเคย หรือของเล่นที่มีหลายภาษา พร้อมดูแลและตอบคำถามของลูกๆ ระหว่างเล่นด้วย

 

เรียนรู้ความหลากหลายผ่านกิจกรรมในครอบครัว

นอกจากของเล่นแล้ว จะมีอะไรใกล้ตัวเด็กมากกว่าสมาชิกครอบครัวอีกเล่า โอกาสทองในการสร้างบทเรียนว่าด้วยความหลากหลายมาถึงแล้ว เพียงเล่นกับลูกๆ และถามพวกเขาว่าครอบครัวหมายถึงอะไร ประกอบด้วยใครบ้าง ลูกเรียกแม่ว่าอย่างไร แล้วเพื่อนๆ ในชั้นเรียนหรือในสนามเด็กเล่นมีครอบครัวแบบไหน ประกอบด้วยใครบ้าง พวกเขาเรียกแม่ว่าอย่างไร (อาจเป็น “ม้า” หรือ “มี้”) จำเป็นไหมที่สมาชิกครอบครัวต้องเกี่ยวดองทางสายเลือด ครอบครัวของเพื่อนๆ มีกิจกรรมหรือประเพณีที่แตกต่างออกไปหรือเปล่า แล้วครอบครัวของตัวเอกในนิทานล่ะ เห็นไหมว่าไม่ว่าจะแตกต่างกันอย่างไร ทั้งหมดนี้ก็ลงเอยเป็น “ครอบครัว” ฉะนั้น ความแตกต่างไม่ใช่ความผิดแน่นอน

พ่อแม่อาจชวนลูกเล่นเกมโดยใช้สิ่งละอันพันละน้อยในบ้านได้ด้วย ให้พวกเขาอ่านฉลากขนม เสื้อผ้า หรือของเล่นที่ชื่นชอบ แล้วหาคำตอบว่ามีที่มาจากประเทศใด จากนั้น ทั้งครอบครัวร่วมกันค้นหาข้อมูลและเรียนรู้วิถีชีวิตในประเทศเหล่านั้น พ่อแม่อาจมีโอกาสอธิบายประเด็นที่หนักหนากว่านั้นให้ลูกฟัง อาทิ ค่าแรงและคุณภาพชีวิตของแรงงานผู้ผลิตขนมชนิดนี้ พวกเขาอาจได้เรียนรู้ว่าเด็กๆ รุ่นราวคราวเดียวกันกำลังทำงานอย่างหนักในโรงงานผลิตขนมชิ้นโปรด และเมื่อเรียนรู้แล้วความตระหนักในความยุติธรรมทางสังคมก็จะเติบโตอย่างรวดเร็ว

หรือจะใช้แผนที่โลกและลูกโลกให้เป็นประโยชน์ก็ได้ เล่นเกมด้วยการจับฉลากชื่อสถานที่ใดสถานที่หนึ่งบนโลก จับได้สถานที่ใดก็ต้องหาข้อมูลของสถานที่นั้น สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญในสถานที่นั้นคืออะไร ผู้คนแต่งกายอย่างไร ประกอบอาชีพใด รับประทานอาหารชนิดใด ครอบครัวในวัฒนธรรมนั้นๆ มีลักษณะอย่างไร จะนำการสวมบทบาทสมมติมาปรับใช้ในเกมนี้ด้วยก็ได้ อย่างที่กล่าวไว้ในข้อสองว่า การสวมบทบาทสมมติจะพาพวกเขาไปทำความเข้าใจเหตุผลและการกระทำของผู้อื่น และเมื่อได้ลองนำตัวเองไปเผชิญสถานการณ์ที่อีกฝ่ายเผชิญแล้ว (เหมือนสำนวน put yourself in someone’s shoes) ก็จะสร้างความเข้าใจและเห็นอกเห็นใจได้มากจริงๆ

 

ลงมือเสียเลย

บางครั้ง เพียงการพูดก็ไม่เพียงพอ พฤติกรรมและการตัดสินใจของพ่อแม่กล่อมเกลาลูกพอๆ กับการสอนสั่ง ด้วยเหตุนั้น เมื่อพบเห็นความไม่ยุติธรรมและพ่อแม่ลงมือกระทำบางสิ่งเพื่อแก้ไขมันทันที ลูกๆ ก็จะเรียนรู้และซึมซับ ไม่ว่าจะเป็นการเข้าชื่อรณรงค์หรือเรียกร้องในประเด็นใดก็ตาม การยืนหยัดเป็นกระบอกเสียงของผู้ถูกเลือกปฏิบัติ และบอกว่าลูกว่าพวกเขาจะทำอย่างนั้นกับเพื่อนร่วมชั้นก็ได้นะ พ่อแม่เข้าร่วมการชุมนุมโดยสงบและแสดงออกเชิงสัญลักษณ์เพื่อเรียกร้องให้หยุดอคติและการเลือกปฏิบัติได้ จะบริจาคให้องค์กรที่เกี่ยวข้อง ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งโดยพิจารณาจากนโยบายหรือแนวโน้มที่จะยุติปัญหานี้ และอธิบายให้ลูกๆ ฟังว่าเพราะเหตุใดพ่อแม่จึงทำเช่นนั้นก็ได้ พร้อมบอกพวกเขาว่าเสียงของพวกเขาในอนาคตสำคัญอย่างไร

อย่ากลัวที่จะมีบทสนทนายากๆ กับลูก เพราะวันหนึ่งเด็กๆ ก็ต้องเติบโตเป็นผู้ใหญ่ จากอ้อมอกพ่อแม่ และตัดสินใจด้วยตนเอง การขัดเกลาเด็กๆ ให้มีความตระหนักรู้เกี่ยวกับการอคติและการปฏิบัติแต่เนิ่นๆ ย่อมเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการสร้างสังคมปลอดอคติที่ทุกคนจะเติบโตได้ด้วยรอยยิ้ม

 

อีกแนวทางพัฒนาความเข้าใจเกี่ยวกับอคติและการเลือกปฏิบัติของเด็ก (มีคำบรรยายภาษาอังกฤษ)

 

กิจกรรมเหล่านี้ล้วนเป็นประโยชน์ต่อเด็กๆ ทั้งยังตื่นตาตื่นใจและส่งผลดี ไม่เพียงต่อลูกๆ ของพวกเราเท่านั้น แต่รวมถึงเยาวชนทั่วโลกในยุคโลกาภิวัตน์ด้วย พวกเขาจะยิ่งเรียนรู้ได้รวดเร็วเมื่อเห็นว่าความเข้าใจนี้มีความสำคัญอย่างไร เมื่อรู้ว่าองค์ความรู้นี้จะนำพวกเขาไปสู่การสร้างประโยชน์ใดต่อสังคมได้บ้าง พวกเขาได้ช่วยเหลือใครบ้างจากการตระหนักถึงอคติที่แฝงเร้นในตนเองและสภาพแวดล้อม เด็กๆ เหล่านี้จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ทำงานและอยู่ร่วมกับเพื่อนผู้หลากหลายในอนาคตได้อย่างเป็นสุข ประสบความสำเร็จ และได้โอบอุ้มผู้อื่นซึ่งจะทำให้พวกเขาเห็นคุณค่าในตนเอง และมีชีวิตที่เติมเต็มในที่สุด เมื่อถึงจุดนั้นแล้ว ความอิ่มเอมและภูมิใจจะเป็นของใครเล่า นอกจากของพ่อแม่ผู้บ่มเพาะทัศนคตินั้น และได้เห็นลูกเป็นผู้มีชีวิตอันบริบูรณ์อย่างแท้จริง

 

หมายเหตุ: รวบรวมข้อมูลจากบทความ How do I help my kid understand race?, Talking to our kids about race, with head and heart และ What can we learn about families around the world? Try these 6 activities

 

อ่านรายละเอียดหนังสือและสั่งซื้อได้ที่นี่

Prepared: เปิดนวัตกรรม ‘ซัมมิต’ โรงเรียนเตรียมคน พร้อมสู้อนาคต
(Prepared: What Kids Need for a Fulfilled Life)
Diane Tavenner เขียน
รสลินน์ ทวีกิตติกุล แปล