สำรวจหลากมิติของ ‘แผลใจ’ ทำอย่างไรให้ (trauma) จบที่รุ่นเรา

คุณจะทำอย่างไร หากเจอใครสักคนหนึ่งที่มีพฤติกรรมก้าวร้าว โวยวายใส่ แต่บางครั้งก็กลับนิ่งเงียบเฉยเสมือนหนึ่งเป็นคนละคน?

หากมองแต่เพียงการกระทำเพียวๆ คำตอบแรกๆ ที่ได้คงเป็นการสู้กลับหรือไม่ก็นิ่งเฉย เพราะปฏิเสธไม่ได้เลยว่าในบรรดาพฤติกรรมทั้งหมดของมนุษย์ที่จะเจอ พฤติกรรมก้าวร้าวโวยวายหรือเปลี่ยนไปมาคงเป็นพฤติกรรมลำดับต้นๆ ที่เราไม่อยากพบเจอ

ประเด็นอยู่ตรงนี้ เราไม่ได้กำลังจะสื่อว่ามนุษย์คนหนึ่งสามารถมีพฤติกรรมก้าวร้าวหรือโวยวายใส่ผู้อื่นได้โดยไม่ต้องรู้สึกผิด แต่ขณะเดียวกัน หลายครั้งที่พฤติกรรมที่ถูกแสดงออกมาเป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็ง หากลองถอยออกมาและพิจารณาให้ลึกกว่านั้น เราจะพบอะไรอีกหลายอย่างที่ซุกซ่อนอยู่ข้างใต้

หนึ่งในประเด็นใต้ยอดภูเขาน้ำแข็งนั้นคือ ‘แผลใจ’ (trauma) เป็นแผลที่จารและประทับอยู่ในใจซึ่งเกิดจากการพบเจอกับประสบการณ์หรือเหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบต่ออารมณ์ รวมถึงร่างกาย (ซึ่งบางครั้งอาจถึงขั้นเป็นอันตรายกับชีวิต) จิตใจ และสังคม รวมไปถึงกระทบต่อจิตวิญญาณและความเป็นอยู่

ตัวอย่างของเหตุการณ์ที่อาจทำให้เกิดแผลใจได้ เช่น การโดนทำร้าย ทั้งทางร่างกาย ทางเพศ และทางอารมณ์ การถูกละเลยในวัยเด็กหรือการอยู่อาศัยกับครอบครัวที่มีความผิดปกติด้านอารมณ์หรือการใช้สารเสพติด ไปจนถึงประเด็นปัญหาที่ใหญ่กว่านั้นอย่างความยากจน การเหยียดเชื้อชาติ การเลือกปฏิบัติ การกดขี่ ไปจนถึงความรุนแรงในชุมชน ขยายวงไปจนถึงสงครามหรือการก่อการร้าย

เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น งานวิจัยจากองค์การอนามัยโลก (World Health Organisation: WHO) ระบุว่า ประชากรมากกว่าร้อยละ 70 เคยเจอประสบพบเจอเหตุการณ์ฝังใจในชีวิต

เพราะหลายครั้งที่พฤติกรรมคือผลกระทบที่เกิดขึ้นจากบาดแผลของคนๆ หนึ่ง และไม่เสมอไปที่บาดแผลเหล่านั้นจะสามารถมองเห็นได้ด้วยตา การทำความเข้าใจเรื่องแผลใจจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างหนึ่ง ทั้งเพื่อทำความเข้าใจตนเอง และที่สำคัญคือทำความเข้าใจคนอื่น มองให้เห็นยอดภูเขาให้น้อยลง และเริ่มมองลึกไปถึงบาดแผลและความเป็นมนุษย์ที่ซุกซ่อนอยู่ใต้นั้นให้มากขึ้น

ทำความเข้าใจแผลใจที่ส่งต่อกันจากรุ่นสู่รุ่น เพราะหลายครั้งที่ ‘ครอบครัว’ ไม่ใช่เซฟโซน

ครอบครัวคือจุดเริ่มต้นของชีวิตมนุษย์คนหนึ่ง เป็นเหมือนรากฐานของชีวิตและที่พึ่งพิงในยามเหนื่อยล้า เป็นเหมือนแม่พิมพ์ที่หล่อหลอมคนๆ หนึ่งขึ้นมา และควรเป็นเสมือนพื้นที่ปลอดภัยที่ทำให้เราสามารถหวนกลับไปหาได้ทุกครั้งที่เจอความเลวร้ายของโลกใบนี้

อย่างไรก็ดี หลายครั้งที่ครอบครัวซึ่งควรจะเป็นพื้นที่ปลอดภัยให้กับคนๆ หนึ่งกลับไม่สามารถให้ความปลอดภัยมั่นคงได้ ซ้ำร้าย บางครอบครัวกลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นการก่อกำเนิดแผลใจให้กับเด็ก ทั้งผ่านการใช้ความรุนแรง การปล่อยปละละเลย หรือการเลี้ยงดูที่ไม่ดี 

ยิ่งไปกว่านั้น ครอบครัวยังสามารถส่งต่อแผลใจให้กับเด็กที่ยังไม่เกิดได้ด้วยซ้ำ โดยเราเรียกสิ่งนี้ว่า ‘แผลใจที่ถูกส่งต่อกันจากรุ่นสู่รุ่น’ (generational trauma หรือ transgenerational trauma)

เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น Dr Valerie Sinason นักจิตบำบัดสำหรับผู้ใหญ่และนักวิเคราะห์จิตวิทยาเด็ก กล่าวใน Cosmopolitan ว่า ทารกไม่ได้ถือกำเนิดขึ้นบนโลกแบบที่เป็นผ้าขาวว่างเปล่า ทว่าเริ่มรับรู้เรื่องราวต่างๆ ได้ตั้งแต่ยังอยู่ในครรภ์มารดา รู้สึกผ่อนคลายเมื่อมารดาฟังดนตรีหรือรู้สึกรำคาญหากมารดาอยู่ในสถานการณ์ที่ตึงเครียด และยิ่งไปกว่านั้น Dr Sinason ชี้ให้เห็นว่า ทารกเพศหญิงที่อายุ 5 เดือนในครรภ์มารดาสามารถพัฒนาไข่ที่เธอจะใช้กำเนิดบุตรต่อไปได้ในอนาคต 

ถ้าพูดให้เข้าใจง่ายกว่านั้น มารดาที่กำลังตั้งครรภ์ลูกสาวสามารถกำหนด DNA หลานของเธอในอนาคตได้ด้วย ดังนั้น หากมารดาเจอเหตุการณ์เลวร้ายที่ฝังใจหรือตกอยู่ใต้ความเครียดรุนแรงระหว่างตั้งครรภ์ ปัจจัยเหล่านี้จะกระทบโดยตรงกับหลานของเธอในอนาคต

ไม่ใช่แค่มารดาที่จะส่งต่อแผลใจให้กับบุตรและหลานของเธอในอนาคตได้เท่านั้น ทว่าแผลใจหรือความรุนแรงทางจิตใจยังสามารถถูกส่งต่อกันได้ในครอบครัว กล่าวคือสิ่งที่คนรุ่นก่อนเราพบเจอสามารถส่งผลกระทบต่อยีนของคนรุ่นๆ ต่อไปได้ผ่านประสบการณ์ใน epigenetics (สิ่งที่ประกอบเป็นชั้นเหนือลำดับตัวอักษรที่เรียงกันเป็น DNA ของมนุษย์)

ดังนั้น แผลใจในครอบครัวจึงไม่ใช่แค่เรื่องของการกระทำหรือการปฏิบัติ แต่ยังเป็นเรื่องที่ลึกลงไปถึงระดับพันธุกรรมที่ถูกส่งต่อผ่านทางสายใยของความเป็นครอบครัวเลยก็ว่าได้

มองแผลใจในระบบการศึกษา เมื่อ ‘โรงเรียน’ ไม่อาจโอบอุ้มทุกคนไว้ได้หมด

ไม่เพียงแต่การส่งต่อแผลใจจากรุ่นสู่รุ่นเท่านั้น แต่บ่อยครั้งที่แผลใจในเด็กสร้างผลกระทบสืบเนื่องต่อไปถึงพื้นที่อื่น โดยเฉพาะในโรงเรียน ที่หลายครั้งปราศจากตาข่ายรองรับและมาตรการเยียวยาแผลในจิตใจของเด็ก

ในรายงาน The Impact of Childhood School Suspension on Dropout and Arrest in Adolescence: Disparate Relationships by Race and Adverse Childhood Experiences โดย Lindsay Leban และ Marlow Masterson ชี้ให้เห็นว่า ผู้ที่เจอบาดแผลทางใจอย่างรุนแรงในวัยเด็ก รวมไปถึงเด็กที่เคยถูกพักการเรียน (school suspension) มีแนวโน้มที่จะต้องออกจากโรงเรียนกลางคัน (drop out) หรือแม้กระทั่งถูกจับ (arrest) ในช่วงอายุ 18 ปี และประเด็นน่าสนใจที่ Leban ชี้ให้เห็นคือ เยาวชนผิวดำมีโอกาสจะต้องออกจากโรงเรียนกลางคันมากกว่าคนผิวขาว

ข้อค้นพบนี้สอดคล้องกับวลี school-to-prison-pipeline (การส่งผ่านจากโรงเรียนสู่เรือนจำ) ซึ่งได้ยินกันอย่างแพร่หลายในสหรัฐฯ หมายถึงนโยบายหรือการกระทำที่สนับสนุนให้ตำรวจมาที่โรงเรียน การกักบริเวณหรือการให้ออกจากชั้นเรียน ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการผลักนักเรียนออกจากระบบการศึกษาและถูกส่งผ่านต่อไปถึงระบบกระบวนการยุติธรรมทางอาญา โดยเด็กนักเรียนที่มักจะถูกส่งผ่านหลักๆ มี 2 กลุ่ม คือ คนกลุ่มน้อยทางด้านเชื้อชาติ (racial minorities) และเด็กที่มีความผิดปกติ (children with disabilities)

ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ เด็กนักเรียนที่เป็นแอฟริกัน-อเมริกัน มีแนวโน้มที่จะถูกกักบริเวณหรือไล่ออกมากกว่าเพื่อนร่วมชั้นเรียนที่เป็นคนผิวขาวถึง 3.5 เท่า ขณะที่ในกลุ่มเด็กที่มีความผิดปกติ พบว่า เด็กกลุ่มนี้คิดเป็นร้อยละ 8.6 ในโรงเรียนรัฐบาล และเด็กที่มีความผิดปกติจะอยู่ในสถานกักกันเยาวชนมากถึงร้อยละ 32

ขณะที่ในไทย ประเด็นหนักหน่วงของเราคือเรื่องความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา โดยจากข้อค้นพบของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ที่ติดตามข้อมูลเส้นทางการศึกษาของเด็กและเยาวชนที่มาจากครัวเรือนยากจนและยากจนพิเศษ พบว่า โอกาสที่เด็กกลุ่มนี้จะได้เรียนต่อลดลงเรื่อยๆ ตามระดับการศึกษาที่สูงขึ้น โดยในปีการศึกษา 2566 ซึ่งเป็นปีที่เด็กกลุ่มนี้ควรจะได้เข้าเรียนมหาวิทยาลัย พบว่า มีเด็กเพียง 1 ใน 10 เท่านั้นที่สามารถเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาได้ เนื่องจากอุปสรรคจำนวนมากทำให้เขาตัดสินใจไม่ไปต่อในเส้นทางการศึกษา

เมื่อเป็นเช่นนี้ การศึกษาที่ควรจะกลายเป็นประตูสู่โอกาสกลับกลายเป็นกำแพงหนาสูงใหญ่ กีดกันให้คนที่ด้อยกว่าทั้งทางฐานะ เชื้อชาติ และร่างกาย ต้องร่วงหล่นลงไป สร้างแผลใจใหม่หรือซ้ำแผลเดิมในใจให้จารลึกกว่าเดิม

คิดให้ไกลกว่าปัจเจกบุคคล ทำอย่างไรเมื่อสังคมมีแผล (ใจ)

แม้แผลใจอาจดูเป็นเรื่องของปัจเจก แต่ถ้าพิจารณาให้ดีแล้ว แผลใจเป็นเรื่องเชิงระบบ เป็นผลจากโครงสร้างสังคมที่กดทับและไม่สามารถจัดหาตาข่ายความคุ้มครองได้ดีพอ จนกระทั่งปล่อยให้ใครหลายคนต้องร่วงหล่นลงไป

หนึ่งในประเด็นคลาสสิกที่ถูกหยิบยกมาพูดถึงกันโดยตลอดคือเรื่องของความยากจน มีข้อมูลจากสหราชอาณาจักรชี้ว่า การอาศัยอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ยากจนมีผลกระทบ ‘ชัดเจน’ ต่อบาดแผลรุนแรงในวัยเด็ก รวมไปถึงการใช้กำลังและการปล่อยปละละเลย ที่สำคัญคือ หากระบบตาข่ายความคุ้มครองทางสังคมไม่ดีพอและไม่สามารถจัดหาการดูแลหรือสวัสดิการที่ครอบคลุมให้เด็กกลุ่มนี้ได้ ก็มีโอกาสที่พวกเขาจะต้องอยู่ในสภาพแวดล้อมทางลบต่อไป

ประเด็นอยู่ที่ตรงนี้ – การปล่อยละเลยเด็กหรือการใช้ความรุนแรงในครอบครัวอาจถูกมองว่าเป็นเรื่องของครัวเรือนที่ถูกซุกซ่อนไว้ใต้พรมหนาใหญ่ ขณะที่การถูกกักบริเวณหรือการต้องออกจากชั้นเรียนกลางคันกลายเป็นเรื่องของปัจเจกที่ไม่สามารถปฏิบัติตามมาตรฐานได้ แต่ถ้ามองลึกไปกว่านั้น สังคมแบบใดที่ไร้ระบบการตรวจตราและเยียวยาดูแล ซ้ำยังอาจผลักไสเด็กออกจากระบบ 

อีกประเด็นที่น่าสนใจมาจากงานวิจัย The Roots of Social Trauma: Collective, Cultural Pain and Its Consequences ชี้ว่า แผลใจสามารถเกิดขึ้นในเชิงวัฒนธรรม (cultural trauma) เมื่อคนกลุ่มน้อยถูกกดขี่จากคนกลุ่มใหญ่กว่าที่มีอำนาจครอบงำ โดยเฉพาะในทางวัฒนธรรมและอัตลักษณ์ ซึ่งแผลใจในลักษณะนี้มักผูกอยู่กับประวัติศาสตร์และการเล่าเรื่องทางวัฒนธรรม รวมถึงถูกฉายภาพซ้ำด้วยการนำเสนอของสื่อ ผู้ที่ประสบแผลใจลักษณะนี้มักพบกับการถูกกีดกัน ถูกปฏิเสธ หรือถูกโดดเดี่ยว เช่น คนผิวดำเคยเจอกับการตกเป็นทาส และชาวยิวเคยเจอกับการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ซึ่งแม้ในปัจจุบัน เราจะไม่เห็นการเป็นทาสหรือการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์แล้ว แต่สองสิ่งนี้คล้ายเสมือนจะกลายเป็นการเหยียดและความอยุติธรรมในกระบวนการยุติธรรมแทน

แม้งานวิจัยจะหยิบยกตัวอย่างถึงคนผิวดำและชาวยิว แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า แผลใจส่งผลกระทบต่อใครหลายคนในรูปแบบที่แตกต่างกัน โดยเฉพาะเมื่อกระบวนการยุติธรรมไม่ได้ยุติธรรมเพียงพอ และการเหยียดคนที่แตกต่างและเห็นต่างจากเรายังมีให้เห็นอยู่เรื่อยๆ ในสังคม

เมื่อทุกอย่างต้องได้รับการเยียวยา เริ่มซ่อมแซมอย่างไรให้แผลใจจบที่รุ่นเรา

เมื่อแผลใจเกิดขึ้นแล้ว คำถามสำคัญคือ เราจะรักษาเยียวยาแผลใจนั้นอย่างไร?

ถ้ามองในระดับปัจเจก คำตอบที่ได้อาจแตกต่างออกไปในแต่ละบุคคล ทว่าสิ่งสำคัญคือการที่เราตระหนักถึงแผลใจที่ซุกซ่อนอยู่ข้างใน มีความอดทนและเลิกก่นด่าวิพากษ์วิจารณ์ตนเอง รวมถึงยื่นมือออกไปหาความช่วยเหลือจากคนรอบกาย

ทว่าเรารู้กันดี แผลใจไม่ใช่แค่เรื่องปัจเจก แต่เกี่ยวพันกับโครงสร้างสังคมและอำนาจที่ทับซ้อนกันอยู่ ลองนึกภาพเด็กคนหนึ่งที่ถูกครอบครัวกดทับ (และผู้ปกครองก็อาจจะถูกกดทับโดยปู่ย่าตายาย หรือสภาพแวดล้อมรอบกายอีกทีหนึ่ง) ถูกคุณครูและระบบการศึกษาสร้างแผลใจเพิ่ม ไปจนถึงเจอกับระบบที่อยุติธรรมในสังคม

เมื่อเป็นเช่นนี้ วิธีแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนจึงไม่ได้อยู่แค่ที่ระดับปัจเจก แต่จำเป็นต้องเยียวยาแผลใจที่ใหญ่ที่สุด นั่นคือแผลใจของสังคม และแน่นอนว่านี่ไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว แต่หากจะให้ตกผลึกแก่นแท้ที่มีร่วมกันแล้วล่ะก็ สิ่งนั้นอาจจะหนีไม่พ้นคำง่ายๆ อย่าง ‘มีความเป็นมนุษย์’ ให้มากขึ้น

เพราะท้ายที่สุดแล้ว สังคมย่อมถูกขับเคลื่อนด้วยพวกเราทุกคน ดังนั้น อาจถึงเวลาที่ต้องลดความเป็นปัจเจกที่มองเห็นแต่ตนเองให้น้อยลง เติมเต็มความเป็นมนุษย์ให้มากขึ้น มองให้เห็นความเจ็บปวดและความเปราะบางของคนอื่น 

เพื่อที่สังคมจะได้เริ่มเดินหน้าและเยียวยาแผลใจ พร้อมคาดหวังให้แผลเหล่านี้หายหรือบรรเทาเบาบางลงได้ในรุ่นเราเสียที


ทดลองอ่านและสั่งซื้อหนังสือ สร้างโรงเรียนให้เป็น ‘รัง’

สร้างโรงเรียนให้เป็น ‘รัง’

Original price was: 395฿.Current price is: 356฿.

(Relationship, Responsibility and Regulation: Trauma-Invested Practices for Fostering Resilient Learners)
Kristin Van Marter Souers & Pete Hall เขียน
พชร สูงเด่น แปล
อนวัช อรรถจินดา บรรณาธิการ
ยุทธภูมิ ปันฟอง ออกแบบปก