ต่อจิ๊กซอว์ที่หายไป เติม ‘ความเห็นอกเห็นใจ’ ให้ระบบการศึกษาไทยเต็ม

ตัดผมแหว่ง กล้อนผม เลาะกระโปรง เข้าแถวตากแดดในวันที่อากาศแทบแตะ 40 องศา และอีกสารพัดกิจกรรมที่เด็กนักเรียนในโรงเรียนไทยต้องเจออยู่ทุกเมื่อเชื่อวันในระบบการศึกษา โดยถูกคลุมด้วยม่านของคำว่า ‘ระเบียบวินัย’ และ ‘การฝึกความอดทน’ 

การกระทำที่เกิดขึ้นในโรงเรียนไทยเช่นนี้ ฟังแรกๆ ก็อาจจะปฏิบัติตามได้โดยไม่มีคำถามมากนัก แต่เมื่อเวลาผ่านไป นักเรียนหลายคนที่เติบโตขึ้นและมองย้อนกลับมาอาจจะอดตั้งคำถามไม่ได้ว่า เราทำเช่นนั้นไปเพื่ออะไรกันแน่ จริงหรือที่การฝึกระเบียบวินัยจำเป็นต้องมาพร้อมกับการตัดผมเท่าติ่งหูแบบไม่เกินมาแม้แต่เซนติเมตรเดียว หรือการฝึกความอดทนจำเป็นต้องมาพร้อมกับการเข้าแถวกลางแดดร้อนจัดเช่นนี้

ยังไม่นับว่าบางโรงเรียนมีข่าวการทำร้ายร่างกายนักเรียนออกมา ก่อนจะถูกบิดไปว่าเป็นการสั่งสอนหรือความเข้าใจผิดบางอย่าง คำถามสำคัญคือ สิ่งเหล่านี้สะท้อนอะไรในระบบการศึกษา รวมไปถึงคุณภาพของคุณครูและโรงเรียนในภาพรวมกันแน่

ถ้าพูดให้ถึงที่สุด เพราะเหตุใดโรงเรียนที่ควรจะเป็น ‘รัง’ โอบอุ้มนักเรียนและสร้างพื้นที่ปลอดภัย รวมถึงคุณครูที่ควรจะเป็นคนที่เข้าใจและคอยชี้แนะแนวทางให้นักเรียน กลับกลายเป็นอีกพื้นที่ที่สร้างความไม่มั่นคงและไม่ปลอดภัย ทั้งทางร่างกายและทางอารมณ์ – อะไรคือจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่หล่นหายไปจากระบบการศึกษาไทย 

เมื่อโรงเรียนคือภาพจำลองของสังคมไทย – มองวัฒนธรรมอำนาจนิยมในสังคมไทย สู่วัฒนธรรมการลงโทษในโรงเรียน

ในบทสัมภาษณ์ กานน คุมพ์ประพันธ์ และ อุฬาชา เหล่าชัย ผู้ทำงานวิจัยเรื่อง สำรวจวาทกรรมเกี่ยวกับการจัดการในชั้นเรียนและการลงโทษของครูระดับชั้นมัธยมศึกษา ชี้ให้เห็นว่า การลงโทษนักเรียนด้วยการทำร้ายร่างกายหรือใช้ความรุนแรงสะท้อนให้เห็นทั้งระบบการจัดการ นโยบาย และวัฒนธรรมในระบบการศึกษาไทย และเราไม่สามารถโทษหรือตำหนิคุณครูแต่ฝ่ายเดียวได้ แต่ต้องมองด้วยว่า ระบบการศึกษาแบบใดที่ผลิตคุณครูแบบนี้ออกมา 

อุฬาชาเท้าความถึงการมีพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ที่ห้ามทำร้ายร่างกายเด็ก ทำให้การเฆี่ยนตีเพื่อลงโทษไม่ได้รับการยอมรับอีกต่อไป ทว่าในทางปฏิบัติจริง คุณครูหลายคนยังศรัทธาในการลงโทษด้วยการตีอยู่ ยิ่งระบบของไทยไม่ได้มีการลงโทษคุณครูอย่างจริงจัง แต่เลือกใช้วิธีการย้าย เปลี่ยนชั้นเรียน หรือเปลี่ยนวิชาที่สอน ก็ยิ่งไม่ใช่การแก้ปัญหาและทำให้เกิดเหตุการณ์แบบเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ทั้งนี้ หลายคนอาจมองว่าการลงโทษด้วยการตีขึ้นกับสภาพแวดล้อมของโรงเรียน เช่น ค่าเทอมถูก-แพง หรือชื่อเสียงของโรงเรียน แต่กานนชี้ว่า การตีเด็กไม่ได้ขึ้นกับปัจจัยเหล่านี้ แต่ขึ้นกับสิ่งที่เขาเรียกว่า ‘วัฒนธรรมอำนาจนิยม’ ที่มองว่าความถูกต้องเท่ากับคนที่มีอำนาจ ซึ่งในกรณีนี้ อุฬาชายกตัวอย่างว่า คุณครูมองว่าตนเองมีอำนาจมากกว่านักเรียน โดยคุณครูที่ใช้วิธีการตีเชื่อว่าตนเองเป็นแม่แบบและสามารถเจียระไนให้เด็กกลายเป็นเพชรได้ จึงใช้วิธีการลงโทษต่างๆ เพื่อปรับพฤติกรรมเด็กให้กลายเป็นเพชรตามที่ตนเองปรารถนา

ทว่าไม่ใช่แค่นักเรียนที่ถูกกดทับ แต่คุณครูก็ถูกกดทับจากสิ่งที่อยู่เหนือกว่าเช่นเดียวกัน กานนชี้ให้เห็นวัฒนธรรมอำนาจนิยมในการผลิตครูอย่าง ‘ระบบโซตัส’ ที่ทำให้ (ว่าที่) คุณครูหลายคนยอมทำตามหรือใช้ความรุนแรงเพราะมองเห็นว่าเป็นเรื่องปกติ และเมื่อคุณครูอยู่ในวัฒนธรรมเช่นนี้เป็นเวลานานแล้ว ก็ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจหากเขาจะใช้วิธีดังกล่าวในการจัดการกับนักเรียน ขณะที่อุฬาชากล่าวถึงปัจจัยที่เหนือขึ้นไปอีก คือผู้กำหนดนโยบาย (policy maker) ที่คอยกำหนดสั่ง ทำให้คุณครูต้องยอมรับคำสั่งต่างๆ เพื่อที่ตนเองจะได้ก้าวหน้าในหน้าที่การงาน

ประเด็นนี้ยังค่อนข้างสอดคล้องกับเนื้อหาในงานวิจัย Values and Beliefs Regarding Discipline Practices: How School Culture Impacts Teacher Responses to Student Misbehavior ที่มีการกล่าวถึงการลงโทษทางกาย (corporal punishment) ว่า ฝังรากหยั่งลึกในวัฒนธรรมและศาสนา ความพยายามที่จะยกเลิกการลงโทษทางกายในโรงเรียนรัฐบาลจึงเป็นเรื่องท้าทายมากในประเทศที่ทั้งวัฒนธรรมและศาสนายอมรับการกระทำเช่นนี้ 

หากตั้งคำถามว่า ถ้าไม่ลงโทษเด็กที่ทำผิดแล้วจะใช้วิธีใดแทน กานนตอบว่า จากการลงโทษเด็ก คุณครูอาจเปลี่ยนเป็นการทำให้เด็กเข้าใจพฤติกรรมของตนเองว่ามีผลกระทบต่อผู้อื่นอย่างไร ทำให้คนอื่นรู้สึกอย่างไร และตัวเองรู้สึกอย่างไร นั่นคือการสร้างให้เด็กมีความเห็นอกเห็นใจ (empathy) และรู้จักทำความเข้าใจผู้อื่นนั่นเอง

ข้อเสนอของกานนเป็นประเด็นที่น่าสนใจอย่างยิ่ง เพราะหากพิจารณาโครงสร้างทั้งหมดที่กล่าวมา สิ่งที่ระบบการศึกษาซึ่งตกอยู่ภายใต้ระบบอำนาจนิยมขาดไปคือ ‘ความเห็นอกเห็นใจ’ เพราะเราไม่เคยพยายามทำความเข้าใจนักเรียน แต่กลับเลือกจะบังคับด้วยกฎระเบียบที่หลายครั้ง แม้แต่ผู้ใหญ่ก็อธิบายไม่ได้ หรือเลือกใช้ความรุนแรงโดยที่มองว่านั่นคือการขัดเกลาและปลูกฝังให้เด็กเป็นคนดีมีวินัย

ในขณะเดียวกัน ระบบการผลิตครูที่เป็นระบบโซตัสก็สร้างครูขึ้นมาโดยปราศจากการมีความเห็นอกเห็นใจเป็นที่ตั้ง พร้อมด้วยอำนาจจากยอดพีระมิดที่สูงกว่ากดทับลงมาเป็นทอดๆ จนกลายเป็นคุณครูคนหนึ่งที่ถูกหล่อหลอมด้วยความอำนาจนิยมเต็มขั้น 

คำถามสำคัญคือ ในสภาพแวดล้อมเช่นนี้ เราจะเริ่มต้นสร้างทั้งครูและนักเรียนที่มีความเห็นอกเห็นใจได้อย่างไร 

เติมความเห็นอกเห็นใจ เติมระบบการศึกษาไทยให้เต็ม

แม้ความเห็นอกเห็นใจจะไม่ใช่กระสุนเงิน (silver bullet) ที่แก้ปัญหาเชิงโครงสร้างในระบบการศึกษาให้หายไปได้ในพริบตา ทว่าก็ปฏิเสธไม่ได้เช่นกันว่า ความเห็นอกเห็นใจเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการปรับมุมมองที่เรามีต่อปัญหาที่เกิดขึ้น

เพราะความรุนแรงไม่ได้แก้ด้วยความรุนแรง แต่อาจต้องแก้ด้วยการเริ่มทำความเข้าใจและโอบรับความแตกต่างของคนอื่น รวมถึงเข้าใจว่าการกระทำของตนเองจะมีผลต่อคนอื่นอย่างไร

เมื่อพูดถึงประเด็นเรื่องความเห็นอกเห็นใจ สิ่งที่หลายคนอาจคิดไม่ถึงคือ ความเห็นอกเห็นใจมาจากเรื่องทางพันธุกรรมด้วย (nature) กล่าวคือ ปัจจัยส่วนหนึ่งที่กำหนดว่าเราจะเป็นคนที่เห็นอกเห็นใจผู้อื่นแค่ไหนฝังรากลึกอยู่ในยีน ฮอร์โมน และพื้นที่สมองของเรา แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า คนที่ปราศจากยีนเห็นอกเห็นใจ (empathy gene) หรือฮอร์โมนออกซิโทซิน (oxytocin) จะเป็นคนใจไม้ไส้ระกำ เพราะการหล่อหลอมเลี้ยงดู (nurture) บวกกับสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ก็มีส่วนสำคัญมากเช่นกัน ผู้ปกครองจึงเป็นจุดเริ่มต้นและรากฐานในการปลูกฝังความเห็นอกเห็นใจให้เด็ก โดยเริ่มต้นง่ายๆ จากที่บ้านของตนเอง

ทว่าไม่ใช่แค่ที่บ้านเท่านั้น แต่โรงเรียนก็เป็นสถานที่ที่สำคัญไม่แพ้กัน ทั้งในแง่ที่ว่าเมื่อเด็กเริ่มเข้าเรียนแล้ว โรงเรียนคือสถานที่ที่เขาต้องใช้เวลาส่วนใหญ่ของชีวิตวัยเรียน ประกอบกับการที่โรงเรียนเป็นแม่พิมพ์ขนาดใหญ่ที่หล่อหลอมและก่อร่างสร้างตัวตนของเด็กคนหนึ่งขึ้นมา

แล้วต้องจัดการเรียนรู้อย่างไรจึงจะปลูกฝังความเห็นอกเห็นใจให้เกิดขึ้นได้ มีข้อเสนอเกี่ยวกับการเรียนรู้ทักษะทางอารมณ์และสังคม (Social and Emotional Learning: SEL) เพื่อให้เด็กสามารถตระหนักรู้ ควบคุมตนเอง และมีทักษะในการสื่อสารกับผู้อื่น โดยผ่านการเรียนรู้หลายรูปแบบ อาทิ การเรียนรู้เรื่องอารมณ์ด้วยการบูรณาการศาสตร์ของเกม (gamification) เข้าไป ด้วยการให้รางวัลนักเรียนที่สามารถระบุอารมณ์ของตัวละครในเรื่องเล่าได้ถูกต้อง หรือตอบสนองได้เหมาะสมในสถานการณ์จำลองทางสังคม

อีกวิธีที่น่าสนใจคือการเรียนรู้แบบมีโครงงานเป็นฐาน (project-based learning) โดยคุณครูผู้สอนจะนำสถานการณ์การเรียนรู้ต่างๆ เข้ามาประกอบ เพื่อให้ผู้เรียนสามารถคิดด้วยมุมมองแบบที่เห็นอกเห็นใจคนอื่นได้ หรือในปัจจุบัน มีการเรียนรู้แบบที่มีความเห็นอกเห็นใจเป็นฐาน (empathy-based learning) ที่เน้นไปที่การฟูมฟักและพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์ในนักเรียน ซึ่งสามารถจัดการเรียนการสอนได้หลายวิธี อาทิ โมเดลแบบสะท้อนตนเอง (self-reflection model) ที่ให้นักเรียนพิจารณาความคิดและอารมณ์ของตนเอง เพื่อที่จะเข้าใจและเคารพผู้อื่นได้ดียิ่งขึ้น หรือโมเดลการฟังอย่างตั้งใจ (active listening model) เพื่อให้สามารถสื่อสารได้ดียิ่งขึ้น

นอกจากวิธีการเรียนรู้เพื่อปลูกฝังความเห็นอกเห็นใจแล้ว คุณครูยังมีหน้าที่ในการสร้างบรรยากาศห้องเรียนที่ปลอดภัยและครอบคลุม โดยเน้นการสื่อสารและการมีส่วนร่วม ที่สำคัญคือต้องมั่นใจว่านักเรียนทุกคนจะได้รับการให้คุณค่าและได้รับการรับฟัง รวมไปถึงการใช้วิธีง่ายๆ แต่ได้ผลดี เช่น การทำสมาธิ หรือการใช้ภาษากายให้เด็กทุกคนรู้และสัมผัสได้ เพราะการปลูกฝังความเห็นอกเห็นใจจะไม่สัมฤทธิ์ผลได้โดยง่ายเลยหากปราศจากสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมกัน

ทั้งนี้ อย่าลืมว่า นอกจากเราจะสร้างและปลูกฝังความเห็นอกเห็นใจให้นักเรียน รวมถึงสร้างพื้นที่ที่ทำให้พวกเขารู้สึกปลอดภัยและมั่นคงแล้ว เราเองก็จะต้องเห็นอกเห็นใจครูเช่นเดียวกัน ดังที่ในบทสัมภาษณ์ของอุฬาชาและกานนให้ข้อเสนอว่า เราต้องช่วยกันเสริมพลัง (empower) ให้ครูมีอำนาจในการตัดสินใจเรื่องต่างๆ รวมถึงพัฒนาสวัสดิการครูให้ดีขึ้น และที่สำคัญที่สุดคือการระลึกไว้เสมอว่า ครูก็เป็นมนุษย์คนหนึ่งเช่นกัน

กรุงโรมไม่ได้สร้างเสร็จในวันเดียวฉันใด ความเห็นอกเห็นใจก็ไม่สามารถสร้างได้ในวันเดียวฉันนั้น และแม้เศษเสี้ยวหนึ่งของการมีความเห็นอกเห็นใจผู้อื่นจะเป็นเรื่องของพันธุกรรม เราก็ปฏิเสธไม่ได้เช่นกันว่าการหล่อหลอมมีผลไม่แพ้กัน หรืออาจจะมากกว่าเสียด้วยซ้ำ

แน่นอน การที่นักเรียน คุณครู หรือคนกลุ่มหนึ่งมีความเห็นอกเห็นใจและเริ่มที่จะปลูกฝังเรื่องนี้ในชั้นเรียนอาจไม่สามารถทำให้วัฒนธรรมการลงโทษหายไปได้ภายในพริบตา ยิ่งผนวกกับโครงสร้างวัฒนธรรมอำนาจนิยมที่เป็นร่มใหญ่คลุมสังคมด้วยแล้วยิ่งต้องใช้เวลานานกว่านั้น

ทว่าอย่างที่ทราบกันดี การปลูกฝังความเห็นอกเห็นใจไม่ใช่เรื่องที่ให้ผลได้ไวในระยะเวลาอันสั้น (quick win) แต่เป็นเสมือนการบรรจงรดน้ำพรวนดินเมล็ดพันธุ์ที่ฝังเอาไว้ให้งอกเงยงดงาม โดยเฉพาะในระบบการศึกษาและโรงเรียนที่เป็นสถานที่บ่มเพาะและสร้างความมั่นคงปลอดภัยให้นักเรียนทุกคน ยิ่งจำเป็นต้องแทนที่วัฒนธรรมและโครงสร้างเดิมด้วยวัฒนธรรมแห่งความเห็นอกเห็นใจ เพราะอำนาจนิยมและการลงโทษไม่ควรถูกมองว่าเป็นเรื่องปกติในสถานที่ที่จะบ่มเพาะเด็กขึ้นมา

เพื่อเป็นการต่อจิ๊กซอว์ที่หายไปของระบบการศึกษาไทยให้สมบูรณ์ และเติมการศึกษาไทยให้เต็ม ในห้วงเวลาที่โลกเรียกร้องการยอมรับและการเคารพความแตกต่างหลากหลายที่สุดเท่าที่เคยมีมา

ชมย้อนหลัง เสวนาสาธารณะสร้างโรงเรียนให้เป็น ‘รัง’: บ่มเพาะพื้นที่เรียนรู้เชิงบวกที่พร้อมดูแลแผลใจเด็กทุกคน

ทดลองอ่านและสั่งซื้อหนังสือ สร้างโรงเรียนให้เป็น ‘รัง’

สร้างโรงเรียนให้เป็น ‘รัง’

Original price was: 395฿.Current price is: 356฿.

(Relationship, Responsibility and Regulation: Trauma-Invested Practices for Fostering Resilient Learners)
Kristin Van Marter Souers & Pete Hall เขียน
พชร สูงเด่น แปล
อนวัช อรรถจินดา บรรณาธิการ
ยุทธภูมิ ปันฟอง ออกแบบปก