อ่าน “สร้างโรงเรียนให้เป็นรัง : บ่มเพาะพื้นที่เรียนรู้เชิงบวกที่พร้อมดูแลแผลใจเด็กทุกคน”


เคยมีใครสักคนกล่าวว่า ‘ประสบการณ์’ หรือการเลี้ยงดูในวัยเด็ก เป็นสิ่งที่จะติดตัวเราไปชั่วชีวิต เราเติบโตมากับสภาพแวดล้อมแบบไหน ถูกฟูมฟักมาแบบใด และพบเจอประสบการณ์เช่นไร ทุกอย่างล้วนเป็นเหมือนการหล่อหลอมในทุกก้าวย่างของการพัฒนาและการเติบโต จนประกอบร่างสร้างคนๆ หนึ่งขึ้นมาในสังคม

ดังนั้น ถ้าเด็กคนหนึ่งต้องเจอกับประสบการณ์เลวร้ายในวัยเด็ก นั่นก็ย่อมส่งผลกระทบเมื่อเติบโตขึ้นเช่นกัน ดังที่ รศ.นพ.อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์ ผู้อำนวยการสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล อธิบายว่า เด็กที่ต้องตกอยู่ในภาวะยากจน ครอบครัวแตกแยก และได้รับการเลี้ยงดูที่ไม่เหมาะสม คือเด็กที่มีประสบการณ์ชีวิตไม่พึงประสงค์หรืออยู่ใน ‘ภาวะปริแยกแตกร้าว’

ขณะที่ ดร. ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ระบุข้อมูลว่า จากการทำงานร่วมกันระหว่าง กสศ. กับหน่วยงานต้นสังกัดทางการศึกษาเกี่ยวกับแนวโน้มสถานการณ์ของครัวเรือนกลุ่มเปราะบาง 1.8 ล้านคน พบว่า ร้อยละ 40 ของนักเรียนที่ต้องรับทุนเสมอภาคหรือทุนปัจจัยพื้นฐานคือนักเรียนกลุ่มเปราะบาง พ่อแม่แยกทางกัน และต้องอาศัยอยู่กับญาติ ผู้สูงอายุ และผู้พิการ

นั่นนำมาซึ่งข้อสรุปว่า ลำพังการจัดสรรทุนเพื่อแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายอาจช่วยบรรเทา แต่ไม่เพียงพอที่จะแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาได้ทั้งหมด จึงจำเป็นต้องต่อยอดด้วยการชี้เป้านักเรียนที่ต้องการความช่วยเหลือเพิ่มเติม ซึ่งจะนำไปสู่การบูรณาการความช่วยเหลือจากภาคส่วนต่างๆ เพราะปัญหานี้ซับซ้อนมากกว่าเรื่องความยากจนและต้องการความช่วยเหลือในหลายมิติอย่างเร่งด่วน

ซ้ำร้าย การแพร่ระบาดของโควิด-19 ได้ซ้ำเติมให้สถานการณ์ต่างๆ แย่ลง รวมถึงเรื่องการศึกษาด้วย เพราะโรคระบาดทำให้ช่องว่างของความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาถูกขยายให้กว้างมากขึ้น โดยเด็กและเยาวชนจากครัวเรือนที่มีรายได้น้อยจะเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด ตอกย้ำให้ความเหลื่อมล้ำรุนแรงขึ้นและประทับกลายเป็นแผลในใจของเด็กหลายคน โดยเฉพาะคนที่ต้องร่วงหล่นออกจากภาคการศึกษาไป

เมื่อหลายครั้งที่สภาพแวดล้อมใกล้ตัวเด็กที่สุดอย่างบ้านหรือสถานที่ที่เขาเติบโตมาอาจไม่ใช่พื้นที่ที่ทำให้เด็กรู้สึกมั่นคงปลอดภัยเสมอไป ประกอบกับการช่วยเหลือเด็กกลุ่มเปราะบางต้องอาศัยการบูรณาการการทำงานที่มากกว่าการให้ทุน จึงมีแนวคิดหนึ่งเกิดขึ้นในกลุ่มผู้จัดการศึกษา คุณครู หรือโรงเรียน คือการสร้างให้โรงเรียนเป็นพื้นที่ปลอดภัยและสร้างสภาพแวดล้อมที่ใส่ใจเด็ก ดังที่ คริสทิน ฟาน เซาเออร์ส ที่ปรึกษาด้านสุขภาพจิตผู้ให้คำแนะนำด้านการดูแลแผลใจแก่โรงเรียนทั่วสหรัฐฯ และ พีต ฮอลล์ นักการศึกษามากประสบการณ์ ผู้เขียนหนังสือ สร้างโรงเรียนให้เป็น ‘รัง’ : บ่มเพาะพื้นที่เรียนรู้เชิงบวกที่พร้อมดูแลแผลใจเด็กทุกคน กล่าวเอาไว้ในตอนต้นของหนังสือว่า:

“โรงเรียนเป็นสถานที่ที่เด็กทุกคนต้องไปอยู่แล้ว และจากการที่แผลใจจากวัยเด็กมีให้เห็นมากมาย ฉันจึงรู้ว่า นักเรียนหลายคนถูกละเลยและถูกเข้าใจผิด ฉันรู้ว่านักการศึกษาหลายคนไม่มีความรู้และทักษะที่จะเข้าใจถ่องแท้ว่า แผลใจนั้นรบกวนกระบวนการเรียนรู้ได้เพียงใด”

นี่จึงเป็นที่มาของหนังสือเล่มนี้ ซึ่งผู้เขียนระบุว่า มุ่งเน้นเฉพาะกลุ่มวิชาชีพเพื่อสร้างโรงเรียนให้เป็นเสมือน ‘รัง’ ที่สามารถโอบกอดและโอบอุ้มเด็กทุกคนเอาไว้ ไม่ปล่อยให้ใครต้องร่วงหล่นจากตาข่ายการคุ้มครอง หรือถูกทิ้งไว้ข้างหลังในภาวะปริแตกแยกร้าวอีกต่อไป

“นักเรียนทุกคนสมควรได้รับการศึกษา แต่เพื่อจะเรียนรู้ได้ พวกเขาจำเป็นต้องรู้สึกปลอดภัย คุณสามารถสร้างพื้นที่ปลอดภัยนั้นแก่พวกเขาได้”

รับมือ ‘แผลใจ’ ด้วยความ ‘ใส่ใจ’ สร้างรังที่ปลอดภัยให้ทุกคน

เพื่อเริ่มสร้างความรู้สึกปลอดภัย ลำดับแรก ผู้เขียนพูดถึงเรื่องการสร้าง ‘วัฒนธรรมความปลอดภัย’ หรือการสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยเพียงพอ ทั้งทางร่างกายและอารมณ์ ที่จะทำให้ผู้เรียนสามารถเติบโต พัฒนา ใช้ชีวิต และเรียนรู้ต่อไปได้ สิ่งเหล่านี้ถือเป็นสภาพแวดล้อมการเรียนรู้เชิงบวกที่ถูกเรียกว่า ‘รัง’ นั่นเอง

ถ้าพูดให้เห็นภาพชัดขึ้น สำหรับผู้ใหญ่ ความปลอดภัยทางร่างกายหมายถึงความรู้สึกปลอดภัยในขอบเขตพื้นที่ต่างๆ ของชีวิต ดังที่ที่ทำงานของเราควรเปิดโอกาสให้เราสามารถเดินผ่านประตูและเริ่มงานได้อย่างมั่นใจ เช่นเดียวกับผู้เรียนที่ต้องการรู้สึกปลอดภัยในขอบเขตพื้นที่ชุมชน อาคารเรียน และห้องเรียน 

สำหรับความปลอดภัยทางอารมณ์สำหรับผู้ใหญ่ คือ การทำงานที่สามารถเอื้อให้เราแสดงความเปราะบางต่อหน้าผู้บริหารและเพื่อนร่วมงาน กล้าที่จะร้องขอความช่วยเหลือและรู้ว่าตนเองจะได้รับการสนับสนุน และสำหรับผู้เรียน นั่นคือการที่พวกเขารู้ว่าผู้ใหญ่มองเห็นว่าตนเองมีคุณค่า

หากเป็นเมื่อหลายปีก่อน คงไม่มีนักการศึกษาคนใดอยากเฉียดใกล้กับเรื่องแผลใจ (trauma) ของผู้เรียนเท่าไรนัก แต่ทุกวันนี้ แผลใจกลับกลายเป็นคำยอดฮิต อย่างไรก็ดี เราต้องระวังไม่ให้คำว่าแผลใจถูกด้อยพลังหรือถูกใช้งานพร่ำเพรื่อจนเกินไป และต้องรับมือกับนักเรียนที่มีแผลใจด้วยการ ‘ใส่ใจ’ เพื่อทำให้นักเรียนรู้ว่าตนเองมีศักยภาพและตระหนักว่ามีพื้นที่ปลอดภัยที่จะเติบโตได้

เพื่อให้เห็นภาพและแนวทางชัดขึ้น ผู้เขียนยกตัวอย่างแนวคิด ‘แบบแผนความหมาย’ (systems of meaning) ที่ใช้พิจารณาพฤติกรรมผ่านกรอบสามแบบ แบบแรก คือการมองว่าพฤติกรรมอาจเป็นผลมาจากการขาดความปลอดภัยหรือการที่ความต้องการพื้นฐานไม่ได้รับการเติมเต็ม ทำให้เราพยายามทำให้ตนเองปลอดภัยหรือเติมเต็มโดยเร็วที่สุด แบบที่สอง มองพฤติกรรมว่าเป็นผลลัพธ์ของการพัฒนาสมองที่เกิดขึ้นจริง พูดง่ายๆ คือสมองของเรามีไว้เพื่อ ‘รอด’ มากกว่า ‘รุ่ง’ สุขภาพและความผูกพันที่มั่นคงจึงเป็นตัวกำหนดความสามารถของเราในการมีพฤติกรรมที่ดี และ แบบสุดท้าย คือแบบแผนความหมายที่ได้รับผลกระทบ เมื่อเราประมวลเหตุการณ์ในอนาคตจากประสบการณ์ในอดีต ผสมรวมด้วยความเชื่อและความคิดของเรา

แบบแผนเหล่านี้ส่งผลกระทบกับตัวเราและวิธีที่เรามองคนอื่นอยู่เสมอโดยที่อาจไม่ทันรู้ตัว ยิ่งเมื่อเราอยู่ในภาวะเครียด สมองก็จะพลอยสร้างแบบแผนเชิงลบขึ้นมา กลายเป็นการเปิดพื้นที่ในสมองให้กับแนวคิดเชิงลบและคำพูดจำพวก ‘ไม่เคย’ หรือ ‘ไม่มีใคร’ หรือเป็นสภาวะที่เรากำลังอยู่ในสมองชั้นล่าง (downstairs brain)

ทว่าหากเราสามารถควบคุมตนเอง ปราศจากความเครียดและความวุ่นวาย เราก็มีแนวโน้มที่จะแสดงออกถึงความอดทน ความเปิดกว้าง และความร่วมมือมากขึ้น หรือเป็นสภาวะที่เรากำลังอยู่ในสมองชั้นบน (upstairs brain) นั่นเอง

ในทางทฤษฎี เรื่องเหล่านี้อาจฟังดูเข้าใจง่ายและตรงไปมาตรงมา เพราะทั้งหมดคือความพยายามในควบคุมตนเอง ไม่เครียดและไม่อยู่ในสถานการณ์วุ่นวาย แต่ในความเป็นจริงเล่า ทุกอย่างดูจะซับซ้อนวุ่นวายยิ่งกว่าอะไรดี เพราะเพียงแค่พูดคำว่า ‘การจัดการห้องเรียน’ ที่เต็มไปด้วยนักเรียนมากหน้าหลายตา ก็อาจทำให้คุณครูหลายคนเริ่มขมับเต้นตุบๆ แล้ว

ผู้เขียนจึงชี้ให้เห็นว่า การแก้ไขพฤติกรรมของนักเรียนอาจต้องเริ่มจากการทำความเข้าใจก่อนว่า อะไรคือสิ่งที่กระตุ้นพฤติกรรมของนักเรียนอยู่ เมื่อเข้าใจแล้ว เราจึงจะสามารถเปลี่ยนสภาพแวดล้อมเพื่อขจัดตัวกระตุ้นหรือเปลี่ยนการตอบสนองของนักเรียนได้

เพื่อให้จำแนกได้ชัดขึ้น ผู้เขียนแบ่งความต้องการออกเป็น 4 ด้าน ได้แก่: 

  • ด้านอารมณ์ คือ ความต้องการจัดการและอยู่ในสมองชั้นบน เมื่อนักเรียนถูกกระตุ้นให้อารมณ์เสีย รู้สึกไม่ปลอดภัย หรือสมองขาดความสามารถในการกลับเข้าสู่ภาวะที่ควบคุมได้ พวกเขาจะพยายามเติมเต็มความต้องการด้านอารมณ์ด้วยการแสดงออกในวิธีต่างๆ เพื่อให้กลับเข้าสู่สภาวะที่ควบคุมได้
  • ด้านความสัมพันธ์ คือ ความต้องการรู้สึกเชื่อมต่อและเป็นส่วนหนึ่ง เพราะเราทุกคนล้วนต้องการรู้สึกเชื่อมโยงกับผู้อื่น แต่บางคนอาจไม่มีโอกาสได้รับประสบการณ์นั้นในแบบที่ปลอดภัยและสม่ำเสมอ ทำให้บางครั้ง นักเรียนจะประพฤติตนไม่ดีเพื่อเติมเต็มความต้องการเป็นที่รัก
  • ด้านกายภาพ คือ ความต้องการทางร่างกายขั้นพื้นฐานเพื่ออยู่รอด เมื่อนักเรียนหิว โกรธ เหงา หรือเหนื่อย (HALT: Hungry, Angry, Lonely, Tired) หรือป่วย ร้อน หนาว พวกเขาอาจถูกกระตุ้นให้พยายามเติมเต็มความต้องการเหล่านี้ โดยที่อาจจะไม่รู้ตัว
  • ความต้องการควบคุม คือ ความต้องการอำนาจในการตัดสินใจ ผู้เขียนระบุว่า คนที่ใช้ชีวิตท่ามกลางความวุ่นวาย คาดเดาไม่ได้ ขาดความปลอดภัย ซึ่งเชื่อมโยงกับแผลใจ มักเป็นคนที่ไร้อำนาจเหนือสถานการณ์หรือผลลัพธ์ และนั่นทำให้พวกเขาปรารถนาความรู้สึกมีอำนาจไปโดยปริยาย

ดังนั้น หากนักเรียนมีพฤติกรรมที่เริ่มชวนปวดหัว แทนที่คุณครูจะด่วนตัดสินบางอย่าง ก็อาจจะลองถอยออกมาก่อนและมองไปให้ไกลกว่าพฤติกรรมที่แสดงออกตรงหน้า เพื่อพิจารณาว่า ความต้องการที่ไม่ได้รับการเติมเต็มซึ่งอาจขับเคลื่อนพฤติกรรมของเขาคืออะไร เพื่อที่จะออกแบบแนวทางการช่วยเหลือตามความต้องการและความเหมาะสมของปัญหานั้นได้ 

เพราะแค่เพียงลองเปลี่ยนมุมมอง จะทำให้เรามองข้าม ‘พฤติกรรม’ ของนักเรียนและสนใจสิ่งที่เป็น ‘ความต้องการ’ จริงๆ เพื่อให้นักเรียนซึมซาบว่าโรงเรียนเป็นพื้นที่ปลอดภัย คาดการณ์ได้ และคุณครูคือผู้ที่เข้าใจและอยากให้นักเรียนของตนเองประสบความสำเร็จเสมอ

‘3 R ใหม่ในโลกใหม่’: สร้างสัมพันธ์ รับผิดชอบ และควบคุมได้ 

การอ่าน (reading) การเขียน (‘riting) และคณิตศาสตร์ (‘rithmetic) หรือที่เรียกรวมๆ ว่า R สามตัวดั้งเดิม เป็นสิ่งที่ผู้เขียนชี้ว่าเป็นพื้นฐานของการศึกษาในครั้งเก่าก่อน หากคุณครูคนใดสามารถจดจ่อกับสาม R ดังกล่าวนี้ได้ก็นับว่าได้ทำหน้าที่ของตนเองครบถ้วนแล้ว

อย่างไรก็ดี เมื่อสภาวะแวดล้อมปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไป และคุณครูไม่ได้มีหน้าที่แค่สอนอีกต่อไป R สามตัวดั้งเดิมจึงอาจไม่เหมาะกับบริบทในปัจจุบัน เพราะคุณครูจำเป็นต้องมั่นใจว่านักเรียน ‘ทุกคน’ จะทั้งสามารถเรียนรู้และต้องเรียนรู้ได้ ซึ่งนั่นนำเรามาสู่ R สามตัวใหม่ ได้แก่ 

ความสัมพันธ์ (relationship) โดยเฉพาะความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนและปลอดภัยมากพอ 
ความรับผิดชอบ (responsibility) คือความรู้สึกว่าตนเองมีคุณค่า ศักยภาพ และมีความสามารถ 
การควบคุม (regulation) ที่สามารถรับสิ่งเร้าและจัดการกับการตอบสนองทางอารมณ์และพฤติกรรมได้

อีกสิ่งหนึ่งที่ผู้เขียนชี้ให้เราเห็นคือ นอกจากทักษะทางวิชาการซึ่งเป็นสิ่งที่ระบบการศึกษามักให้คุณค่าแล้ว ชิ้นส่วนสำคัญอีกหนึ่งชิ้นคือ ‘ความเห็นอกเห็นใจ’ ที่มักหล่นหายไปจากระบบ ซึ่งสำคัญกับทั้งนักเรียนในการเชื่อมโยงกับความรู้สึกของผู้อื่น ช่วยให้เปิดใจค้นหาโอกาสใหม่ๆ และยุ่งเกี่ยวกับความสัมพันธ์เชิงลบน้อยลง และกับฝั่งครูที่ต้องไม่ลืมว่า แม้นักเรียนจะเติบโตทางร่างกายอย่างไร พวกเขาก็ยังเป็นเด็กที่ต้องพึ่งพาผู้ใหญ่อยู่ดี

ดังที่บอกไปตอนแรก R สามตัวใหม่เป็นสิ่งสำคัญยิ่งสำหรับยุคปัจจุบันนี้ โดย R ตัวแรกอย่างความสัมพันธ์ เป็นอะไรที่เหมือนเรียบง่าย ทว่าอาจสร้างได้ยากยิ่ง โดยเฉพาะการสร้างความเชื่อมโยงอย่างมีความหมายระหว่างเรากับมนุษย์คนอื่น

แล้วอะไรที่จะช่วยสร้างความสัมพันธ์ที่ดีได้น่ะหรือ คำตอบนั้นอาจฟังดูเรียบง่ายจนคาดไม่ถึง นั่นคือ “จงเป็นมนุษย์”

แม้ทุกคนจะต้องการความสัมพันธ์ แต่ผู้เขียนชี้ให้เห็นประเด็นน่าสนใจว่า ไม่ใช่ทุกคนที่จะ ‘ไว้ใจ’ ความสัมพันธ์ โดยเฉพาะคนที่มีแผลใจและกลัวการมีความสัมพันธ์ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าพวกเขาไม่อยากมีความสัมพันธ์แต่อย่างใด จึงเป็นหน้าที่ของคุณครูที่ต้องมีความเห็นอกเห็นใจและเคารพสิทธิของนักเรียน รวมถึงใช้กลยุทธ์เล็กๆ น้อยๆ เช่น การกล่าวทักทาย ถามคำถาม หรือการยิ้มให้

R ตัวถัดมาคือ ความรับผิดชอบ เป็นความรู้สึกถึงคุณค่าในตนเอง ประสิทธิภาพ และความสามารถ ซึ่งจะทำให้นักเรียนสามารถเรียนรู้ต่อไปได้ ทว่าสำหรับนักเรียนที่ใช้ชีวิตอยู่ในความวุ่นวายและความเครียดมาตั้งแต่เด็ก พวกเขามีแนวโน้มที่จะสงสัยและโทษตัวเอง เชื่อฝังใจว่าตนเองผิดปกติหรือไม่ดีพอ การจะเสริมสร้างให้เด็กคนหนึ่งมีความรับผิดชอบจึงต้องอาศัยความอดทนและความเข้าใจ โดยผู้สอนสามารถสอนความรับผิดชอบได้ด้วยวิธีต่างๆ อาทิ การทำให้เด็กเข้าใจความหมายและคุณค่าของความรับผิดชอบ รวมถึงสร้างความรู้สึกเชิงบวกเกี่ยวกับตนเองให้นักเรียน ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการลงมือทำอะไรบางอย่างได้ด้วยตนเอง

และ R ตัวสุดท้ายคือ การควบคุม ซึ่งแม้จะเป็นตัวสุดท้าย แต่เป็นตัวที่ผู้เขียนชี้ว่าสำคัญที่สุด และเป็นผลลัพธ์ที่คาดหวังจาก R สองตัวก่อนหน้า ถ้ากล่าวโดยสรุปคือ การสร้างและส่งเสริมความสัมพันธ์จะช่วยให้นักเรียนเข้าถึงสภาวะที่ควบคุมได้ และมอบโอกาสให้พัฒนาความรับผิดชอบเพื่อให้จัดการตนเองได้ด้วย

หากถามว่าอะไรคือวิธีที่ง่ายที่สุดที่จะนึกถึงการควบคุม นั่นก็คือการพยายามทำให้ตนเองอยู่ใน ‘สมองชั้นบน’ เพื่อที่เราจะสามารถจัดการตัวเองได้ อยู่ภายใต้การควบคุม และมีเหตุผล เพราะถ้าพูดให้ถึงที่สุด ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนอยู่ในสมองของเรานั่นเอง

แต่เช่นเดียวกับเรื่องอื่นๆ นั่นแหละ การพยายามอยู่ในสมองชั้นบนฟังดูเหมือนง่าย แต่ที่จริงแล้วไม่ง่ายเลย เพราะสมองของมนุษย์ถูกออกแบบมาเพื่อการอยู่รอด ดังนั้น เมื่อมนุษย์เริ่มรู้สึกไม่ปลอดภัยและรับรู้ถึงภัยคุกคาม สมองชั้นล่างจะหลั่งสารเคมีเพื่อเอาตัวรอดทันที จนกระทั่งเมื่อเริ่มรู้สึกปลอดภัยแล้ว สมองจึงจะหลั่งสารเคมีที่ช่วยในการพัฒนาออกมา 

หากคุณครูหรือผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหลายเข้าใจตรงนี้แล้ว นั่นจะนำมาซึ่งความเห็นอกเห็นใจและการรับรู้ทันทีว่า นักเรียนที่กำลังดูมีปัญหาตรงหน้า ‘ทำไม่ได้’ ไม่ใช่ ‘ไม่ทำ’ และเขาหรือเธอพยายามทำดีที่สุดแล้วในสถานการณ์ดังกล่าว ผู้เขียนจึงได้แนะนำกลยุทธ์ที่ฟังดูง่ายแต่ใช้ได้จริงในหลายบริบทเพื่อช่วยให้นักเรียนสามารถควบคุมตนเองได้ อาทิ ให้ใช้ดินสอที่มีน้ำหนักเพื่อควบคุมมือ หรือการให้สมองได้พักด้วยการทำกายบริหารหรือดื่มน้ำ

ที่สำคัญ อย่าลืมว่าการควบคุมทั้งหลายเริ่มต้นที่ตัวเรา ซึ่ง ‘เรา’ ในที่นี้ก็คือผู้ใหญ่ทั้งหลาย เพราะเมื่อเราสามารถควบคุมตนเองได้ เราจะสามารถควบคุมสถานการณ์ได้อย่างผ่อนคลายและมีเหตุผล อีกทั้งยังสามารถเป็นตัวอย่างให้นักเรียนได้ด้วย 

ในตอนท้าย ผู้เขียนยังได้เน้นย้ำประเด็นสำคัญอย่าง ‘ความเครียด’ และการตั้งความหวังไว้สูง ที่ทำให้หลายคนพลอยหยุดชะงักและไม่ลงมือทำอะไรเลย ทว่าสิ่งสำคัญของคุณครูและนักการศึกษาไม่ใช่การมอบยาวิเศษขจัดความเครียดให้อันตรธานหายไป แต่เป็นการสรรหาวิธีต่างๆ เพื่อจะจัดการความเครียดได้อย่างยั่งยืนและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

“เป็นเรื่องสำคัญที่เราต้องจำไว้ว่าชีวิตนั้นใหญ่กว่าเรา! คุณรู้อยู่แล้ว แต่ก็ยังควรพูดซ้ำอยู่ดี แทนที่จะติดหล่มในความซ้ำซากจำเจและความคิดแง่ลบ ลองกุมบังเหียนชีวิตและเริ่มขยับดู จงมีเมตตาต่อตัวเองและผู้อื่นอย่างกว้างขวางเป็นอนันต์…

…ถ้าเราต้องการสมดุลชีวิตกับงานที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง ความเมตตาอาจเป็นกุญแจไปสู่สิ่งนั้น”

สิ่งสุดท้าย (จริงๆ แล้ว) แม้ผู้เขียนจะระบุว่า หนังสือเล่มนี้มุ่งเน้นเฉพาะกลุ่มวิชาชีพ แต่เช่นเดียวกับหนังสือทุกเล่มที่ทำงานกับแต่ละคนแตกต่างกันออกไป ไม่ว่าคุณจะเป็นคุณครูที่กำลังปวดหัวกับนักเรียนเจ้าปัญหา ผู้ปกครองที่กำลังรับมือกับการเปลี่ยนไปของลูกวัยรุ่น หรือจะเป็นคนธรรมดาที่บังเอิญหยิบหนังสือเล่มนี้ขึ้นมาเพราะปกสวย หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือของคุณ เพราะหนังสือเล่มนี้จะทำงานกับคุณไม่ทางใดก็ทางหนึ่งเสมอ

เพราะถ้าพูดให้ถึงที่สุด ถ้าแก่นแท้ของหนังสือคือการก่อร่างสร้าง ‘รัง’ หรือพื้นที่ปลอดภัยให้ใครสักคน โดยเฉพาะคนที่มีแผลประทับอยู่ในใจ นั่นย่อมหมายรวมถึงการมีความเห็นอกเห็นใจคนอื่นประหนึ่งว่าเรากำลังสวมรองเท้าของเขาอยู่

และนั่นคือสิ่งที่มนุษย์ทุกคนควรมีไม่ใช่หรือ


ทดลองอ่านและสั่งซื้อหนังสือ สร้างโรงเรียนให้เป็น ‘รัง’

สร้างโรงเรียนให้เป็น ‘รัง’

Original price was: 395฿.Current price is: 356฿.

(Relationship, Responsibility and Regulation: Trauma-Invested Practices for Fostering Resilient Learners)
Kristin Van Marter Souers & Pete Hall เขียน
พชร สูงเด่น แปล
อนวัช อรรถจินดา บรรณาธิการ
ยุทธภูมิ ปันฟอง ออกแบบปก