อ่าน “โรงเรียนคิดสร้างสรรค์: คู่มือสำหรับผู้นำการเปลี่ยนแปลง

บุลวัชร เสรีชัยพร เรื่อง

ธันวาคมปีนี้ (2024) องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organisation for Economic Co-operation and Development— OECD) มีกำหนดจะประกาศผลคะแนนสอบความคิดสร้างสรรค์ (PISA 2022 Creative Thinking) ซึ่งจัดทำไปทั่วโลกเมื่อปี 2022  และประเทศไทยเองก็ได้จัดให้นักเรียนกลุ่มตัวอย่างจำนวน 8,509 คน จาก 280 โรงเรียนทุกสังกัดการศึกษาทั่วประเทศได้เข้าร่วม ว่าแต่ ทำไมความคิดสร้างสรรค์จึงได้สำคัญขนาดนั้น

ที่ผ่านมา คำว่า “ความคิดสร้างสรรค์” (creative thinking) ถูกพูดถึงและให้ความสำคัญในหลายๆ วงการ โดยเฉพาะวงการการศึกษา ซึ่งรับผิดชอบการบ่มเพาะทักษะพึงประสงค์และจำเป็นให้กับคนในสังคมตั้งแต่ช่วงแรกของชีวิต หลายโรงเรียนส่งเสริม “ความคิดสร้างสรรค์” ตามปรัชญาแนวทางของตนเองมานานแล้ว อย่างไรก็ตาม เมื่อทักษะใดได้รับการบรรจุในกรอบการประเมินระดับนานาชาติ ก็เท่ากับมันถูกเน้นย้ำว่ามีความสำคัญยิ่งต่อการดำรงชีวิตในขณะนี้และจะยิ่งขาดไม่ได้ในอนาคตอันใกล้ กระทรวงศึกษาและองค์กรวิจัยเพื่อการศึกษาหลายแห่งจึงเริ่มดำเนินการเชิงนโยบายเพื่อสร้างแนวทาง อบรม และส่งเสริมการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ในชั้นเรียนอย่างเป็นระบบ อันเป็นที่มาของหนังสือคู่มือการเล่น CREATIVE THINKING IN SCHOOL: A LEADERSHIP PLAYBOOK  ชื่อภาษาไทย โรงเรียนคิดสร้างสรรค์: คู่มือสำหรับผู้นำการเปลี่ยนแปลง ซึ่งต่อยอดจากงานวิจัยด้านผู้นำความคิดสร้างสรรค์ในโรงเรียน โดยศูนย์การเรียนรู้ในโลกแห่งความเป็นจริง (Centre for Real-World Learning – CRL) แห่งมหาวิทยาลัยวินเชสเตอร์ (University of Winchester)

ความคิดสร้างสรรค์คืออะไร

ศาสตราจารย์ เดม อลิสัน พีคอกก์ ประธานกรรมการบริหารสมาคมครู (Chartered College of Teaching) ประเทศอังกฤษ และคณะผู้เขียนได้ให้ข้อสังเกตไว้ในตอนต้นของหนังสือเล่มนี้ ว่า “ความคิดสร้างสรรค์” มักถูกเข้าใจผิดว่ามีที่ทางอยู่แค่ในวิชาศิลปะ แต่แท้จริงแล้ว “ความคิดสร้างสรรค์” เป็นทักษะที่จำเป็นในทุกแง่มุมของชีวิต 

นักวิทยาศาสตร์ที่ประสบความสำเร็จย่อมรู้ดีว่า ความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งประกอบไปด้วยทักษะการคิดเชื่อมโยงความรู้หลายแขนงและสร้างสรรค์ข้อสันนิษฐานใหม่ๆ นั้น อยู่เบื้องหลังคำถามวิจัยที่เฉียบคม ข้อสังเกตที่ลึกซึ้ง และการค้นพบครั้งสำคัญหลายอย่าง ตั้งแต่ทฤษฎีแรงโน้มถ่วงไปจนถึงทฤษฎีวิวัฒนาการ นอกจากนี้ “ความคิดสร้างสรรค์” ก็ยังอยู่ในชีวิตประจำวันของทุกๆ คน

สาขาวิชาความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งบุกเบิกโดย จอย พอล กิลฟอร์ด (Joy Paul Guilford) ในช่วงทศวรรษ 1950 เสนอว่า การคิดมีสองรูปแบบ ได้แก่ “การมาบรรจบกัน” (เพื่อสร้างความคิดที่ดีหนึ่งอย่าง) และ “การแตกแขนง” (เพื่อสร้างวิธีแก้ปัญหาหลายๆ อย่าง) และต่อมา นักวิชาการก็ได้ลงรายละเอียดเกี่ยวกับทักษะต่างๆ มากมายที่ประกอบกันเป็นความคิดสร้างสรรค์ โดย OECD เองได้นิยาม “ความคิดสร้างสรรค์” ไว้ว่า เป็นความสามารถในการสร้างวิธีคิดที่นำไปสู่ความคิดใหม่ๆ อันหลากหลายและมีคุณค่า ทั้งนี้ ทุกคนล้วนมีศักยภาพในการคิดอย่างสร้างสรรค์ผ่านการมองกิจกรรมทั่วๆ ไปหรือชุดประสบการณ์เดิมๆ ในวิถีใหม่ ซึ่งช่วยให้เข้าใจปัญหาที่เกิดขึ้นกับตนเองไปจนถึงสังคมรอบข้าง และหาทางออกที่ใช้งานจริงได้สำเร็จ โดยไม่จำเป็นว่ากิจกรรมทั่วไปที่ว่านั้นจะเกี่ยวข้องโดยตรงกับการใช้จินตนาการ (เช่น การเขียนเชิงสร้างสรรค์หรือการทำงานศิลปะ) หรือไม่ 

งานวิจัยหลายชิ้นยังพบด้วยว่า ทักษะในการคิดอย่างสร้างสรรค์มักนำไปสู่การยกระดับความเป็นอยู่ที่ดี ความสุขในชีวิต และความสามารถในการหางานให้กับปัจเจกบุคคล รวมถึงส่งเสริมการพัฒนาทางเศรษฐกิจ-สังคมให้กับประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อสภาพสิ่งแวดล้อมเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและคาดการณ์ไม่ได้ ทำให้มนุษย์ต้องเผชิญกับปัญหามากมายที่ซับซ้อนและท้าทายอย่างที่ไม่เคยเจอมาก่อน

โรงเรียนกับการบ่มเพาะความคิดสร้างสรรค์

งานวิจัยมากมายเห็นตรงกันว่า ความคิดสร้างสรรค์มีอิทธิพลในทางบวกต่อการเรียนรู้และความสำเร็จทางวิชาการ เพราะช่วยให้นักเรียนนำข้อมูลความรู้ที่ได้ มาเชื่อมโยง ประยุกต์ต่อยอด และปรับใช้ได้อย่างมีความหมายกับชีวิตตนเอง หรือก็คือ ส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้อย่างมีเป้าหมาย โดยมีความต้องการภายในของผู้เรียนเป็นแรงผลักดันให้เรียนรู้ต่อไปไม่หยุดยั้ง ทักษะการคิดสร้างสรรค์ยังช่วยให้นักเรียนปรับตัวเข้ากับโลกที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วได้ สามารถมีส่วนร่วมกับการพัฒนาสังคมในฐานะสมาชิกของชุมชนได้ทั้งในตอนนี้ และเติบโตไปเป็นแรงงานผู้สร้างองค์ความรู้และนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อแก้ปัญหาต่อไปได้ในอนาคต

การสอนในโรงเรียนที่เรารู้จักกันดี ส่วนมากแล้วจัดขึ้นเพื่อส่งเสริมทักษะสำคัญสามอย่างซึ่งเรียกย่อๆ ว่า 3Rs อันได้แก่ การอ่าน (reading) การเขียน (writing) และเลขคณิต (arithmetic) โดยมีกระทรวงศึกษาธิการเป็นผู้กำกับตัวชี้วัด แนวทางการสอนและการประเมินในภาพรวม แต่เมื่อเวลาผ่านไป นักการศึกษามากมายได้เสนอทักษะที่สำคัญอีกสามด้าน คือ 3Cs อันได้แก่ การสื่อสาร (communication) การร่วมมือ (collaboration) และการคิดอย่างสร้างสรรค์ (creative thinking) ด้วยเหตุผลที่กล่าวไปข้างต้น 

อย่างไรก็ตาม การสอนกระบวนการคิดสร้างสรรค์ในโรงเรียน มักเผชิญอุปสรรคจากความเข้าใจผิด เช่นว่า ความคิดสร้างสรรค์เป็นความสามารถที่ติดตัวแต่ละคนมาแต่กำเนิด สอนกันไม่ได้ ไม่มีวิธีแน่ชัดที่จะสอน หรือที่แย่กว่านั้น คือ ถูกมองว่าไม่มีประสิทธิภาพเท่ากับการเรียนรู้ผ่านการบอกกล่าวสั่งสอนโดยตรง ไม่เกี่ยวข้องกับสาระวิชา หรือแม้กระทั่งเบียดบังเวลาและลดทอนมาตรฐานของการเรียนการสอนด้านวิชาการลง

และถึงแม้ผู้สอนจะเห็นความสำคัญและมีแนวทางในการบ่มเพาะความคิดสร้างสรรค์ โรงเรียนก็ยังต้องตระหนักถึงผลกระทบจากบริบททางการเมืองของรัฐด้วย เพราะการกำกับตรวจสอบจากภาครัฐอาจส่งเสริมหรือบั่นทอนความพยายามของบุคลากรโรงเรียนที่กล้าทำอะไรแปลกใหม่ได้ หากรัฐและโรงเรียนมีความเห็นตรงกัน การทำงานก็มักจะลื่นไหล แต่ไม่ว่าโรงเรียนจะอยู่ภายใต้ระบบการศึกษาแบบใด คณะผู้เขียนหนังสือคู่มือการเล่นเล่มนี้ก็ยังเชื่อว่า ครูและผู้บริหารจะยังมีหนทางพัฒนาการคิดอย่างสร้างสรรค์ได้อยู่ ด้วยแนวทางการทำกิจกรรมส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ทั้งองค์กร ที่คณะได้พัฒนามาจากกรณีศึกษาจริงมากมายในสถานศึกษาหลากหลายแห่ง

กระบวนการสร้างความคิดสร้างสรรค์ทั้งองค์กร

โรงเรียนคิดสร้างสรรค์: คู่มือสำหรับผู้นำการเปลี่ยนแปลงได้วางเป้าหมายบ่มเพาะความคิดสร้างสรรค์ ผ่านการพัฒนาอุปนิสัยสร้างสรรค์หลัก 5 ด้าน (แต่ละด้านประกอบด้วยอุปนิสัยย่อ 3 ด้าน) ดังภาพ

อุปนิสัยช่างสงสัยสงสัยและตั้งคำถาม สำรวจและสืบค้น ท้าทายสมมติฐาน
อุปนิสัยไม่ย่อท้ออดทนต่อความไม่แน่นอน ฝ่าฟันความยากลำบาก กล้าที่จะแตกต่าง
อุปนิสัยให้ความร่วมมือแบ่งปันผลลัพธ์ ให้และรับฟังคำแนะนำ ร่วมมืออย่างเหมาะสม
อุปนิสัยมีวินัยต่อตนเองคิดวิพากษ์ สรรค์สร้างเทคนิค  ออกแบบและพัฒนา
อุปนิสัยใช้จินตนาการเล่นกับความเป็นไปได้ คิดเชื่อมโยง ใช้สัญชาตญาณ

ผ่านกิจกรรม 30 อย่าง และอุปกรณ์ 32 ชิ้น ที่จะพาครูและผู้บริหารโรงเรียน “เล่น” และ “เรียนรู้” ไปพร้อมกันในบรรยากาศที่เปิดกว้างและสร้างสรรค์ 

เริ่มตั้งแต่การทำความรู้จักกับความคิดสร้างสรรค์และการคิดอย่างสร้างสรรค์ และเปลี่ยนกระบวนทัศน์ของบุคลากรและนักเรียนในโรงเรียน, สังเกต เสาะหา และพัฒนาผู้นำความคิดสร้างสรรค์ในองค์กร, วิเคราะห์และปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กร หลักสูตร แนวทางการสอน ไปจนถึงติดตามวัดประเมินพัฒนาการของความคิดสร้างสรรค์ทั้งโรงเรียน และแสวงความร่วมมือกับเครือข่ายพันธมิตรนอกโรงเรียน เพื่อต่อยอดแนวทางการสอนให้ทันสมัยอย่างสม่ำเสมอ โดยมีเป้าหมายสูงสุด คือ การเปลี่ยน “โรงเรียน” ให้กลายเป็น “องค์กรแห่งการเรียนรู้” (school as a learning organization – SLO) ที่พัฒนาการเรียนการสอนและวิสัยทัศน์โดยมีผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง สนับสนุนโอกาสการเรียนรู้ของทุกคนอย่างต่อเนื่อง ส่งเสริมการเรียนรู้ร่วมกัน และสร้างวัฒนธรรมแห่งการสงสัยใคร่รู้ การสร้างนวัตกรรม และสำรวจความเป็นไปได้ใหม่ๆ ทั้งจากภายในและภายนอกองค์กรอย่างมีระบบ โดยมีความไว้เนื้อเชื่อใจ (trust), เวลา (time), เทคโนโลยี (technology), การคิดร่วมกัน (thinking together) และความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น (compassion) เป็นฐาน

เพราะความคิดสร้างสรรค์เติบโตได้ดีที่สุด ในบรรยากาศที่เอื้อให้คนคิดอย่างสร้างสรรค์ การพัฒนากระบวนการและทักษะการคิดสร้างสรรค์จึงต้องเริ่มจากการมีเป้าหมายและความเข้าใจที่ตรงกันของทุกคนในองค์กร ทั้งเด็ก ผู้ใหญ่ ครู นักเรียน คู่มือการเล่นเล่มนี้ที่วางแผนกิจกรรมมาโดยละเอียดครบทุกขั้นตอนโดยคำนึงถึงการมีส่วนร่วมของทุกคน จึงน่าจะช่วยเป็นหลักให้บุคลากรการศึกษาทั้งหลาย เริ่มสร้างวัฒนธรรมแห่งความคิดสร้างสรรค์ไปด้วยกันได้อย่างสะดวก และที่สำคัญคือ สนุก กับการพัฒนาตนเอง ให้เป็นคนที่มีใจเปิดกว้าง รับฟัง สามารถคิดวิเคราะห์ ค้นหาหลักฐาน กล้าแสดงออก และคิดหาทางแก้ปัญหาใหม่ๆ ที่เหมาะสมกับบริบทของตนเองได้ เพื่อให้ผู้เรียนได้พัฒนาทักษะใหม่ อันจะเป็นรากฐานสำคัญในการใช้ชีวิตต่อไป


ทดลองอ่านและสั่งซื้อหนังสือ โรงเรียนคิดสร้างสรรค์: คู่มือสำหรับผู้นำการเปลี่ยนแปลง

โรงเรียนคิดสร้างสรรค์: คู่มือสำหรับผู้นำการเปลี่ยนแปลง

Original price was: 395฿.Current price is: 356฿.

ขอต้อนรับสู่ “โรงเรียนคิดสร้างสรรค์” พื้นที่เรียนรู้เพื่อสร้างผู้นำการเปลี่ยนแปลงด้วยความคิดสร้างสรรค์ ผ่านคู่มือการ “เล่น” เพื่อพัฒนาการเรียนรู้โดยอาศัยชุดอุปนิสัยสร้างสรรค์ 5 ประการอ่านเวอร์ชันอีบุ๊ก

มนภัทร จงดีไพศาล แปล
บุญชัย แซ่เงี้ยว บรรณาธิการ
จิรัชยา หงษ์แก้ว ออกแบบปก