อ่าน ‘Read-Aloud Handbook’ มหัศจรรย์แห่งการอ่านออกเสียง – นพ.ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์ (13)

 

นายแพทย์ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์ ชวนอ่านหนังสือ Jim Trelease’s Read-Aloud Handbook (8th Edition): พลังแห่งการอ่านออกเสียง เขียนโดย จิม เทรลีส บรรณาธิการฉบับตีพิมพ์ครั้งที่ 8 โดย ซินดี จิออร์จิส แปลโดย อสมาพร โคมเมือง และจัดพิมพ์โดย สำนักพิมพ์บุ๊คสเคป

การอ่านออกเสียงมีประโยชน์อย่างไร สำคัญแค่ไหน และต้องทำอย่างไรบ้าง มาหาคำตอบผ่านหนังสือเล่มดังของโลก ที่บรรจุงานวิจัยที่น่าสนใจไว้มากมาย ขยายความและตีความโดยนายแพทย์ผู้คร่ำหวอดและทำงานสนับสนุนการอ่านหนังสือให้เด็กฟังในประเทศไทยมาเนิ่นนาน

 

นายแพทย์ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์

 

ตอนที่ 13 นัยสำคัญของประสบการณ์อ่านออกเสียง

 

จิมเริ่มบทที่ 9 ด้วยคำถามว่าจะเลือกหนังสืออ่านให้เด็กฟังอย่างไร เขาตอบว่าเลือกเรื่องที่ตัวเองชอบครั้งเป็นเด็ก หรือค้นหาบัญชีรายชื่อหนังสือสำหรับเด็กที่แนะนำกัน

เรื่องต่อไปคืออ่านให้เสียงมีอารมณ์รัก เศร้า ตลก เด็กๆ จะชอบ

จิมเขียนต่อไปว่าประโยคแรกของหนังสือมีความสำคัญที่จะช่วยดึงดูด (ทำนองว่าการเลือกหนังสือดีจึงสำคัญ?) และหนังสือควรจบแบบลงตัวไม่ค้างคา อาจจะมีอะไรเหลือให้ค้นหาต่อได้หากเป็นหนังสือชุด (จบแบบแล้วอิหยังวะดีมั้ย?)

จะเห็นว่าที่ผ่านมาผมพูดและเขียนตรงข้ามกับจิมแทบทุกข้อ ด้วยประโยคเดียวคือ

“อ่านอะไรก็ได้ อ่านอย่างไรก็ได้” ตามด้วยขอให้เริ่มอ่าน

ผมรู้ว่าจิมพูดถูก เพียงแต่เมื่อมองมาที่บริบทของบ้านเราที่หนังสือเป็นปัจจัยอันดับท้ายๆ ของชีวิต มีคนและครูน้อยมากที่อ่านหนังสือ มีพ่อแม่และนายแพทย์น้อยมากที่อ่านหนังสือ สถานการณ์การอ่านของเราเรียกได้ว่าสาหัส

ดังนั้นผมจะพูดเสมอว่า “อ่านอะไรก็ได้ อ่านอย่างไรก็ได้” สั้นกว่านี้คือ

“อ่านไปเถอะ ขอให้เริ่ม” และบางครั้งตามด้วยถุงกล้วยแขกก็อ่านได้

โดยลืมไปว่าเราหาถุงกล้วยแขกไม่พบแล้ว

ผมเป็นคุณพ่อที่ไม่เคยอ่านตลกเลย และไม่เคยใส่อารมณ์อะไร ทำไปมันก็ไม่ตลกเพราะฝืนทำ ตัวเองเป็นอย่างที่เด็กๆ แซวในเวลาต่อมาว่า “ป๊าเป็นเด็กพิเศษ” ซึ่งเมื่อนึกย้อนดูก็เห็นจริง ผมช้าทุกเรื่องตอนเป็นเด็กไม่เคยทำอะไรได้เลยในขณะที่เพื่อนๆ ทำได้ โชคดีที่ไม่มีใครจับไปหาหมอเท่านั้นเอง ยิ่งไปกว่านั้นยังพูดไม่ชัดจนถึงประถมศึกษาปีที่ 3

สมัยนั้น เกือบหกสิบปีก่อน เอสโซ่มีสโลแกนว่า “ตับเตื๋อใต่ตั๋งพะลังตู๋ง” คือเสียงของผมเมื่อปอสาม

พอเป็นพ่อ จึงอ่านไปเรียบๆ เสมอๆ ไม่มีอารมณ์และไม่มีตลก จนกระทั่งบางเล่มอ่านรอบที่สิบแล้วเบื่อเองจึงเริ่มอ่านแบบปรับปรุงเปลี่ยนแปลงปรากฏว่าลูกๆ โวยวายกันขนานใหญ่ “อ่านดีๆ!”

กลับมาที่จิม จิมเขียนย่อหน้าสุดท้ายของเซ็คชั่นแรกนี้ว่า “ไม่มีวิธีที่ถูกหรือผิดในการอ่านออกเสียง เว้นแต่จะไม่ทำ! ดังนั้นคว้าหนังสือสักเล่ม พาลูกมา แล้วเริ่มอ่านเลย”

รอดตัวไป จิมและผมเห็นตรงกันในตอนท้าย

อ่านออกเสียงเป็นวิธีที่ดีในการเพิ่มคลังคำ เราเคยพูดเรื่องนี้มาแล้ว ภาษาพูดมีคำไม่กี่คำ สิ่งพิมพ์ทั่วไปมีคลังคำมากขึ้น แต่นิทาน นวนิยาย วรรณกรรม และวรรณคดีมีคลังคำมากที่สุด คำว่า “สวย” มีในภาษาพูด แต่เด็กๆ จะไม่ได้ยินและไม่รู้จักคำอื่นๆ ที่แปลว่าสวยเลยถ้าไม่อ่านหนังสือ

เลอโฉม งามจับตา สวยพริ้ง สวยเก๋ โสภา ไฉไล สวยสะคราญ เช้งวับ เช้งกระเด๊ะ สะสวย หยดย้อย สวยซึ้ง หยาดเยิ้ม พริ้งเพรา งามพิศ งามผาด น่ารัก น่าฮัก สวยสะดุดตา ผุดผาด งามผ่อง เปล่งปลั่ง งามจับจิตจับใจ งามจับตา สวยต้องตา งามเปล่งปลั่ง ทรงโฉมสิริโสภาคย์ ฯลฯ

ไวยากรณ์เป็นอีกเรื่องหนึ่ง การเรียนไวยากรณ์ที่ดีที่สุดคืออ่านหนังสือแล้วจะได้ไวยากรณ์เอง จิมเขียนว่า “ไวยากรณ์เข้าใจได้เองมากกว่าสอน และวิธีที่จะเข้าใจก็เหมือนการติดไข้หวัด” ประโยคนี้จริงมาก จิมเพิ่มเติมต่อไปว่าดีกว่านั้นคืออ่านออกมา เมื่อเราอ่านแล้วพบว่าสะดุดนั่นแปลว่ามีบางอย่างผิดพลาดที่ไวยากรณ์

นักเขียนทุกคนอ่านมากกว่าเขียน การอ่านทำให้เราจดจำ “รูปภาพของคำศัพท์” และช่วยให้สะกดคำได้ดีกว่าด้วยกลไกการจดจำรูปภาพมากกว่าที่จะท่องโดยตรง

ลองเขียนตัวสะกดของคำศัพท์หนึ่งที่เราไม่ค่อยแน่ใจออกมาทุกแบบ เช่น กะเพรา กระเพรา กระเพา แล้วเลือกดูตามความเคยชิน โอกาสเลือกถูกมากกว่าเลือกผิด เราทำแบบนี้กับการย่อหน้า การวรรค เครื่องหมายวรรคตอน และไวยากรณ์ด้วย

“นักเขียนวัยเรียนที่ทำคะแนนสูงสุดไม่ใช่คนที่เขียนเยอะที่สุดในแต่ละวัน แต่เป็นนักเรียนที่อ่านเพื่อความบันเทิงเยอะที่สุด มีสิ่งพิมพ์ในบ้านเยอะที่สุด และเขียนความเรียงในชั้นเรียนเป็นประจำ”

สมองส่วนรับภาพมีขนาดมากกว่าสมองส่วนรับเสียง 30 เท่า นั่นแปลว่าหากเราได้ยินคำนั้นในบทสนทนาและโทรทัศน์เท่านั้น เทียบกับ “มองเห็น” คำคำนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า อย่างหลังเพิ่มคลังคำได้มากกว่ามาก เปรียบเสมือนการอัปโหลดข้อมูลขึ้นเก็บไว้รอวันดาวน์โหลดลงมาในงานเขียน ถ้าไม่มีการอัปโหลดจะเอาอะไรดาวน์โหลดลงมา

หลายหน้าต่อมาเป็นคำแนะนำเรื่องการอ่าน อย่างไรก็ตามรวบให้สั้นก็ยังคงเหลือเพียงแค่ว่า “อ่านให้สนุก” และ “อย่าเปลี่ยนการอ่านเป็นการสอนหรือเอาการ” ถึงตรงนี้ขอเล่าเรื่องหนึ่งซึ่งเล่าทุกที่หลายครั้ง

เด็กเล็กคนหนึ่งถือหนังสือนิทานประกอบภาพแสนสวยมายื่นให้แม่ว่าอยากได้

“ไม่เอา เอาไปคืนเดี๋ยวนี้” แม่ตอบ

เหตุการณ์นี้เกิดในกรุงเทพมหานคร ในร้านหนังสือของห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ เราอาจจะแก้ตัวแทนประชาชนคนไทยทุกคนได้ว่าเพราะเรายากจน แต่เพราะยากจนนั่นแหละคือเหตุผลที่คุณแม่ควรกัดฟันซื้อหนังสือให้เด็กคนนั้นอ่าน ดีกว่านั้นคือนั่งอ่านให้ลูกฟัง แล้วลูกจึงจะมีโอกาสไปพ้นจากความยากจน

หนังสือบันเทิงคดีสำคัญกว่าหนังสือสารคดี เมื่อทั้งโลกสนใจไอคิวและผลสัมฤทธิ์การศึกษา หนังสือของเด็กจะเหลือเพียงตำราเรียนมาตรฐานเพื่อเพิ่มคะแนน และหนังสือสารคดีเพื่อเพิ่มความรู้ แต่จากงานวิจัยของ OECD ตามเอกสารอ้างอิงหมายเลข 19 ในบทที่ 9 นี้ สำรวจเด็ก 250,000 คนใน 32 ประเทศ พบว่าเด็กที่ทำคะแนน PISA สูงเป็นเด็กที่อ่านบันเทิงคดีมาก

หนังสือสารคดีและกวีนิพนธ์เล่า ทั้งสองอย่างควรอ่าน แต่โจทย์การเลือกมักจะยากขึ้น หนังสือชีวประวัติบุคคลสำคัญเป็นหนังสือที่ควรเลือกเล่มที่เขียนสนุกๆ ให้เด็กอ่าน หนังสือกวีนิพนธ์สามารถคัดสรรให้เด็กอ่านเพื่อสร้างความคุ้นเคยกับคำคล้องจองได้ อารมณ์ที่สั่งสมจากกวีนิพนธ์หรือร้อยกรองใดๆ เป็นเรื่องต้องค่อยๆ ฟูมฟักขึ้นเช่นกัน

ปิดท้ายบทนี้ ยาวเล็กน้อย แต่ดีทุกประโยค

“ขอผมเตือนใจคุณว่าวรรณกรรมรูปแบบต่างๆ ล้วนมีศักยภาพที่จะขยายขอบเขตความรู้ของเด็กทุกคน ไม่ว่าพวกเขาจะมีภูมิหลังหรือประสบการณ์แบบไหน จะมีอภิสิทธิ์หรือความยากจน เมื่อเราอ่านออกเสียงให้เด็กฟัง เราทำให้พวกเขาได้เห็นสิ่งใหม่ๆ และมีวิสัยทัศน์ใหม่ๆ เราทำให้พวกเขามีวิธีใหม่ๆ ในการรับมือกับความทุกข์และสุขในชีวิต เรามอบโอกาสใหม่ๆ ในการเพิ่มพูนภาษาและความเข้าใจ เราช่วยให้พวกเขาตระหนักว่ายังมีสิ่งที่ต้องเรียนรู้อีกมากมายแค่ไหน เมื่อเราอ่านออกเสียงให้เด็กฟัง เราแสดงให้พวกเขาเห็นว่าเมื่อมีความรู้เพิ่มขึ้นนิดหน่อยเราก็ตั้งคำถามได้ดีขึ้น และเมื่อตั้งคำถามได้ดีขึ้นก็ยิ่งผลักดันให้เราอ่านมากขึ้น เมื่อเราอ่านออกเสียงให้เด็กฟัง เราแนะนำพวกเขาให้รู้จักผู้คนที่เหมือนกับพวกเขา และผู้คนที่พวกเขาไม่เคยแม้แต่จะจินตนาการถึง … เราช่วยให้พวกเขาตระหนักว่าครอบครัวของพวกเขา เป็นเพียงหนึ่งในครอบครัวหลากหลายรูปแบบ … แต่สิ่งสำคัญที่สุดที่สื่อออกมาจากการอ่านออกเสียงให้เด็กฟังก็คือ การใช้เวลาอ่านหนังสือกับเด็กๆ เป็นเรื่องคุ้มค่าสำหรับเรา”

 

อ่าน ‘Read-Aloud Handbook’ มหัศจรรย์แห่งการอ่านออกเสียง ย้อนหลังได้ที่นี่

Read-Aloud Handbook (8th Edition): พลังแห่งการอ่านออกเสียง
Cyndi Giorgis เขียน
อสมาพร โคมเมือง แปล
488 หน้า
อ่านตัวอย่างหนังสือและรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่