ทำอย่างไรให้เด็กที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ ‘อยู่เองได้ โตเองเป็น’

เรื่อง: ชลิดา หนูหล้า

 

ความสามารถในการกำกับดูแลตนเอง (sense of control) คือความเชื่อมั่นในศักยภาพของตนว่าจะเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ที่ตนเผชิญได้ ก้าวผ่านอุปสรรคและเรียนรู้จากความผิดหวัง ซึ่งเป็นทักษะสำคัญที่ทำให้เด็กทุกคนพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน ไม่ว่าจะมีภูมิหลังอย่างไรก็ตาม

กระนั้น ความแตกต่างระหว่างเด็กๆ ไม่ได้มีเพียงความแตกต่างทางเชื้อชาติ วัฒนธรรม และฐานะทางเศรษฐกิจเท่านั้น ทว่ารวมถึงรูปแบบการเรียนรู้และการแสดงออกด้วย เด็กๆ ที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ เป็นโรคสมาธิสั้น และเด็กกลุ่มอาการออทิสติก (autism spectrum disorder – ASD) ก็ต้องการความสามารถดังกล่าวเพื่อก้าวผ่านอุปสรรคในชีวิตเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม หนทางที่ดีที่สุดในการบ่มเพาะความสามารถในการกำกับดูแลตนเองของเด็กคือการให้โอกาสพวกเขาตัดสินใจและรับผิดชอบผลการตัดสินใจของตนเอง ลองผิดลองถูก และสั่งสมประสบการณ์แก้ไขปัญหา ซึ่งเด็กกลุ่มดังกล่าวมักไม่ได้รับโอกาสเหล่านี้ พวกเขาไม่อาจรู้สึกถึงอิสระในตนเองซึ่งเป็นสารตั้งต้นของความเชื่อมั่นในศักยภาพ และหลายครั้งความช่วยเหลือจากผู้หวังดีก็ทำลายความเป็นไปได้ที่เด็กกลุ่มนี้จะยืนหยัดได้ด้วยตนเอง

แล้วจะช่วยเหลือพวกเขาอย่างถูกวิธีได้อย่างไร

 

ระเบียบและแรงจูงใจภายนอก VS แรงขับเคลื่อนจากภายใน

 

แม้ผลวิจัยจะเผยว่าระเบียบและแรงจูงใจภายนอกที่ผู้ปกครองและครูเป็นผู้ส่งเสริมเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการช่วยเหลือเด็กที่เป็นโรคสมาธิสั้นหรือกลุ่มอาการออทิสติกให้จดจ่อกับภารกิจจนลุล่วง และมีความประพฤติดีทั้งที่โรงเรียนและที่บ้าน แต่วิลเลียม สติกซ์รัด (William Stixrud) หรือบิล และเน็ด จอห์นสัน (Ned Johnson) สองผู้เขียน อยู่เองได้ โตเองเป็น: เลี้ยงลูกให้เขียนชีวิตด้วยมือตัวเอง ไม่เชื่อว่าการมีวินัยแยกขาดโดยสมบูรณ์จากการมีอิสระ ผู้ปกครองควรให้ความช่วยเหลือเพื่อเสริมสร้างระเบียบตราบที่เด็กไม่ต่อต้านเท่านั้น เพราะเด็กที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้และมีความต้องการพิเศษจะปฏิบัติงานได้ดีที่สุดเมื่อรู้สึกว่าตนไม่ได้ รับ ความช่วยเหลือ รางวัลและแรงจูงใจภายนอกมีแนวโน้มบ่อนทำลายแรงจูงใจภายในตนของเด็กกลุ่มนี้ ซึ่งมีที่มาจากความเข้าใจตนเองและเห็นคุณค่าของสิ่งที่ตนกระทำ จึงควรใช้อย่างระมัดระวัง คือใช้ในระยะสั้นๆ หรือให้รางวัลภายใต้เงื่อนไขที่รัดกุมผ่านความตกลงร่วมกันในครอบครัว

แม้ข้อเท็จจริงจะขัดกับสันชาตญาณของหลายคน แต่สองผู้เขียนที่มีประสบการณ์การทำงานร่วมกับเด็กหลายทศวรรษยืนยันว่าเด็กๆ กลุ่มนี้ตัดสินใจได้อย่างถ้วนถี่ทีเดียวหากได้รับข้อมูลประกอบการตัดสินใจที่เพียงพอและไม่รู้สึกว่าถูกบังคับ พวกเขารู้จักตัวเองดีที่สุด และต้องการให้ชีวิตของตนราบรื่นเท่ากับที่พ่อแม่ต้องการ

 

 

นอกจากนี้ ยังมีงานวิจัยจำนวนหนึ่งที่ยืนยันว่าการมอบอิสระในตนเองให้เด็กกลุ่มนี้มีข้อดีหลายประการ กล่าวคือเมื่อเด็กกลุ่มนี้ได้รับโอกาสตัดสินใจและมีอิสระที่บ้าน ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนจะดีกว่าอย่างเห็นได้ชัด และหากได้รับอิสระที่โรงเรียนด้วย พวกเขาก็จะมีแรงจูงใจในการเรียนรู้สูง และมีสมรรถนะทางวิชาการในระดับสูงได้

ทั้งนี้ เพราะสมองย่อมเปลี่ยนแปรได้ด้วยแนวทางการใช้งาน การบ่มเพาะสมองของเด็กๆ ให้คุ้นเคยกับการตัดสินใจและพึ่งพาตนเอง จึงดีกว่าการกล่อมเกลาสมองให้ชินชาต่อการพยายามต่อต้านการถูกครอบงำเป็นไหนๆ เพราะสมองเช่นนั้นเป็นสมองอุดมความเครียดซึ่งรังแต่จะบ่อนทำลายความสามารถในการใช้วิจารณญาณและการเรียนรู้สิ่งใหม่ คอร์ติซอล (cortisol) ที่จะหลั่งเมื่อเด็กเครียดเรื้อรังนั้นเป็นเสมือนมือสังหารเซลล์ในฮิปโปแคสปัส (hippocampus) ซึ่งมีหน้าที่สร้างและจัดเก็บความทรงจำทีเดียว

 

แม้ข้อเท็จจริงจะขัดกับสัญชาตญาณของหลายคน แต่สองผู้เขียนที่มีประสบการณ์การทำงานร่วมกับเด็กหลายทศวรรษยืนยันว่าเด็กๆ กลุ่มนี้ตัดสินใจได้อย่างถ้วนถี่ทีเดียวหากได้รับข้อมูลประกอบการตัดสินใจที่เพียงพอและไม่รู้สึกว่าถูกบังคับ พวกเขารู้จักตัวเองดีที่สุด และต้องการให้ชีวิตของตนราบรื่นเท่ากับที่พ่อแม่ต้องการ

 

และช้าก่อน หากคุณคิดว่าการดูแลเด็กที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้เป็นประเด็นไกลตัว คุณคิดผิดแล้ว เด็กและวัยรุ่นมีปัญหาด้านการเรียนรู้ ปัญหาสมาธิ ตลอดจนปัญหาการเข้าสังคมมากกว่าที่หลายคนคิด เพราะมีเด็กจำนวนมากที่ไม่ได้รับการวินิจฉัย กระทั่งโรงเรียนชั้นเลิศก็แทบระบุไม่ได้ว่าเด็กคนใดมีความบกพร่องทางการเรียนรู้ หากเด็กคนนั้นขยันหรือมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนดี เด็กจำนวนไม่น้อยพัฒนากลยุทธ์เพื่อชดเชยส่วนที่ตนบกพร่องได้สำเร็จ จึงไม่มีพ่อแม่หรือครูคนใดสังเกตว่าพวกเขาต้องการความช่วยเหลือ

“เราคงต้องคิดหัวแทบระเบิดทีเดียวว่ามีสักกี่ครอบครัวกันที่มีลูกสามคนโดยไม่มีใครคนใดคนหนึ่งมีความบกพร่องทางการเรียนรู้ เป็นโรคสมาธิสั้น และอยู่ในกลุ่มอาการออทิสติก” บิลและเน็ดกล่าว

 

ช่วยเหลืออย่างไรให้ลูกพร้อมรับ

 

เด็กที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ไม่เพียงแต่พะวงถึงสิ่งที่เด็กทุกคน เป็นกังวล เช่น เพื่อนยังโกรธหรือเปล่าที่เขาเคยนั่งโต๊ะรับประทานอาหารกลางวันคนละตัว ฯลฯ แต่ยังหวาดหวั่นว่าจะถูกแกล้ง ถูกล้อเลียนว่าโง่ หรือถูกตัดสินเพราะต้องการความช่วยเหลือพิเศษหรือสิ่งอำนวยความสะดวกด้วย ดังนั้น เมื่อพวกเขารู้สึกว่าตนถูกบังคับให้รับความช่วยเหลือ หรือถูกพาออกจากห้องเรียนเพื่อรับความช่วยเหลือพิเศษ เด็กเหล่านี้จะเห็นว่าตน “ถูกบังคับ” ให้เรียนพิเศษหรือรับการบำบัด แทนที่จะซาบซึ้ง พวกเขาจึงโกรธและคิดว่าปัญหานี้มีที่มาจากพ่อแม่หรือครู และจะต่อต้านอย่างสุดชีวิตเพื่อให้รู้สึกว่าตนควบคุมสถานการณ์ได้บ้าง

แล้วพ่อแม่ทำอะไรได้หรือ

บิลและเน็ดตอบว่าวิธีช่วยเหลือเด็กกลุ่มนี้โดยไม่ทำให้พวกเขารู้สึกเหมือนถูกบังคับให้รับความช่วยเหลือ ประกอบด้วย

 

  1. ให้พวกเขางดการบ้านที่ไม่จำเป็น สำหรับเด็กที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ การทำการบ้านอาจเป็นชนวนความเครียดของทั้งครอบครัว หากเด็กคนหนึ่งมีปัญหาเกี่ยวกับการอ่าน การต้องอ่านไม่ว่าจะออกเสียงหรือไม่เป็นเวลา 30 นาทีต่อคืนขณะที่อ่อนล้าอาจให้ความรู้สึกเหมือนการลงโทษอันทารุณ เช่นเดียวกับการแก้โจทย์คณิตศาสตร์ 20 ข้อทั้งที่ 10 ข้อก็เพียงพอ ความพอดีนี้เองที่เป็นกุญแจไขสู่ความสำเร็จของเด็กกลุ่มนี้ หากลูกตื่นตัวและพร้อมใช้เวลาฝึกฝนทักษะที่สำหรับตนเอง ให้ลงมือฝึกฝนได้อย่ารีรอ แต่หากลูกมีปัญหาเกี่ยวกับการอ่าน และเกลียดการอ่านหนังสือเวลาการคืน การอ่านหนังสือให้ลูกฟังหรือเปิดหนังสือเสียงมีประโยชน์ทัดเทียมกัน เพราะไม่ว่าจะเป็นภาษาพูดหรือภาษาเขียน ระบบในสมองที่มีหน้าที่ตีความถ้อยคำเหล่านั้นก็เป็นระบบเดิม ลูกจะได้พัฒนาสมองส่วนที่ดูแลการอ่านจับใจความโดยไม่ต้องทรมานจนหมดไฟ
  2. ส่งเสริมความเข้าใจตนเองของเด็ก ความเข้าใจตนเอง เข้าใจปัญหาการเรียนรู้ และจุดแข็งของตน จะทำให้ลูกเข้าใจว่าความท้าทายเหล่านั้นเป็น “ความปกติ” ซึ่งจะบรรเทาความกังวลว่าตน “แปลกแยก” จากผู้อื่นได้ หากพ่อแม่ไม่รู้ว่าจะบอกลูกอย่างไร ขอให้ผู้เชี่ยวชาญที่วินิจฉัยลูกหรือครูของลูกบอกก็ได้ นอกจากนี้ ด้วยความที่ความบกพร่องทางการเรียนรู้ส่วนหนึ่งถ่ายทอดได้ทางพันธุกรรม การบอกลูกว่ามีสมาชิกครอบครัวคนใดบ้างที่เผชิญปัญหาคล้ายคลึงกันก็ปลอบประโลมใจเด็กๆ ได้ไม่น้อย โดยเฉพาะเรื่องราวของคนที่ประสบความสำเร็จ เช่นเดียวกับการเล่าให้ลูกฟังว่ามีคนดังคนใดบ้างที่มีปัญหาด้านการอ่านหรือมีความบกพร่องทางการเรียนรู้ในวัยเด็ก คนเหล่านี้เป็นดอกไม้บานช้า อาทิ วัยรุ่นที่เป็นโรคสมาธิสั้นซึ่งใช้เวลาพัฒนาคอร์เทกซ์กลีบหน้าผากส่วนหน้ามากกว่าเด็กวัยเดียวกันหลายปี พวกเขาใช้เวลามากในการพัฒนาทักษะที่ไม่ถนัดและค้นพบด้านที่ตนทำได้ดี แต่จะแบ่งบานในที่สุด และพัฒนาตนเองได้อย่างแน่นอน
  3. เสนอความช่วยเหลือโดยไม่ยัดเยียด ชักชวนลูกให้ร่วมกันทบทวนข้อดีและข้อเสียของการเฝ้าติดตามเพื่อดูแลเด็กที่มีความต้องการพิเศษ การเรียนพิเศษ หรือการบำบัดโดยนักกิจกรรมบำบัด ตราบใดที่การตัดสินใจของลูกไม่บ้าบิ่นเกินไป ให้เด็กๆ เป็นผู้ตัดสินใจว่าจะรับความช่วยเหลือนั้นๆ หรือไม่ การเรียนพิเศษหนึ่งวันต่อสัปดาห์โดยสมัครใจย่อมดีกว่าการเรียนสองวันต่อสัปดาห์ทั้งใบหน้าบึ้งตึง เพราะทางเลือกหลังเป็นการสูญเงิน เวลา และความปรารถนาดีอย่างเปล่าประโยชน์ พ่อแม่ต่อรองได้หากคิดว่าลูกต้องการความช่วยเหลือมากกว่าที่ลูกคิด รวมถึงให้รางวัลสำหรับความพยายามพัฒนาตนเองของลูก แต่ควรย้ำเสมอว่าหากเรียนแล้วไม่ได้ผลดีหรือเป็นทุกข์ พวกเขาเลิกเรียนได้ หากเด็กต่อต้านความช่วยเหลือเป็นพิเศษ พ่อแม่พูดได้ว่า “ในฐานะพ่อแม่ เราต้องมั่นใจว่าลูกได้รับความช่วยเหลือที่เหมาะสม … แต่พ่อแม่ก็อยากเสนอความช่วยเหลือที่ทำให้ลูกดีขึ้นได้จริง และถ้าลูกไม่บอก เราก็ไม่รู้” จากประสบการณ์ของบิลซึ่งเป็นนักประสาทจิตวิทยา เด็กๆ ก็ต้องการพัฒนาตนเองเช่นกัน และพวกเขาจะเปิดใจรับความหวังดี หากไม่รู้สึกเหมือนถูกบีบคั้น

 

“เราคงต้องคิดหัวแทบระเบิดทีเดียวว่ามีสักกี่ครอบครัวกันที่มีลูกสามคนโดยไม่มีใครคนใดคนหนึ่งมีความบกพร่องทางการเรียนรู้ เป็นโรคสมาธิสั้น และอยู่ในกลุ่มอาการออทิสติก”

 

ยิ่งกว่านั้น การจ้ำจี้จ้ำไชมากเกินควรยังไม่เพียงขัดขวางพัฒนาการ แต่ทำให้อาการของเด็กยิ่งย่ำแย่ เด็กกลุ่มอาการออทิสติกหรือเป็นโรคสมาธิสั้นที่ควบคุมตนเองได้น้อยมักพลั้งแสดงพฤติกรรมที่ทำให้พวกเขาเสียใจภายหลัง ทำให้ขาดความมั่นใจว่าตนควบคุมสถานการณ์ในชีวิตได้เป็นทุนเดิม หากมีคนเฝ้าแก้ไขหรือบอกให้หยุดซ้ำแล้วซ้ำเล่า ราวกับพวกเขา “ทำให้ดี” ได้ดังใจนึก หรือบอกให้ “พยายามมากขึ้น” พวกเขาจะยิ่งพยายามจดจ่อ ทว่ายิ่งพยายามจดจ่อมากเท่าไร สมองยิ่งถูกกระตุ้นให้ทำเช่นนั้นได้น้อยลงเท่านั้น ดังนั้น การหลีกเลี่ยงความเครียดที่ไม่จำเป็นและความอดกลั้นจึงเป็นทักษะที่พ่อแม่ต้องฝึกฝนเป็นพิเศษเพื่อดูแลเด็กกลุ่มนี้ด้วย

 

เครื่องมือช่วยเหลืออื่นๆ

 

หนึ่งในเครื่องมือช่วยเหลือเด็กที่เป็นโรคสมาธิสั้น มีกลุ่มอาการออทิสติก หรือมีความบกพร่องทางการเรียนรู้ที่หลายคนคาดไม่ถึง คือการปฏิบัติสมาธิหรือเจริญสติเป็นประจำ

บิลซึ่งเป็นหนึ่งในผู้เขียนร่วมมือกับซารินา กรอสส์วอลด์ (Sarina Grosswald) เพื่อศึกษาผลของการปฏิบัติสมาธิแบบล่วงพ้น (Transcendental Meditation) ต่อเด็กระดับมัธยมศึกษาตอนต้นที่ป่วยเป็นโรคสมาธิสั้น พบว่าผู้ป่วยเด็กสมาธิสั้นทำสมาธิได้ถึง 15 นาที และหลังจากทำเช่นนี้สองครั้งติดต่อกันสามเดือน พวกเขาก็มีอาการเครียดและวิตกกังวลลดลงถึงร้อยละ 43 ตลอดจนควบคุมพฤติกรรมและอารมณ์ได้ดีขึ้น สอดคล้องกับผลการประเมินคลื่นสมองของเฟร็ด ทราวิส (Fred Travis) ซึ่งพบว่าคลื่นธีตา ซึ่งเป็นคลื่นที่พบมากในสมองของผู้ป่วยเด็กสมาธิสั้นอ่อนกำลังลงเมื่อเวลาผ่านไปสามเดือน

 

เด็กกลุ่มอาการออทิสติกหรือเป็นโรคสมาธิสั้นที่ควบคุมตนเองได้น้อยมักพลั้งแสดงพฤติกรรมที่ทำให้พวกเขาเสียใจภายหลัง ทำให้ขาดความมั่นใจว่าตนควบคุมสถานการณ์ในชีวิตได้เป็นทุนเดิม หากมีคนเฝ้าแก้ไขหรือบอกให้หยุดซ้ำแล้วซ้ำเล่า ราวกับพวกเขา “ทำให้ดี” ได้ดังใจนึก หรือบอกให้ “พยายามมากขึ้น” พวกเขาจะยิ่งพยายามจดจ่อ ทว่ายิ่งพยายามจดจ่อมากเท่าไร สมองยิ่งถูกกระตุ้นให้ทำเช่นนั้นได้น้อยลงเท่านั้น

 

การปฏิบัติสมาธิแบบล่วงพ้นหมายถึงการปฏิบัติสมาธิที่ผู้ปฏิบัติจะต้องท่องมนตราซึ่งเป็นคำหรือวลีที่ไม่มีความหมาย เพื่อให้จิตใจนิ่งและกำเนิดความตระหนักรู้ความเป็นไปโดยสงบเงียบ กล่าวคือมีความตื่นรู้อย่างเต็มที่แต่ไม่มีความคิดใดรบกวนจิตใจ ทำให้ร่างกายและสมองได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ และระบบประสาทมีโอกาสฟื้นฟูจากความเครียดและความเหนื่อยล้า การปฏิบัติสมาธิเช่นนี้แตกต่างจากการเจริญสติที่หมายถึงการจดจ่อและอยู่กับปัจจุบันขณะโดยไม่ตัดสินสิ่งใดเล็กน้อย รวมถึงฝึกฝนได้ยากกว่า แต่ทั้งการเจริญสติและปฏิบัติสมาธิแบบล่วงพ้นล้วนเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาสุขภาพจิตของผู้ป่วยเด็ก

เด็กกลุ่มอาการออทิสติกก็ได้รับประโยชน์ไม่ยิ่งหย่อนกว่ากันจากการปฏิบัติสมาธิ “สมองของเด็กและวัยรุ่นกลุ่มอาการออทิสติกราวกับถูกออกแบบมาให้เครียดง่าย” ทั้งนี้เพราะการทำงานที่ผิดปกติของอะมิกดาลา (amygdala) หรือสมองส่วนที่ทำหน้าที่ตอบสนองต่อความเครียด พวกเขาจะรู้สึกว่าสภาพแวดล้อมและปฏิสัมพันธ์ใดๆ ก็ตามชวนเครียดและเอาแน่เอานอนไม่ได้ จึงอาจต้องใช้เวลาถึงหกเดือนกว่าจะคุ้นเคยกับห้องเรียนใหม่นักจิตบำบัดคนใหม่ ทั้งยังมีประสาทสัมผัสไวกว่าและรู้สึกถึงภัยคุกคามได้มากกว่า จึงมักพบโรควิตกกังวลและปัญหาการนอนหลับมากด้วย

ประโยชน์ที่สังเกตได้จากการปฏิบัติสมาธิแบบล่วงพ้น จากช่อง Transcendental Meditation

ซึ่งมีวิดีโอแนะแนวการปฏิบัติสมาธิ และประโยชน์ของสมาธิต่อเด็กกลุ่มอาการออทิสติก เป็นโรคสมาธิ หรือโรคเครียดหลังผ่านเหตุการณ์ร้ายแรง (PTSD)

เด็กกลุ่มนี้จะได้รับประโยชน์มากจากกลยุทธ์ใดๆ ที่มุ่งลดความรู้สึกไม่แน่นอน เช่น การลดจำนวนครั้งของการย้ายสถานที่ การมีสถานที่ให้หลบในโรงเรียนเมื่อเครียดเกินไป ฯลฯ เช่นเดียวกับการฝึกฝนเพื่อลดความเครียดอย่างการเจริญสติและปฏิบัติสมาธิแบบล่วงพ้น ที่ทำให้พวกเขาสงบลง จดจ่อกับการเรียน และเข้าสังคมได้มากขึ้น

อย่างไรก็ตาม การเจริญสติและปฏิบัติสมาธิไม่อาจรักษาโรคสมาธิสั้นหรือกลุ่มอาการออทิสติกให้หายขาด เด็กกลุ่มนี้จึงจำเป็นต้องปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์และได้รับการบำบัดอย่างสม่ำเสมอ โดยตัดสินใจใช้ยาหรือกำหนดรูปแบบการบำบัดร่วมกัน ทั้งระหว่างผู้เชี่ยวชาญ ผู้ปกครอง และผู้ป่วย เพื่อสร้างเสริมความมั่นใจและความสามารถในการกำกับดูแลตนเอง

 

การปฏิบัติสมาธิแบบล่วงพ้นหมายถึงการปฏิบัติสมาธิที่ผู้ปฏิบัติจะต้องท่องมนตราซึ่งเป็นคำหรือวลีที่ไม่มีความหมาย เพื่อให้จิตใจนิ่งและกำเนิดความตระหนักรู้ความเป็นไปโดยสงบเงียบ กล่าวคือมีความตื่นรู้อย่างเต็มที่แต่ไม่มีความคิดใดรบกวนจิตใจ ทำให้ร่างกายและสมองได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ และระบบประสาทมีโอกาสฟื้นฟูจากความเครียดและความเหนื่อยล้า

 

โดยการรักษาโรคออทิสติกที่ดีที่สุดที่มีการติดตามผลคือการวิเคราะห์พฤติกรรมแบบประยุกต์ (applied behavior analysis) หรือการกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจนให้ผู้ป่วยเด็กล่วงหน้า และใช้กลยุทธ์ปรับพฤติกรรมแบบเฉพาะเพื่อบรรลุเป้าหมายนั้นซึ่งครอบคลุมการให้รางวัลและการลงโทษ อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญที่จะลืมไม่ได้เด็ดขาดคือการปรับพฤติกรรมโดยอาศัยแรงจูงใจภายนอกเหล่านี้ต้องดำเนินไปควบคู่กับการขับเน้นความเป็นอิสระในตนเอง ให้โอกาสเด็กตัดสินใจและแสดงความคิดเห็น เพื่อทำให้เด็กกลุ่มอาการออทิสติกพึ่งพาตนเองได้ในระยะยาว

นอกจากนี้ ผู้ปกครองควรส่งเสริมความถนัดของพวกเขาเท่าที่จะเป็นไปได้ ปล่อยให้เด็กกลุ่มอาการออทิสติกใช้พลังงานกับสิ่งที่พวกเขาสนใจเพื่อยกระดับสมาธิและพัฒนาสมองส่วนที่ทำหน้าที่ตอบสนองต่อความเครียด ทั้งนี้ งานอดิเรกหรือความถนัดดังกล่าวอาจทำให้ลูกๆ เชื่อมต่อกับเด็กคนอื่นได้ด้วย โดยเฉพาะกับคนที่มีความสนใจคล้ายคลึงกัน ซึ่งจะบรรเทาปัญหาการเข้าสังคมในที่สุด

ผู้เชี่ยวชาญที่ทำงานกับเด็กกลุ่มอาการออทิสติกกล่าวเสมอว่า “หากคุณได้พบกับเด็กกลุ่มอาการออทิสติกคนหนึ่ง หมายถึงคุณพบเด็กกลุ่มอาการออทิสติกคนเดียว” เพราะกลุ่มอาการนี้กว้างมาก การปรับแต่งแนวทางการรักษาโดยอ้างอิงความต้องการและความร่วมมือของลูกจึงเป็นการตัดสินใจที่ดีที่สุดที่พ่อแม่จะทำได้

 

 

พบแนวทางดูแลเด็กกลุ่มนี้เพิ่มเติมใน

อยู่เองได้ โตเองเป็น: เลี้ยงลูกให้เขียนชีวิตด้วยมือตัวเอง

William Stixrud และ Ned Johnson เขียน

ศิริกมล ตาน้อย แปล

416 หน้า

อ่านรายละเอียดหนังสือและสั่งซื้อได้ที่นี่