เรียนรู้ด้วยภาพ: ‘ปั้นให้รุ่ง’ สร้างโอกาสแห่งการเรียนรู้เพื่อเด็กทุกคน

อภิรดา มีเดช: เรื่อง
วริศรา เพชรสกุล: ภาพประกอบ

 

หัวใจสำคัญของหนังสือ ปั้นให้รุ่ง คือการเติมเต็มองค์ความรู้เพื่อตอบปัญหาสำคัญที่ว่า เราจะช่วยเด็กที่มีภูมิหลังยากลำบากให้ประสบความสำเร็จในโรงเรียนได้ดีที่สุดได้อย่างไร

ชวนมาดูกันว่าการปรับเปลี่ยนจากการ “สอน” มาเป็นการสร้าง “สภาพแวดล้อม” จะเอื้อให้ทักษะแห่งความสำเร็จของเด็กเบ่งบานได้อย่างไร โดยเริ่มวางรากฐานจาก “บ้าน” ต่อยอดสู่ “โรงเรียน” และ “สังคม” เพื่อสร้างโอกาสแห่งความสำเร็จที่เท่าเทียมสำหรับเด็กทุกคน

 

พลิกวิธีคิดจากการ ‘สอน’ มาเป็นการสร้าง ‘สภาพแวดล้อม’

เนื่องจากวัยเด็กเป็นกระบวนการต่อเนื่อง ถ้าอยากช่วยให้ชีวิตเด็กด้อยโอกาสดีขึ้น เราสามารถหาทางแทรกแซงเชิงบวกได้ในช่วงปฐมวัย หรือตั้งแต่ 0-6 ปี โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงก่อน 3 ขวบ ซึ่งเป็นช่วงที่พัฒนาการของพวกเขาไวต่อสิ่งเร้าจากสภาพแวดล้อมภายนอกมากที่สุด

ในวัยทารกและช่วงปฐมวัย สภาพแวดล้อมที่มีอิทธิพลต่อเด็กมากที่สุดคือบ้าน พูดง่ายๆ คือครอบครัว และคนรอบข้างตัวเด็ก ขณะที่ในวัยตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไป สภาพแวดล้อมที่มีอิทธิพลต่อเด็กจะเปลี่ยนจากบ้านมาเป็นที่โรงเรียน การให้ความสำคัญกับการเรียนการสอนหรือพึ่งพาโรงเรียนเพียงอย่างเดียวหลังอายุ 7 ปีขึ้นไป สำหรับเด็กที่มีภูมิหลังยากลำบากแล้ว อาจเป็นการช่วยเหลือที่มาถึงล่าช้าเกินไป

“สำหรับเด็กบางคน วันแรกของโรงเรียนอนุบาลนับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ส่งผลต่อการเติบโตของเขา จากนั้นเป็นต้นมา เด็กส่วนใหญ่จะใช้เวลาอยู่ในความดูแลของครูมากกว่าผู้ปกครอง การเปลี่ยนแปลงนี้มีนัยสำคัญสองอย่างคือ หนึ่ง ในแง่ปฏิบัติ หากถ้าต้องการแทรกแซงสภาพแวดล้อมของเด็กด้อยโอกาสให้ได้ผล หลังจากอายุห้าปีเป็นต้นไป เราควรสนใจในพื้นที่ของโรงเรียนมากกว่าที่บ้าน และสอง ในแง่พัฒนาการ เด็กที่เติบโตในสภาพแวดล้อมลำบากเต็มไปด้วยความเครียดก็จะมีพื้นที่ใหม่ที่ความเครียดของพวกเขาอาจเริ่มส่งผลและทวีคูณขึ้น”

 

เข้าใจแรงกระตุ้นภายใน ต้นทางแห่งความมุ่งมั่น

“ทฤษฎีความมุ่งมั่น” โดยเอดเวิร์ด ดีซี และริชาร์ด ไรอัน ศาสตราจารย์ภาควิชาจิตวิทยา มหาวิทยาลัยโรเชสเตอร์ เชื่อว่าการกระทำของคนถูกควบคุมโดยแรงกระตุ้นเพื่อเติมเต็มความต้องการพื้นฐานในการมีชีวิต ฉะนั้นจึงตอบสนองโดยตรงต่อรางวัลและบทลงโทษ

แต่ส่วนใหญ่แล้วเราไม่ได้ถูกกระตุ้นจากผลลัพธ์เชิงรูปธรรมจากการกระทำ แต่เพราะความเบิกบานและความหมายจากการได้ทำสิ่งเหล่านั้นต่างหาก หรือที่เรียกว่าเป็น “แรงกระตุ้นจากภายใน”

3 ความต้องการหลักของมนุษย์ ได้แก่

  1. ความต้องการมีศักยภาพ
  2. ความต้องการเป็นตัวของตัวเอง
  3. ความต้องการความสัมพันธ์ที่มีความหมาย

แรงกระตุ้นภายในจะยั่งยืนได้ก็ต่อเมื่อเรารู้สึกว่าความต้องการเหล่านี้ได้รับการเติมเต็ม

 

แรงกระตุ้นภายนอก สร้างได้ในทุกชุมชนการเรียนรู้

มนุษย์นั้นเป็นนักเรียนรู้โดยธรรมชาติ และเด็กก็เกิดมาพร้อมความคิดสร้างสรรค์และอยากรู้อยากเห็น พวกเขา “ถูกกระตุ้นได้โดยธรรมชาติด้วยพฤติกรรมที่ส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้และพัฒนาการ”

อย่างไรก็ตาม แนวคิดนี้ซับซ้อนด้วยความจริงที่ว่า ส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ใดๆ ก็ตาม ไม่ว่าการวาดภาพ การเขียนโปรแกรม หรือพีชคณิต ล้วนเกี่ยวข้องกับการฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอ และการฝึกอย่างสม่ำเสมอนั้นค่อนข้างน่าเบื่อ

แน่นอนว่าหลายๆ งานที่ครูขอให้นักเรียนทำในแต่ละวันไม่สนุกหรือน่าพอใจสักเท่าไร อย่างเช่นยากมากที่นักเรียนจะรู้สึกได้รับการกระตุ้นจากภายในเมื่อต้องมานั่งท่องสูตรคูณ

นี่คือช่วงเวลาที่แรงกระตุ้น ภายนอก เริ่มมีความสำคัญ เมื่อพวกเขาต้องทำในสิ่งที่ไม่ได้อยากทำตั้งแต่แรก แต่ทำเพื่อผลลัพธ์ที่ต่างออกไป

ดีซีและไรอันเสนอว่า เมื่อครูสามารถสร้างสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริม 3 ความต้องการหลักของมนุษย์ได้ นักเรียนก็จะกระตือรือร้นมากกว่าเดิม

ครูจะสร้างสภาพแวดล้อมที่เสริมแรงกระตุ้นภายนอกได้อย่างไร?

  1. ให้โจทย์ที่ทำสำเร็จได้จริงๆ แต่ก็ไม่ง่ายจนเกินไป เป็นความท้าทายที่เกินระดับความสามารถปัจจุบันของนักเรียนเล็กน้อย
  2. เปิดทางเลือกให้มากที่สุดและสร้างการมีส่วนร่วม พร้อมๆ กับลดการบังคับและควบคุมลง
  3. แสดงออกว่าเห็นคุณค่าและเคารพนักเรียน

ถ้าครูต้องการนักเรียนที่กระตือรือร้น พวกเขาต้องปรับสภาพห้องเรียนและความสัมพันธ์กับนักเรียนไปในทางที่จะเสริมความรู้สึกทั้งสามนี้

“บริบทของห้องเรียนที่นักเรียนจัดการตัวเองได้ รู้สึกมีความสามารถ และรู้สึกถึงความสัมพันธ์นั้น ไม่เพียงกระตุ้นแรงจูงใจจากภายในเท่านั้น แต่ยังช่วยสร้างความรู้สึกอยากมีส่วนร่วมโดยสมัครใจในกิจกรรมวิชาการที่น่าสนใจน้อยกว่านี้ด้วย”

แรงกระตุ้นเช่นนี้มีความสำคัญมากขึ้นไปอีกกับกลุ่มนักเรียนยากจน โดยเฉพาะนักเรียนที่พัฒนาการของพวกเขาได้รับผลกระทบในวัยเด็กจากความเครียดที่เป็นพิษ

 

เราจะสอนความเพียรพยายามให้เด็กๆ ได้อย่างไร

ชุดความคิดเรื่องการศึกษา ของนักเรียน ทัศนคติ และมุมมองที่เด็กและวัยรุ่นแต่ละคนมีต่อตนเอง คามิลล์ ฟาร์ริงตัน นักวิชาการจากสมาพันธ์วิจัยโรงเรียนชิคาโก สกัดงานวิจัยจำนวนมากที่เกี่ยวกับชุดความคิดของนักเรียนจนได้ 4 ประโยคที่ส่งผลต่อความอดทนเพียรพยายามของนักเรียนในห้องเรียน

  1. ฉันรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนการศึกษานี้
  2. ความสามารถและศักยภาพของฉันจะเติบโตพร้อมกับความพยายาม
  3. ฉันสามารถทำสิ่งนี้ให้สำเร็จได้
  4. การทำสิ่งนี้มีคุณค่ากับฉัน

สิ่งที่ใช้จำแนกว่านักเรียนคนไหนจะมีหรือไม่มีความอดทนอดกลั้นทางการศึกษาคือ ทัศนคติไม่ย่อท้อต่อความล้มเหลว เวลาที่พวกเขายังตั้งใจเรียนต่อได้แม้จะตกสอบย่อยสองสามครั้ง ยังฝืนทำงานต่อไปแม้ได้รับโจทย์ยาก หาทางใหม่ๆ ที่จะทำให้ได้แทนที่จะยอมแพ้

ในข้อสรุปของฟาร์ริงตัน ความบากบั่นหมั่นเพียรในการเรียนนั้นมีคุณสมบัติร่วมกันกับศักยภาพทางพฤติกรรมบางอย่าง เช่น ความเพียรพยายาม การควบคุมตนเอง และการอดเปรี้ยวไว้กินหวาน

แต่ฟาร์ริงตันเขียนไว้ว่า ความบากบั่นหมั่นเพียรในการเรียนต่างไปจากคุณลักษณะนิสัยอื่นๆ ที่นักจิตวิทยาแสดงให้เห็นว่ามันค่อนข้างคงที่ ในแง่ที่ว่ามันขึ้นอยู่กับบริบทมากๆ ตัวอย่างเช่น นักเรียนอาจบากบั่นหมั่นเพียรตอน ม.4 แต่ไม่เป็นเช่นนั้นอีกต่อไปเมื่อขึ้น ม.5 เขาอาจเพียรพยายามในวิชาคณิตศาสตร์ แต่ไม่ใช่กับวิชาประวัติศาสตร์ เขาอาจอดทนได้ในวันอังคาร แต่ไม่ใช่วันพุธ

ถ้านักเรียนมีความเชื่อนี้อยู่ในใจในขณะที่กำลังเรียนคณิตศาสตร์ พวกเขาก็มีความเป็นไปได้ที่จะอดทนฝ่าฟันความท้าทายและความผิดพลาดที่เผชิญอยู่ หรือไม่เช่นนั้น พวกเขาก็จะยอมแพ้ไปทันทีที่เห็นปัญหา

ความซับซ้อนก็คือนักเรียนที่โตมากับความลำบากนั้นถูกพร่ำสอนให้ไม่เชื่อในปัจจัยสี่ข้อที่ฟาร์ริงตันกล่าวมา ส่วนหนึ่งเป็นเพราะประสาทชีววิทยาได้รับผลกระทบจากความทุกข์ยากตั้งแต่เด็ก

หนึ่งในสัญญาณอันเป็นผลจากการเผชิญความเครียดที่เป็นพิษก็คือกลไกสู้หรือหนีที่ตื่นตัว ซึ่งไม่ช่วยอะไรในคาบเรียนคณิตศาสตร์

สัญชาตญาณสู้หรือหนีเช่นนี้ไม่ช่วยปลอบใจให้นักเรียนเชื่อว่าพวกเขาเป็นส่วนหนึ่งของที่นี่ แต่กลับส่งสัญญาณเตือนในทางตรงกันข้าม ยิ่งกว่านั้นคือความจริงที่ว่าเด็กที่โตมากับความลำบากนั้น โดยทั่วไปแล้วเมื่อเข้าสู่มัธยมปลาย พวกเขามักเรียนตามเพื่อนๆ ไม่ทัน และอาจประสบปัญหาจนต้องถูกพักการเรียน

หากครูทำให้ห้องเรียนมีสภาพแวดล้อมที่นักเรียนรู้สึกว่าพวกเขาเป็นส่วนหนึ่งของโรงเรียน และได้ทำสิ่งที่มีความหมาย ทุกอย่างก็อาจต่างออกไป

 

2 ปัจจัยที่มีผลต่อความสำเร็จของนักเรียนมากที่สุด

เราสามารถย่อหัวข้อของฟาร์ริงตัน กับดีซีและไรอันได้จนเหลือเพียง 2 ข้อที่มีผลต่อความสำเร็จของนักเรียนมากที่สุด นั่นคือ

  1. ความเป็นส่วนหนึ่ง หรือการรับรู้ของนักเรียนว่าผู้คนในโรงเรียน หรือในห้องเรียนนั้นต้องการให้เขา อยู่ตรงนั้น ว่าเขาเธอได้รับการต้อนรับ และเห็นคุณค่าว่าเป็นส่วนหนึ่งของสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ เป็นความรู้สึกที่ขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์ที่เขาต้องเจอทุกวันในโรงเรียน
  2. การทำงาน ชุดความคิดหรือจิตใจของนักเรียนนั้นได้รับผลกระทบอย่างมากจากงานที่พวกเขาต้องทำในแต่ละวันที่โรงเรียน มันท้าทายหรือเปล่า? มีความหมายไหม? ทำให้พวกเขาผลักตัวเองไปอีกนิดไหม? เมื่อการบ้านนั้นนำมาซึ่งความท้าทายที่พวกเขาสามารถทำให้สำเร็จได้ พวกเขาก็จะได้รับประสบการณ์ที่ยากจะเกิดขึ้นได้โดยการได้รับการยืนยันเชิงบวกเท่านั้น ความรู้สึกว่าพวกเขาสามารถทำได้ และจัดการตัวเองได้ ตามที่ดีซีและไรอันบอกไว้ ทำให้พวกเขารู้ว่า งานนี้ไม่ง่ายเลย แต่เราก็ทำสำเร็จแล้ว

 

2 ปัจจัยสร้างชุดความคิดเชิงบวกให้นักเรียน

2 ปัจจัยเปี่ยมประสิทธิภาพซึ่งนักการศึกษาควรเลือกใช้เมื่อพยายามสร้างสภาพแวดล้อมที่จะสร้างชุดความคิดเชิงบวกให้กับนักเรียน

  1. ความสัมพันธ์ คุณดูแลนักเรียนอย่างไร คุณพูดกับพวกเขา ให้รางวัล และส่งเสริมวินัยอย่างไร
  2. การเรียนการสอน คุณสอนอะไร สอนอย่างไร และประเมินการเรียนรู้ของนักเรียนด้วยวิธีการใด

คุณไม่สามารถสอนอุปนิสัยได้ด้วยการบอกเด็กว่าให้มีความมั่นใจมากขึ้น หรือกล้าคิดมากขึ้น แต่เกิดขึ้นได้ด้วยวิธีการดังต่อไปนี้

“วิธีการเรียนของเด็กนั้นเกิดจากการกระตุ้นและสนับสนุนให้ลองเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง การเล่าถึงงานที่พวกเขาทำให้ผู้ปกครองฟัง การแลกเปลี่ยนการทำงานร่วมกันในกลุ่ม การแสดงความเห็นในห้องเรียน และการนำเสนอผลงาน เมื่อพวกเขาต้องมีส่วนร่วมแบบนั้น พวกเขาจะตื่นตระหนก ต้องการการสนับสนุน พวกเขาจะร้องไห้ แต่ในที่สุด พวกเขาจะได้พัฒนาความมั่นใจ และโอกาสแบบนั้นเองที่สร้างอุปนิสัยขึ้นมา”

การได้เจอและเอาชนะความท้าทายทางการเรียนนั้นสำคัญต่อการพัฒนาชุดความคิดเชิงบวกด้านการเรียนที่คามิลล์ ฟาร์ริงตัน อธิบายไว้ว่า ต้องรู้สึกว่า ฉันทำสิ่งนี้ได้ และ ความสามารถกับศักยภาพของฉันจะโตขึ้นได้ด้วยความพยายามนี้ ซึ่งเธอมองว่าช่วยสร้างชุดความคิดเชิงบวกให้กับเด็กได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด โดยเฉพาะกับเด็กด้อยโอกาส

ประสบการณ์ในการเผชิญหน้ากับปัญหาที่ไม่รู้ว่าจะแก้อย่างไร หรือยังสับสนกับมัน และในที่สุดก็สามารถแก้ปัญหานั้นได้ เมื่อนักเรียนได้ประสบการณ์ที่จะเผชิญกับช่วงเวลาเช่นนั้นแล้ว ก็ไม่มีใครต้องคอยกระตุ้นพวกเขาในเชิงนามธรรมหรือด้วยทฤษฎีของหลักการจากชุดความคิดแบบเติบโต พวกเขาเชื่อโดยสัญชาตญาณว่าสมองของพวกเขาสามารถพัฒนาได้ด้วยความมุมานะ พยายาม และเชื่อด้วยเหตุผลที่ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ด้วย นั่นก็คือพวกเขารู้สึกได้ว่ามันกำลังเกิดขึ้นจริงๆ

 

ปั้นให้รุ่ง: สร้างโอกาสแห่งการเรียนรู้เพื่อเด็กทุกคน

Paul Tough เขียน

พชร สูงเด่น แปล

192 หน้า

อ่านตัวอย่างหนังสือและรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่