ส่องนโยบายส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ให้คนทั้งชาติ

บุลวัชร เสรีชัยพร เรื่อง

คนเราเรียนรู้โลกไม่เพียงแต่จากที่โรงเรียนเท่านั้น แต่ยังเรียนจากผู้ปกครอง ผู้คนในสังคมรอบตัว และในสื่อต่างๆ ซึ่งอาจแตกต่างกันไปตามสภาวะเศรษฐกิจ-สังคมตามแต่ละครอบครัว ความเข้าใจและข้อมูลที่ได้รับมาจากแหล่งความรู้เหล่านี้มีส่วนหล่อหลอมทักษะและทัศนคติ ซึ่งส่งผลต่อการมีความสามารถด้านต่างๆ รวมทั้งด้านการคิดอย่างสร้างสรรค์ด้วย

ในบทความนี้ เราจะพาไปดูนโยบายของไอร์แลนด์และเนเธอร์แลนด์ ซึ่งเป็นสองประเทศ (ในอีกหลายประเทศ) ที่ได้ชื่อว่าให้ความสำคัญกับการส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์แก่ประชาชนมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน 

Creative Ireland: ไอร์แลนด์แดนสร้างสรรค์

ไอร์แลนด์ เป็นหนึ่งในประเทศที่มีเป้าหมายชัดเจนว่า จะพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ให้ประชาชนทั่วประเทศ โดยรัฐได้ชูนโยบาย Creative Ireland เป็นวาระแห่งชาติมาตั้งแต่ปี 2017 และเริ่มแสวงความร่วมมือจากสังคมทุกภาคส่วนในการสร้างวัฒนธรรมความคิดสร้างสรรค์อย่างจริงจัง ตั้งแต่ปรับการเรียนการสอนในโรงเรียนให้เน้นการแสดงออกและมีส่วนร่วมในกิจกรรมด้านวัฒนธรรมและการสร้างสรรค์ เช่น บูรณาการศิลปะ ดนตรี และการเขียนเชิงสร้างสรรค์เข้าไปในวิชาต่างๆ ตลอดหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน, ส่งเสริมการเรียนรู้แบบใช้โครงงานเป็นฐาน (project-based learning) และจัดให้มีคาบเรียนคิดวิเคราะห์ รวมทั้งชมรมและกิจกรรมสร้างสรรค์นอกตารางเรียนอย่างการละคร ดนตรี การเขียนโค้ด ไปจนถึงเขียนบทความ นิยาย และบทกวีลงในหนังสือพิมพ์หัวใหญ่ระดับประเทศ ในโครงการ Fighting Words 

ในระดับชุมชน ภาครัฐได้แต่งตั้งตัวแทนแต่ละเขตการปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อผลักดันนโยบายและกิจกรรมส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ในพื้นที่ของตน ด้วยการร่วมมือกับองค์กรและคนทำงานด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรม ศิลปวัฒนธรรม และคณิตศาสตร์ (science, technology, engineering, art and math – STEAM) จัดโครงการที่พาศิลปวัฒนธรรมเข้ามาใกล้ชิดประชาชน เช่น จ้างนักวาดตกแต่งกำแพงและผนังตามสถานที่สาธารณะให้สวยงาม จัดเทศกาลศิลปะ เทศกาลดนตรี การแข่งขันผลงานสร้างสรรค์ระดับชุมชน และให้ที่พักรังสรรค์ผลงานแก่ศิลปิน (artist-in-residence) ในสถาบันต่างๆ เช่น โรงเรียน ห้องสมุด และพื้นที่ศูนย์กลางชุมชน ทั้งนี้ โครงการของไอร์แลนด์ที่น่าสนใจมากอีกโครงการหนึ่ง ก็คือ การจัดตั้งวันหยุดประจำชาติ ชื่อ Cruinniú na nÓg ในทุกๆ เดือนมิถุนายน เพื่อส่งเสริมกิจกรรมสร้างสรรค์แก่เยาวชนทั่วประเทศ โดยประชาชนอายุตั้งแต่ 0-18 ปีในแต่ละท้องถิ่นจะได้หยุดเรียนไปทำกิจกรรมทางศิลปวัฒนธรรม อย่างการดูและเล่นละคร เยี่ยมคณะละครสัตว์ ประดิษฐ์งานฝีมือ ชมคอนเสิร์ต และไปชมนิทรรศการพิเศษในพิพิธภัณฑ์ต่างๆ 

ส่วนในระดับประเทศ ภาครัฐได้จัดตั้งศูนย์รวมนักสร้างสรรค์ (creative hubs) และพื้นที่นักประดิษฐ์ (makerspace) ในชุมชนเพื่อให้ประชาชนได้เข้าถึงอุปกรณ์สร้างผลงานศิลปะ หัตถกรรม และเทคโนโลยี อย่างเท่าเทียม เช่น เครื่องพิมพ์สามมิติ โปรแกรมซอฟต์แวร์ และอุปกรณ์ศิลปะต่างๆ, ปรับห้องสมุดประชาชนให้เป็นที่จัดงานเวิร์กชอป แลกเปลี่ยนความรู้เกี่ยวกับการประดิษฐ์แก่กัน, สร้างสตูดิโอที่ศิลปิน นักเขียน และนักประดิษฐ์จะเข้าไปใช้พื้นที่ทำงานได้ในราคาเอื้อมถึง รวมทั้งให้ทุนการศึกษา ทุนส่งเสริมโครงการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ของประชาชน โดยเฉพาะโครงการแก้ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม (อันเป็นประเด็นเร่งด่วนของทั้งโลก) การสร้างคอร์สเรียนออนไลน์ที่ช่วยพัฒนาทักษะสร้างสรรค์ใหม่ๆ ให้ผู้คน และการสร้างแพลตฟอร์มออนไลน์สำหรับประชาสัมพันธ์กิจกรรมเสริมความคิดสร้างสรรค์ต่างๆ ในประเทศ

ขณะเดียวกัน ในแง่การทำงาน ภาครัฐก็ได้ให้ทุนและผลประโยชน์ทางภาษีแก่คนทำงานธุรกิจสร้างสรรค์ ปกป้องผลประโยชน์ของผู้สร้างผลงานและกระตุ้นการพัฒนานวัตกรรมหใหม่ๆ ด้วยกฎหมายลิขสิทธิ์ที่เข้มงวด และที่สำคัญ คือ พยายามปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมการทำงานในภาคธุรกิจ ให้ลูกจ้างได้มีเวลาหยุดพัก ทำงานอดิเรกต่างๆ ที่ตนสนใจ และมีตารางงานที่ยืดหยุ่น เพื่อให้ลูกจ้างหาสมดุลระหว่างการทำงานและงานอดิเรกที่เหมาะกับตนเองได้ รวมไปถึงปรับทัศนคติในสังคมให้มุ่งเน้นการคิดนอกกรอบ ใช้ความผิดพลาดเป็นบทเรียน และแสวงหาความคิดเห็นที่หลากหลาย โดยผลักดันให้คนชายขอบกลุ่มต่างๆ ได้แสดงความคิดเห็นและมีพื้นที่แสดงออกทางวัฒนธรรม

เนเธอร์แลนด์ที่ฉลาด สามารถ และสร้างสรรค์

นโยบายส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ของเนเธอร์แลนด์ มีลักษณะสอดแทรกไปกับนโยบายส่งเสริมวัฒนธรรมอย่างแนบเนียนเป็นเนื้อเดียวกัน ดูได้จากการวางภาพลักษณ์ประเทศในฐานะชาติที่ “เปิดกว้างและมีความคิดสร้างสรรค์” ไว้ในนโยบายด้านวัฒนธรรม และการตั้งเป้าหมายดำเนินงานของกระทรวงศึกษา วัฒนธรรม และวิทยาศาสตร์ (Ministerie van Onderwijs, Cultuur en Wetenschap – OCW) ว่า คือการสร้าง “ประเทศเนเธอร์แลนด์ที่ฉลาด สามารถ และสร้างสรรค์” (a smart, capable and creative Netherlands) ผ่านการจัดสรรค์งบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ แก่หน่วยงานด้านศิลปวัฒนธรรม (เช่น พิพิธภัณฑ์ โรงละคร ห้องสมุด) และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ต่างๆ (เช่น สถาปัตยกรรม งานออกแบบ สื่อใหม่ และเกม) 

ทั้งนี้ ในปี 2021-2024 เนเธอร์แลนด์มีแผนมุ่งเน้นการส่งออกวัฒนธรรมดัตช์ให้เป็นที่รู้จักในนานาประเทศ เช่น กระบวนการออกแบบอย่างดัชต์ (Dutch Design) อันโด่งดัง ที่เน้นรูปลักษณ์เรียบง่าย แต่แฝงความตลก แปลก ไม่ซ้ำใคร และสร้างความร่วมมือเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างประเทศ เพื่อพัฒนาความเข้าใจและเชื่อใจในกันยิ่งขึ้น ไม่เว้นแม้แต่ประเทศที่เนเธอร์แลนด์มีความสัมพันธ์ซับซ้อนละเอียดอ่อนด้วย อย่างอดีตประเทศใต้อาณานิคมต่างๆ ซึ่งจะเห็นได้จากการจัดนิทรรศการให้ความรู้เรื่องประวัติศาสตร์การค้าทาสที่โหดร้ายของเจ้าอาณานิคมเนเธอร์แลนด์ ในหลายๆ พิพิธภัณฑ์ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

ด้านการสนับสนุนบุคลากรและองค์กรทางวัฒนธรรม รัฐเนเธอร์แลนด์จัดสรรทุนหลายอย่างเพื่อมอบให้คนที่เข้าเรียนในคอร์สด้านศิลปวัฒนธรรม และศิลปินหน้าใหม่ที่กำลังพัฒนาฝีมือ เช่น ทุน The Cultural Participation Fund, ทุน Cultural Education with Quality และ ทุน Impulse Music Education ประเทศที่ได้ชื่อว่า มีสัดส่วนพิพิธภัณฑ์ต่อจำนวนประชากรสูงลำดับต้นๆ แห่งนี้  ยังจัดทำบัตรชมพิพิธภัณฑ์ (museum kaart) ที่ริเริ่มขึ้นตั้งแต่ปี 1981 ซึ่งให้สิทธิ์ผู้คนเข้าชมพิพิธภัณฑ์กว่า 400 แห่งได้ตลอดปีในราคาเหมาไม่จำกัดจำนวนครั้ง ทำให้ประชาชนเข้าถึงนิทรรศการที่ให้ความรู้ได้ในหลากหลายหัวข้อได้ตามความสนใจ ในเวลาที่สะดวก ช่วยให้คนมีโอกาสค้นพบและเชื่อมโยงข้อมูลหลายด้านเข้าด้วยกันมากขึ้น นอกจากนี้ รัฐก็ยังมีโครงการสนับสนุนการจัดทำคอลเล็กชันข้อมูล หนังสือ สื่อ และเอกสารดิจิตัลในหอจดหมายเหตุ ห้องสมุด พิพิธภัณฑ์ และสถาบันวัฒนธรรมต่างๆ เพื่อให้คนค้นหาและเข้าถึงความรู้ต่างๆ ได้สะดวกง่ายดายขึ้นด้วย

สำหรับด้านเด็กและเยาวชน ตั้งแต่ปี 2016 เป็นต้นมา ภาครัฐเนเธอร์แลนด์ได้จัดทำบัตรส่วนลด อุดหนุนการเข้าร่วมกิจกรรมทางวัฒนธรรมยามว่างแก่นักเรียน เช่น บัตร MBO Card และบัตร Culture Card ซึ่งโรงเรียนที่เข้าร่วมสามารถออกเงินสมทบเพิ่มเติมให้เด็กๆ ได้ โดยองค์กรส่วนท้องถิ่นหลายแห่งยังมักจะให้ทุนแก่องค์กรด้านศิลปวัฒนธรรม เช่น วงประสานเสียง ชมรมการละคร กีฬา และวงดนตรีต่างๆ ที่จัดกิจกรรมสำหรับเด็กและวัยรุ่นในชุมชนยากจน พร้อมกับแจกส่วนลดหรือบัตรฟรีแก่ผู้มีรายได้ต่ำ สำหรับใช้เข้าร่วมกิจกรรมทางศิลปวัฒนธรรมตามชอบ 

เมื่อลองอ่านนโยบายสนับสนุนกิจกรรมส่งเสริมทักษะสร้างสรรค์ของหลายรัฐทั่วโลก เราก็จะได้เห็นจุดเน้นและโครงการที่แตกต่างกันไป อย่างไรก็ตาม จุดร่วมที่มักพบบ่อยๆ คือ การที่ภาครัฐสมทบทุนให้ประชาชนได้เข้าร่วมกิจกรรมศิลปวัฒนธรรม เช่น การไปพิพิธภัณฑ์ ห้องสมุด และโรงละครได้ในราคาย่อมเยา หรือแม้กระทั่งเข้าฟรี ในเวลาที่ตนสะดวก ช่วยให้ผู้คนได้ค้นพบความรู้ ทักษะ และแรงบันดาลใจใหม่ๆ ในการทำงานและใช้ชีวิต อันเป็นพื้นฐานของทักษะการคิดที่หลากหลาย เชื่อมโยงต่อยอดได้ และเปิดใจรับฟังข้อมูลให้รอบด้าน

ในขณะเดียวกัน รัฐก็มักจะให้ทุนสนับสนุนโครงการด้านศิลปะ ดนตรี วรรณกรรม และกิจกรรมที่เชื่อมโยงบุคลากรในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์เข้ากับเยาวชนและสถาบันการศึกษาขั้นพื้นฐานควบคู่ไปด้วย เพื่อให้ประชาชนได้รับการบ่มเพาะทัศนคติและทักษะการคิดสร้างสรรค์ตั้งแต่เล็ก จากผู้ที่ทำงานในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์โดยตรง ซึ่งอาจช่วยให้ได้รับข้อมูลที่สดใหม่และมีประโยชน์ต่อการวางแผนพัฒนาทักษะของตนต่อไปในอนาคต

ใครสนใจศึกษานโยบายส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมของประเทศต่างๆ ซึ่งมักจะมาพร้อมกับการส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ เข้าไปอ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ culturalpolicies.net 


ทดลองอ่านและสั่งซื้อหนังสือ โรงเรียนคิดสร้างสรรค์: คู่มือสำหรับผู้นำการเปลี่ยนแปลง

โรงเรียนคิดสร้างสรรค์: คู่มือสำหรับผู้นำการเปลี่ยนแปลง

โรงเรียนคิดสร้างสรรค์: คู่มือสำหรับผู้นำการเปลี่ยนแปลง

395฿ 356฿

ขอต้อนรับสู่ “โรงเรียนคิดสร้างสรรค์” พื้นที่เรียนรู้เพื่อสร้างผู้นำการเปลี่ยนแปลงด้วยความคิดสร้างสรรค์ ผ่านคู่มือการ “เล่น” เพื่อพัฒนาการเรียนรู้โดยอาศัยชุดอุปนิสัยสร้างสรรค์ 5 ประการ

มนภัทร จงดีไพศาล แปล
บุลวัชร เสรีชัยพร บรรณาธิการ
จิรัชยา หงษ์แก้ว ออกแบบปก