Brief เสวนาสาธารณะ “China Shock เศรษฐกิจการเมืองจีนในยุคผันผวน: ความท้าทายต่อไทยและโลก”

อภิรดา มีเดช เรื่อง

หากมีโอกาสติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจจีนหลังวิกฤตโควิด หลายคนมองว่าจีนดูฟื้นตัวและกลับมามีกิจกรรมทางเศรษฐกิจรวดเร็วที่สุดประเทศหนึ่งในโลก แต่เมื่อถูกซัดซ้ำด้วยวิกฤตอสังหาริมทรัพย์หรือภาวะฟองสบู่แตก ตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจ 5 เปอร์เซ็นต์ที่รัฐบาลจีนประกาศว่าจะนำพาประเทศไปถึงจะมาจากไหน สถานการณ์เศรษฐกิจจีนที่ผู้เชี่ยวชาญเห็นว่าน่าจะซึมลึกยาวส่งผลกระทบต่อไทยและโลกอย่างไร

งานเสวนาสาธารณะ “China Shock เศรษฐกิจการเมืองจีนในยุคผันผวน: ความท้าทายต่อไทยและโลก” ตั้งใจจัดขึ้นเพื่อชวนคิดชวนคุยต่อยอดจากหนังสือ China Shock งานเขียนเล่มล่าสุดของอาร์ม ตั้งนิรันดร โดย สำนักพิมพ์ Bookscape ร่วมกับศูนย์จีนศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ ThaiPBS

นับเป็นเวทีที่วิทยากรคับคั่งและเปี่ยมด้วยเนื้อหาสาระอัดแน่น ครอบคลุมตั้งแต่การปูพื้นว่าเศรษฐกิจจีนมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร นี่คือวิกฤตสำหรับไทยและโลกมากน้อยแค่ไหน และทำอย่างไรจึงจะหาทางออกจากยุคแห่งความผันผวนนี้ไปได้

ร่วมสนทนาโดย อาชนัน เกาะไพบูลย์ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ดุลยภาค ปรีชารัชช โครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ภัณฑิล จงจิตรตระกูล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ พรรคเพื่อไทย ปารเมศ วิทยารักษ์สรรค์ ส.ส.กรุงเทพมหานคร พรรคก้าวไกล และ อาร์ม ตั้งนิรันดร ดำเนินรายการโดย ณัฏฐา โกมลวาทิน

เมื่อเศรษฐกิจจีนซึมลึก ส้มจะหล่นที่ใคร?

อาชนันปูพื้นว่าสาเหตุที่เศรษฐกิจจีนซึมลึกในขณะนี้มีที่มาจากคุณลักษณะเฉพาะของเศรษฐกิจจีนเอง ซึ่งมีการพึ่งพาการค้าระหว่างประเทศสูง เป็นแหล่งผลิตเพื่อส่งออกไปทั่วโลกภายใต้ห่วงโซ่คุณค่าของบริษัทข้ามชาติที่พึ่งพาชิ้นส่วนจากประเทศในภูมิภาค และยังพึ่งพาตลาดภายนอกภูมิภาคสูงที่สุด

ประกอบกับแนวคิดการแยกห่วงโซ่อุปทาน (Decoupling) ที่เริ่มตั้งแต่ยุคประธานาธิบดีบารัก โอบามา และดำเนินอย่างต่อเนื่องเมื่อโดนัลด์ ทรัมป์ ขึ้นเป็นประธานาธิบดี โดยออกกฎหมายจำกัดการส่งออกสินค้าที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีและสินค้าที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง ซึ่งต่อมานำไปสู่การทำสงครามการค้าโดยสหรัฐฯ ขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากจีน

“จีนส่งออกยาก การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (foreign direct investment: FDI) ก็ไม่เข้า เมื่อเครื่องยนต์สองตัวนี้ดับลง แล้วเกิดขึ้นพร้อมๆ กับฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์แตก มันคือการช็อกอย่างแรงของเศรษฐกิจจีนอย่างที่ชื่อหนังสือของอาจารย์อาร์มว่าไว้” อาชนันอธิบาย

เป็นธรรมดาที่เมื่อสองมหาอำนาจทะเลาะกัน ไม่ซื้อของกัน ย่อมมีผู้ได้ประโยชน์สอดแทรกเข้ามาในสมการผลประโยชน์นี้ ส่วนเรื่องการลงทุน ถ้าผลิตจากจีนแล้วขายไม่ได้ก็ต้องไปที่อื่น คำถามคือจะไปที่ไหน 

“แน่นอนว่าประเทศที่ได้ประโยชน์คือเพื่อนบ้านของสหรัฐฯ อย่างเม็กซิโกกับแคนาดา และอีกสองประเทศเด่นๆ ที่ได้ประโยชน์คือ ไทยและเวียดนาม นั่นคือส้มหล่นมาที่เรา” อาชนันให้ข้อมูล

ส่วนแบ่งการตลาดของจีนระหว่างปี 2564-2566 ยังเพิ่มขึ้นในทุกตลาด ซึ่งอาชนันชี้ว่านี่คืออาการระบายของออก ซึ่งไทยก็เป็นจุดรองรับสินค้าสำคัญจากจีนเช่นกัน

อาจดูเหมือนตอนนี้ไทยได้อานิสงส์ค่อนข้างมาก ส่วนตัวอาชนันเห็นว่าไทยมีทั้งได้และเสีย แต่คนได้กับคนเสียไม่ใช่คนเดียวกัน เขายังให้ความเห็นด้วยว่า เศรษฐกิจจีนน่าจะซึมลึก โดยยกตัวอย่างกรณีรถยนต์ไฟฟ้า BYD ของจีนปีที่แล้วที่มีกำลังการผลิต 3 ล้านคัน ปกติ 2.8 ล้านคันขายในประเทศ อีก 200,000 คันส่งออก 

“ก่อนหน้านี้ความมั่งคั่งของคนจีน 51 เปอร์เซ็นต์มาจากภาคอสังหาริมทรัพย์ ตอนนี้ฟองสบู่แตก คนจีนจะรัดเข็มขัดมากขึ้น เพราะฉะนั้นรถอีก 2.8 ล้านคันจะต้องกระจายออกมา นี่ก็เป็นความท้าทายที่เราต้องจัดการ”

ถอดกลยุทธ์วางหมากของจีนในเกมภูมิรัฐศาสตร์โลก

ในเล่ม China Shock ดุลยภาคสนใจบทที่ชื่อว่า “วิทยายุทธแหวกวงล้อมของจีน” ในหน้า 122 เป็นพิเศษ ซึ่งได้ยกตัวอย่างเฉิงย่าเหวิน (Cheng Yawen) นักยุทธศาสตร์ด้านการต่างประเทศชื่อดังของจีน ผู้เสนอว่า จีนต้องสร้างยุทธศาสตร์เชิงรุก 3 วงแหวน นั่นคือวางวงแหวน 3 วงคร่อมทับพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญรอบโลก

วงแหวนแรก คลุมเอเชียตะวันออก อาเซียน เอเชียกลาง รัสเซีย และตะวันออกกลาง เมื่อถูกโดดเดี่ยวโดยโลกตะวันตก ทางรอดด้านเศรษฐกิจของจีนคือสร้างตลาดขนาดใหญ่ขยายออกนอกประเทศ เชื่อมยูเรเชียเข้าด้วยกัน

วงแหวนที่สอง คลุมรัฐกำลังพัฒนาทั้งหลายในลาตินอเมริกาและแอฟริกา นับเป็นโอกาสมหาศาลสำหรับก้าวต่อไปของเศรษฐกิจจีน

วงแหวนที่สาม คลุมยุโรปและสหรัฐฯ เป็นโอกาสเก่าที่สำคัญของเศรษฐกิจจีน แต่วันนี้เนื่องจากความขัดแย้งระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ทำให้เกิดภาวะกระท่อนกระแท่นทางอิทธิพลจีนในเขตดังกล่าว

“มหายุทธศาสตร์ของรัฐมหาอำนาจระดับโลก ถ้าคิดแบบจีนจะต้องผ่าโลกออกเป็นวงแหวนหลายๆ ชั้น นี่คือสิ่งที่ได้จากข้อเขียนของอาจารย์อาร์ม” ดุลยภาค กล่าว

เขาชี้ให้เห็นว่า เมื่อย้อนไปในยุคสงครามเย็น แนวคิด 3 วงแหวนก็เชื่อมโยงเข้ากับแนวคิดปฏิวัติโลกของประธานเหมาเจ๋อตง ตามแนวคิดมาร์กซิสต์-เลนินิสต์คือทฤษฎีสามโลก ที่แบ่งเป็นโลกที่หนึ่ง โลกที่สอง และโลกที่สาม 

ทั้งยังพ้องพานกับระบบคิดของจีนในยุคจารีตโบราณ เช่น รัฐจีนสมัยราชวงศ์โจว ซึ่งโอรสแห่งสวรรค์มีศูนย์กลางแห่งอำนาจอยู่ที่แกนกลางของวงแหวนที่ผ่าออกแต่ละชั้น โดยมีความสัมพันธ์ทางอำนาจที่เข้มข้นกับเมืองที่เป็นรัฐบรรณาการรายรอบลดหลั่นและแตกต่างกันไปตามระยะทาง

นอกจากยุทธศาสตร์ 3 วงแหวน ดุลยภาคยังกล่าวถึงสองกรณีด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่น่าจับตาคือ การแข่งขันระหว่างจีนกับอินเดีย และการแผ่อิทธิพลของจีนในพม่า ซึ่งให้เห็นภาพการขยับทางภูมิรัฐศาสตร์ของจีนได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

เมื่อจีนมียุทธศาสตร์สร้อยไข่มุกปิดล้อมอินเดียทุกทิศทุกทาง อินเดียก็แก้เกมด้วยยุทธศาสตร์สร้อยเพชร (Necklace of Diamond Strategy) ขยับไปหาเวียดนาม ญี่ปุ่น ท่าเรือซาบังในเกาะสุมาตราของอินโดนีเซีย สถานีท่าเรือชางฮีของสิงคโปร์ ท่าเรือในโอมานและอิหร่าน รวมถึงตีลึกเข้าไปถึงมองโกเลีย 

ส่วนอิทธิพลจีนในศตวรรษที่ 21 และยังเป็นประเด็นร้อนทุกวันนี้คือสงครามกลางเมืองในพม่า

“ลักษณะการขยายอำนาจของจีนคือจะเก็บพื้นที่ที่สำคัญในพม่า โดยเฉพาะในรัฐฉาน ต่อมาถึงรัฐยะไข่ที่มีท่าเรือน้ำลึก รัฐฉานอยู่ชายแดนจีน-พม่า เป็นเขตปฏิบัติการของกองกำลังชาติพันธุ์หลายกลุ่มที่มีสายสัมพันธ์กับจีน เช่น ว้า โกกั้ง ปะหล่อง” ดุลยภาคอธิบาย

เราอาจสงสัยว่า แล้วสหรัฐฯ อยู่ตรงไหนในสมการนี้ ดุลยภาคยอมรับว่าสหรัฐฯ อยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบากเพราะไม่มีความใกล้ชิดทางภูมิศาสตร์เมื่อเทียบกับจีนที่สัมพันธ์กับเอเชียอาคเนย์ (อีกชื่อของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้) โดยเฉพาะเอเชียอาคเนย์ตอนบน แต่สหรัฐฯ กำลังขยับโดยใช้มหายุทธศาสตร์อินโดแปซิฟิก ซึ่งจะต้องมีอินเดีย ออสเตรเลีย กับญี่ปุ่นเข้ามาหนุนด้วย

“ในสายตาสหรัฐฯ จีนทะเยอทะยานมาก ผมมองว่าสหรัฐฯ ตอนนี้ได้แต่ถ่วงดุลอำนาจจีน แต่น่าจะยากที่จะจำกัดวงจีนได้เต็มๆ เพราะจีนมาวันนี้มียุทธศาสตร์จะเข้าแทนที่อำนาจของสหรัฐฯ ในเอเชียในหลายๆ มิติ” ดุลยภาคให้ความเห็น

อีกยุทธศาสตร์ที่ดุลยภาคชวนให้จับตาคือยุทธศาสตร์สามสมุทร หรือสามมหาสมุทรที่ประกอบขึ้นเป็นฐานอำนาจของจีน โดยสองแห่งแรกคือมหาสมุทรแปซิฟิกและมหาสมุทรอินเดีย

“จีนอยากมีอำนาจในมหาสมุทรแปซิฟิก สู้กับญี่ปุ่นและสหรัฐฯ เรื่องไต้หวัน แต่กระนั้นจีนก็อยากมีอำนาจในมหาสมุทรอินเดียด้วย นั่นคืออิทธิพลจีนในพม่าและที่ต่างๆ เพื่อสู้กับอินเดียในอ่าวเบงกอล”

ณ วันนี้ “หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง” ของจีนไปไกลกว่านั้น คือขยับไปถึงมหาสมุทรอาร์กติกทางขั้วโลกเหนือ ซึ่งดุลยภาคเสนอว่านี่จะเป็นอีกตัวชี้ขาดสำคัญที่สหรัฐฯ ยังไล่ตามไม่ทัน 

“แม้แสนยานุภาพของสหรัฐฯ ยังทรงพลัง แต่สหรัฐฯ ต้องคิดมากพอสมควรในการจะต่อสู้กับจีนในเกมนี้” ดุลยภาคกล่าว 

ในวิกฤต ยังมีโอกาสของไทย?

อีกความพิเศษของงานเสวนาควบงานเปิดตัวหนังสือครั้งนี้คือมีทั้งตัวแทนจากฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านมาร่วมเวทีเดียวกัน โดยทั้งสองคนรวมถึงผู้เขียนมีจุดร่วมสำคัญคือเป็นนักเรียนจีนที่มีโอกาสสัมผัสบรรยากาศยุคเศรษฐกิจเฟื่องฟูของจีนก่อนเปลี่ยนผ่านสู่ยุคผู้นำสูงสุดรุ่นที่ 5 อย่างสีจิ้นผิง ที่ปัจจุบันเข้าสู่สมัยที่ 3 ของการดำรงตำแหน่ง แต่ภาพจำในตอนนี้คือเศรษฐกิจจีนดูคล้ายคนลดน้ำหนักที่โหมคุมอาหารมากไปจนอ่อนแรง

“คำว่า วิกฤต ในภาษาจีนเรียกว่า เวยจี ถ้ามองดีๆ จะมีคำว่าจีฮุ่ย ที่แปลว่าโอกาสอยู่ด้วย เพราะฉะนั้น ในคำสอนของจีนบอกว่า ในวิกฤตมีโอกาสเสมอ การทำธุรกิจกับจีนในตอนนี้เราจะใช้โอกาสอย่างไรในการค้าขาย” ภัณฑิลชวนตั้งคำถาม

ประเทศจีนถือเป็นประเทศคู่ค้าอันดับหนึ่งของไทยต่อเนื่องยาวนาน 11 ปี โจทย์สำคัญคือหลังจากนี้ไทยจะเพิ่มตัวเลขทางเศรษฐกิจอย่างไรได้บ้างจึงจะเป็นประโยชน์กับทั้งสองด้าน ไม่ว่าการนำเข้าหรือส่งออก เป็นที่มาของการหาเครื่องมือใหม่ๆ ในการทำการค้า รวมถึงทำความร่วมมือใหม่ๆ ที่ลงลึกในรายละเอียดมากขึ้น

ตัวอย่างที่น่าสนใจนอกจากการทำบันทึกข้อตกลง (MoU) เพื่อนำสินค้าไทยสู่เมืองรองของจีนแล้ว คือการผลักดันผ่านซีรีส์วาย ซึ่งมีฐานแฟนคลับกว่าร้อยประเทศทั่วโลกที่มีกำลังซื้อ โดยภัณฑิลระบุว่า

“เราเห็นว่าน่าจะนำสินค้าไทยมาประชาสัมพันธ์ผ่านซีรีส์ได้ จึงทำความร่วมมือกับบริษัทที่ผลิตซีรีส์วายว่า หลังจากนี้เมื่อคุณผลิตซีรีส์หรือภาพยนตร์สักเรื่อง เราสามารถนำเสนอสินค้าไทยเข้าไปให้แนบเนียนที่สุด ซึ่งกระทรวงจะช่วยหาสินค้าที่มีสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ที่ชัดเจนว่าเป็นสินค้าของไทย และหากคนดูต้องการรับประทานตาม หรือหาโอกาสมากินสิ่งเหล่านี้ในไทย ก็เป็นการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ” 

ภัณฑิลให้ข้อมูลว่าภาพยนตร์เรื่องแรกได้ร่วมมือกับบริษัท บี ออน คลาวด์ นำแสดงโดย “มาย-อาโป” ขึ้นแท็กทวิตเตอร์อันดับหนึ่งของโลก และอันดับหนึ่งในหลายประเทศ

“นี่คืออิทธิพลของอินฟลูเอนเซอร์ เมื่อนำมาประยุกต์ใช้ก็สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้จริง เร็วๆ นี้เราจะมีกิจกรรมการขายสินค้าผ่านอินฟลูเอนเซอร์ต่างประเทศด้วย ชื่อมหกรรมไทยแลนด์ไลฟ์คอมเมิร์ซ เพราะเมื่อไทยเองก็มีสินค้าที่จีนต้องการมากมาย อยู่ที่เราว่าจะร่วมมือกันอย่างไร” ภัณฑิลกล่าว

จากไชนาช็อก สู่ไทยช็อก

ปารเมศร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์จากการลงพื้นที่ในเขตสัมพันธวงศ์ว่า ผู้ประกอบการไทยได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการระบายสินค้าของจีน ซึ่งผู้ประกอบการไทยแทบไร้ทางสู้เนื่องจากความประหยัดจากขนาด (economy of scale) ที่ต่างกันราวฟ้ากับเหว

พูดง่ายๆ คือ เมื่อจีนเป็นโรงงานผลิตสินค้าป้อนทั้งโลก ผลิตของอย่างหนึ่งครั้งละ 1 ล้านชิ้น อย่างไรต้องได้ราคาถูกกว่าไทยที่ผลิตของอย่างเดียวกันเพียง 10,000 ชิ้น

“ตอนตีราคาสินค้า ผู้ประกอบการให้ข้อมูลว่า ต้นทุนที่ได้จากโรงงานยังสูงกว่าราคาที่ทุนต่างชาติขายหน้าร้านด้วยซ้ำ” ปารเมศให้ข้อมูล

อีกประเด็นคือเรื่องค่าเช่าในพื้นที่ โดยก่อนการระบาดโควิด ค่าเช่าตึกแถวห้องหนึ่งในย่านสำเพ็งอยู่ที่เดือนละ 70,000-100,000 บาท 

“ทุกวันนี้หลังจากนักลงทุนจีนนำสินค้าเข้ามา ค่าเช่าถูกปั่นไปถึงห้องละ 100,000-300,000 บาท นี่คือผลกระทบโดยตรงสำหรับผู้ประกอบการไทย” ปารเมศกล่าว

พร้อมเพิ่มเติมว่า มีผู้ประกอบการจำนวนมากที่แจ้งว่ายอดขายตกลงมากกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ จนสู้ค่าเช่าไม่ไหว หรือบางรายเจ้าของตึกรอให้หมดสัญญา แล้วจะไปปล่อยเช่าให้ชาวต่างชาติ เพราะได้ค่าเช่าสูงกว่า 

“ประเด็นนี้ต้องฝากฝ่ายบริหารและรัฐบาลเรื่องมาตรการการตรวจสอบ ไม่ว่าการใช้นอมินี ผู้ถือหุ้นคนไทยมาจดจัดตั้งบริษัท และถือหุ้นแทนชาวต่างชาติ นี่เป็นกฎระเบียบที่เราต้องหารือว่าจะหาทางออกกันอย่างไร”

ส่วนปัญหาสินค้าจีนที่ทะลักสู่ไทย ปารเมศมองว่าการใช้มาตรการต่างๆ เพื่อกีดกันการค้าของทุนต่างชาติอาจไม่ใช่ทางออกที่ดีนัก สิ่งที่ควรทำคือการปกป้องผู้ประกอบการไทยในระยะแรก แล้วพยายามพัฒนาและยกระดับทักษะผู้ประกอบการไทยไปพร้อมกัน 

“มาตรการจากกระทรวงพาณิชย์ เช่น การเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มสินค้าจากจีน ที่เพิ่งประกาศไม่นานมานี้ก็ถือเป็นเรื่องน่ายินดี ในเบื้องต้นอาจพอช่วยให้มีการแข่งขันด้านราคามากขึ้น นี่ต้องถือว่าเป็นสิ่งที่ฝ่ายรัฐบาลมองเห็นถึงความเดือดร้อนของผู้ประกอบการไทย ส่วนเราในฐานะฝ่ายค้าน แม้ไม่ได้มีอำนาจบริหาร แต่ก็มี ส.ส. ในพื้นที่คอยส่งเสียงและสะท้อนปัญหาต่างๆ ไปยังรัฐบาลให้ช่วยแก้ไขความเดือดร้อน” ปารเมศกล่าว

อีกความท้าทายที่ปารเมศย้ำคือรูปแบบธุรกิจทัวร์ศูนย์เหรียญ ซึ่งตลอดทริปการเดินทางของนักท่องเที่ยวตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำ คนไทยไม่ได้ประโยชน์เลย 

“แน่นอนว่าเราต้อนรับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ และอยากกระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยว แต่สิ่งที่ต้องคำนึงและให้ความสำคัญมากคือ ไม่ควรเน้นเฉพาะตัวเลขนักท่องเที่ยวที่เข้ามา แต่ต้องเป็นนักท่องเที่ยวที่มีคุณภาพ เข้ามาแล้วใช้จ่ายในประเทศไทย ให้เกิดการกระจายรายได้สู่ชุมชน ให้ถึงมือพ่อค้าแม่ค้า หรือเอสเอ็มอี ไม่ใช่บอกว่าเข้ามาปีหนึ่ง 10-20 ล้านคน แต่ประเทศไทยไม่ได้ประโยชน์”

เลนส์ มุม สู่ทางออกของไทยและโลก

อาร์มเฉลยคำตอบที่จะเป็นทางออกให้กับไทยและประเทศที่เหลือของโลก ด้วยการมองลอดแว่น 4 เลนส์ และ 2 มุม

  1. ตัวบุคคล
  2. แผนที่
  3. เทคโนโลยี
  4. บริบทท้องถิ่น

เลนส์แรก คือตัวบุคคล อาร์มยกตัวอย่างโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งเป็นอดีตผู้นำสหรัฐฯ ที่คาดเดาได้ยาก และน่าจับตาว่าเดือนพฤศจิกายนนี้เขาอาจกลับมาอีกครั้ง

“หลายคนคิดว่าทรัมป์เป็นข้อยกเว้นสั้นๆ สี่ปี แล้วโลกก็จะกลับมาเหมือนเดิม แต่วันนี้ทุกคนคงเห็นตรงกันแล้วว่านี่คือยุคผันผวน ทั้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ภูมิเศรษฐศาสตร์ เรียกได้ว่าเราอยู่ในยุคทวนกระแสโลกาภิวัตน์” อาร์มกล่าว พร้อมตั้งข้อสังเกตน่าสนใจว่า

“ตอนนี้หลายคนมองว่า ไม่ว่าผู้นำสหรัฐฯ ต่อไปจะเป็นไบเดนหรือทรัมป์ก็อาจไม่ต่างกัน นั่นคือคงจะดุดันต่อจีน และภูมิรัฐศาสตร์ผันผวนเหมือนเดิม แต่จริงๆ ต่างกันมากในเชิงสไตล์ ความแรง หรือความสามารถในการคาดการณ์ได้” 

เลนส์ที่สอง คือแผนที่ อาร์มเปรียบเทียบว่าเหมือนยุคสามก๊กที่ขงเบ้งต้องกางแผนที่ชี้ให้เล่าปี่ฟัง

“พูดง่ายๆ คือเราต้องกางแผนที่เพื่อทำความเข้าใจทิศทางการค้าโลก ทำความเข้าใจว่าการเมืองและเศรษฐกิจของโลกเดินไปอย่างไร และมันถูกจองจำโดยข้อจำกัดของแผนที่อย่างไร เช่น ที่เราพูดถึงการพยายามแหวกวงล้อม เล่นหมากล้อม เล่นหมากรุก ยุทธศาสตร์ของมหาอำนาจทั้งสองฝ่าย” อาร์มกล่าว

เลนส์ที่สาม เทคโนโลยี เป็นองค์ประกอบสำคัญมากของการแข่งขันเชิงภูมิรัฐศาสตร์ เชิงภูมิเศรษฐศาสตร์ของมหาอำนาจ 

อาร์มอธิบายว่าเทคโนโลยีเป็นทั้งเครื่องมือ เป็นทั้งตัวส่งเสริม แต่ขณะเดียวกัน มิติการค้าการลงทุนมีเรื่องการยกระดับสินค้า และดึงดูดการลงทุน ทำอย่างไรเราจะได้ประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงห่วงโซ่อุปทาน และดึงเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาเพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

“เทคโนโลยีจึงเป็นหัวใจของทั้งการต่อสู้แข่งขัน และเป็นหัวใจของทางออกเรื่องเศรษฐกิจไทยในยุคที่โลกผันผวนแบบนี้” อาร์มกล่าว

เลนส์ที่สี่ บริบทท้องถิ่น ขณะที่เนื้อหาในหนังสือเน้นให้ภาพใหญ่คือภาพระดับโลกและระดับภูมิภาค แต่อาร์มชวนคิดว่า เรื่องนี้กระทบต่อปากท้อง หรือกระทบคนจริงๆ นี่จึงเป็นอีกภาพสำคัญและประเด็นสำคัญในการมองที่ต้องไม่ลืม

ส่วนอีก 2 มุมที่อาร์มชวนคิดต่อคือ คำถามที่ขึ้นต้นด้วย How และตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนจะมาจากไหน

“สมัยก่อนถามว่าเราจะโตอย่างไรในยุคที่จีนผงาด ก็คงต้องเต้นระบำไปกับมังกร วันนี้เมื่อถามว่าจะอยู่อย่างไรในยุคที่จีนซบเซา”

ในวิกฤตย่อมมีโอกาสอยู่ด้วย นั่นคือโอกาสจากการเปลี่ยนห่วงโซ่อุปทานของโลก การลงทุนไทยถือว่าได้ประโยชน์จากสงครามการค้าสหรัฐฯ-จีน 

“คำถามจึงไม่ใช่คำถามแบบเลือกว่าจะเอาหรือไม่เอา เช่น เอา/ไม่เอาสินค้าจีน ทุนจีน รถไฟจีน แต่เป็นคำถาม ‘How’ คือเราจะรับมืออย่างไร ทำอย่างไรเพื่อใช้กลไกทางกฎหมาย หรือกฎระเบียบในการควบคุมจัดการสิ่งที่เราคิดว่าเป็นปัญหา ขณะเดียวกันก็ผ่อนคลายมาตรการ ผ่อนคลายอุปสรรค เพื่อให้เรามีโอกาสจากการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น” อาร์มเสนอแง่มุมแรก

มุมที่สอง สืบเนื่องจากคำถามที่คนถามกันมากในปีนี้ว่า เศรษฐกิจจีนจะซึมลึกไหม ซึ่งรัฐบาลจีนประกาศเลยว่า ปีนี้เศรษฐกิจจะโต 5 เปอร์เซ็นต์ อาร์มกล่าวว่าเป็นตัวเลขที่สูง เพราะอิงจากตัวเลขการเติบโตปีที่แล้ว ไม่เหมือนช่วงวิกฤตโควิด ทุกคนจึงสงสัยว่า 5 เปอร์เซ็นต์นี้จะมาจากไหน

อาร์มกล่าวว่า จากที่อาชนันให้ข้อมูลไว้เบื้องต้นว่า ถ้าการลงทุนจากต่างชาติลดลง การส่งออกก็เป็นตัวขับเคลื่อนไม่ได้ การลงทุนจากภาครัฐต้องเป็นตัวสำคัญที่จะดึงตัวเลขจีดีพี แต่การสร้างโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ น่าจะเกิดขึ้นยากเพราะปัญหาอสังหาริมทรัพย์ และยังสร้างกันเต็มเมืองไปหมด โครงการเกิดใหม่อาจไม่คุ้มค่าที่จะลงทุน

อาร์มจึงมองว่า การลงทุนต้องไปเพิ่มตัวเลขที่ภาคอุตสาหกรรมการผลิต ซึ่งตอนนี้จีนมีสโลแกนชัดเจนเรียกว่า “กำลังการผลิตใหม่” (New Productive Force)” หรือเรียกสั้นๆ ว่า 3 New ได้แก่ 

  • โซลาร์เซลล์ 
  • รถยนต์อีวี 
  • แบตเตอรี่ 

แต่นั่นย่อมทำให้เกิดปัญหาเรื่องกำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้นมาก ตามมาด้วยปัญหาการระบายสินค้า ประกอบกับอยู่ในสงครามการค้าที่สหรัฐฯ กีดกันรถยนต์อีวี ยุโรปก็พิจารณาว่าจะเอาอย่างไร 

“ถ้าเราเป็นบริษัทจีน เข็มทิศใหญ่ที่ต้องมุ่งมาคือภูมิภาคไหนอาเซียน รวมทั้งประเทศไทยด้วย” อาร์มกล่าว

ความหมายของผมก็คือ การเปลี่ยนแปลงและโจทย์ต่างๆ เหล่านี้มันกระทบจริงๆ ต่อเศรษฐกิจการเมืองภายในประเทศ และสุดท้ายมันก็กระทบจริงๆ กับผู้ประกอบการ กับการเปลี่ยนแปลงทางอุตสาหกรรม แม้กระทั่งกับคนตัวเล็กตัวน้อยด้วย

โลกไม่ได้มีแค่จีนอเมริกา นี่คือยุคของ “เราที่เหลือ”

สุดท้าย คำถามที่ไม่ถามไม่ได้ก็คือ แล้วใครจะชนะ ต้องยอมรับว่านี่คือยุคที่ทั้งสามมหาอำนาจอ่อนแอ ไม่ว่าจีน สหรัฐฯ หรือยุโรป ที่มีสัดส่วนเศรษฐกิจรวมกัน 60 เปอร์เซ็นต์ของเศรษฐกิจโลก

“นี่จึงเป็นยุคของโลกที่เหลือ เพราะเมื่อยุทธศาสตร์สหรัฐฯ คือเอาอาเซียนมาแทนจีน ส่วนยุทธศาสตร์จีนก็เอาอาเซียนมาแทนสหรัฐฯ กับยุโรป” อาร์มกล่าว พร้อมเสนอว่า ประเทศที่เป็นตลาดเกิดใหม่ ไม่ว่าอาเซียน ตะวันออกกลาง ลาตินอเมริกา แอฟริกา ควรเป็นหมุดหมายสำคัญของนโยบายการทูต 

“นอกจากเราต้องรักษาสมดุลระหว่างมหาอำนาจจีนกับสหรัฐฯ แล้วขั้วที่สาม หรือประเทศที่เหลือ เรามองเห็นไหม เข้าใจเพียงพอไหม และเรามองอย่างไร”

อีกประเด็นที่อาร์มชวนคิดร่วมกันคือ เหตุผลของนักลงทุนต่างชาติที่ต้องเลือกประเทศไทย เปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ ในอาเซียนอย่างอินโดนีเซีย หรือเวียดนาม 

โดยชี้ให้เห็นว่า เมื่อเทียบกับมาไทยที่มีประชากร 70 ล้านคน กับไปอินโดนีเซีย หรือเวียดนาม ที่ขนาดประเทศใหญ่กว่า ขนาดเศรษฐกิจใหญ่กว่า แรงงานก็ยังหนุ่มสาว จึงไม่ค่อยมีเหตุผลที่ฟังขึ้นมากนักว่าทำไมประเทศไทยยังอยู่ในตัวเลือกของนักลงทุน รวมถึงปัญหาของเพื่อนบ้านเรากรณีความไม่สงบยังเกี่ยวข้องโดยตรงกับทัศนะของการตัดสินใจลงทุนในไทยและภูมิภาคอาเซียน

“พูดง่ายๆ คือทำอย่างไรให้คนมองว่าตลาดไทยใหญ่กว่าไทย แปลว่าต้องใช้ประโยชน์จากยุทธศาสตร์เรื่องที่ตั้งของเราที่เป็นศูนย์กลาง เพื่อเชื่อมโยงพม่า กัมพูชา ลาว เวียดนาม และบอกว่านี่คือขุมกำลังตลาดเอเชียภาคพื้น” อาร์มเสนอ

อีกข้อเสนอน่าสนใจของอาร์มเพื่อตอบโจทย์ความท้าทายใหม่ของการต่างประเทศไทยคือ ปกติเรามักตั้งโจทย์ว่ากำลังแข่งกับเวียดนาม อินโดนีเซีย หรือมาเลเซีย ทั้งที่จริงๆ แล้วเราเต้นระบำไปกับการเติบโตของประเทศเหล่านี้ และสามารถเชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานของประเทศต่างๆ ได้ 

อีกโจทย์สำคัญตอนนี้คือนี่เป็นยุคของการกระจายความเสี่ยงที่เราไม่ควรนำไข่ทั้งหมดใส่ไว้ในตะกร้าใบเดียว

“ไม่ได้บอกว่าต้องเอาไข่ทั้งหมดไปไว้กับตลาดจีน หรือไปไว้กับตลาดสหรัฐฯ ซึ่งเป็นสองตลาดหลักที่เรารู้จักกันดี แต่ทำอย่างไรให้เรากระจายไปยังตลาดใหม่ๆ ซึ่งจะช่วยกระจายความเสี่ยงและเสริมอำนาจต่อรองของเราไปพร้อมกัน” อาร์มทิ้งท้าย 

ชมย้อนหลัง เสวนา “China Shock เศรษฐกิจการเมืองจีนในยุคผันผวน: ความท้าทายต่อไทยและโลก”

ทดลองอ่านและสั่งซื้อหนังสือ China Shock ได้ที่นี่