Brief – “Long Life Learning: เรียนรู้ใหม่ ไม่รู้จบ”

เรื่อง อภิรดา มีเดช

จากข้อมูลที่สนับสนุนว่าอายุขัยของมนุษย์น่าจะยืนยาวแตะหลักร้อยปี ทำให้โลกการทำงานของคนเรายืดยาวขึ้นตามไปด้วย สิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาคือตลอดช่วงชีวิต 100 ปีมีแนวโน้มที่เราจะได้เปลี่ยนงาน 20-30 ครั้ง อีกทั้งจะเกิดตำแหน่งงานใหม่ๆ ที่เราไม่คุ้นแม้แต่ชื่อในห้าปีข้างหน้า จนมีผู้ตั้งข้อสังเกตว่า คงไม่แปลกถ้าเราจะเกิดภาวะ midlife crisis ในชีวิตได้มากกว่าหนึ่งครั้ง

มีหลายคำถามเกิดขึ้นแน่นอน เช่น การเกษียณอายุในช่วงวัย 60 ยังเหมาะสมกับยุคปัจจุบันหรือไม่ แล้วอีก 40 ปีในชีวิตของเราที่เทียบแล้วก็เกือบครึ่งชีวิตจะใช้ทำอะไรดี และเราจะสร้างระบบการเรียนรู้ใหม่ที่ผสานการเรียนรู้และพัฒนาทักษะเข้ากับการทำงานอย่างไร้รอยต่อได้อย่างไร

นับเป็นความท้าทายสำคัญสำหรับสถานศึกษารวมถึงภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับการผลิตการเรียนรู้ ซึ่งต้องตอบโจทย์งานที่เปลี่ยนไปไวยิ่งขึ้น การเตรียมตัวเพื่อรับมือกับงานแห่งอนาคตยังต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายภาคส่วน ทั้งเอกชนและรัฐบาล เรียกว่าเป็นงานระดับสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ขึ้นมาใหม่ก็ว่าได้

เป็นที่มาของเสวนาสาธารณะ “Long Life Learning: เรียนรู้ใหม่ ไม่รู้จบ” ต่อยอดจากเนื้อหาหนังสือชื่อเดียวกันโดยมีทั้งตัวแทนจากภาคการศึกษาและภาคธุรกิจมาร่วมแลกเปลี่ยน เพื่อเป็นก้าวแรกที่จุดประกายความคิดสำหรับทุกภาคส่วนที่หวังจะสร้างระบบการเรียนรู้ใหม่อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิตให้เกิดขึ้นได้จริง

ร่วมสนทนาโดย พิภพ อุดร รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ วีระเทพ ปทุมเจริญวัฒนา หัวหน้าภาควิชาการศึกษาตลอดชีวิตและประธานสาขาวิชาการศึกษานอกระบบโรงเรียน คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สันติธาร เสถียรไทย ที่ปรึกษาด้าน Future Economy ของ TDRI และอดีตกรรมการผู้จัดการบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก อภิฤดี สิงหเสนี Assistant Managing Director – People & Organization (Experience & Grow), KBTG ดำเนินรายการโดย เพชร์รัตน์ ลีลาสุนทรกุล Certified Strengths Coach and Customer Service & Leadership Trainer 

ออกแบบปริญญาด้วยตัวเอง

พิภพให้ข้อมูลว่า รายงานโดยสภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum) ระบุว่า จะมีตำแหน่งงานหายไปทั่วโลก 85 ล้านตำแหน่งภายในปี 2025 ขณะเดียวกันจะมีงานใหม่เกิดขึ้น 97 ล้านตำแหน่ง นั่นคือจริงๆ แล้วงานโดยรวมไม่ได้ลดลง แต่เพิ่มขึ้นด้วยซ้ำ ขณะเดียวกันก็เรียกร้องทักษะใหม่ๆ จากคนทำงานมากขึ้น ซึ่งเขาตั้งข้อสังเกตว่าจะเกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่าภาวะคุกคามสองชั้นในโลกการทำงาน (double jeopardy in the workplace) หมายความว่าคนจำนวนหนึ่งจะไม่มีงานทำ แต่งานอีกจำนวนมากจะไม่มีคนทำ 

“นี่คือภาวะอันตรายทับซ้อนสองชั้น ซึ่งเป็นเหตุผลที่หลายประเทศทั่วโลกลุกขึ้นมาทำเรื่องของการพัฒนาและยกระดับทักษะเป็นวาระระดับชาติ” พิภพกล่าว

บรรดาอาชีพใหม่ๆ ทุกวันนี้ที่เราได้ยินกัน เช่น tiktoker, tactic planner หรือ wellness coach พิภพยืนยันว่ายังไม่มีหลักสูตรใดหลักสูตรหนึ่งที่สามารถตอบสนองผู้เรียนได้ ดังนั้นหน้าที่ของสถาบันการศึกษาควรปรับเปลี่ยนจากการออกแบบหลักสูตรล่วงหน้าแบบเดิมๆ ไปเป็นซูเปอร์มาร์เก็ตของทักษะและความรู้ 

“ในอนาคต ผมอยากเห็นสิ่งที่เรียกว่า ‘design your own degree’ นั่นคือแทนที่มหาวิทยาลัยจะบอกว่า ถ้ามาเรียนหลักสูตรที่นี่แล้วจะได้ปริญญาอะไร คนเรียนจะบอกเองว่า ถ้าเลือกเรียนเรื่องเหล่านี้ผสมผสานกันตามเงื่อนไขของมหาวิทยาลัยแล้ว ฉันขอบอกเองได้ไหมว่าสิ่งที่เรียนเรียกว่าปริญญาอะไร”

พิภพ อุดร

อนาคตของงาน = อนาคตของการเรียนรู้

เมื่อโลกเปลี่ยนเร็วขึ้น สิ่งท้าทายเมื่ออายุขัยของคนจะยืนยาวกว่า 100 ปีคืออายุของความรู้ที่หดสั้นลง สันติธารแบ่งทักษะและความสามารถที่สำคัญของคนเป็น 3 ส่วนโดยเปรียบเทียบกับเครื่องดื่มที่เราน่าจะคุ้นเคยกันดี 

1. ความรู้ (knowledge) เปรียบได้กับนมที่อยู่นอกตู้เย็น ถ้าปล่อยไว้ที่อุณหภูมิห้องจะบูดเน่าเร็วมาก 

2. ทักษะ (skill) เปรียบได้กับไวน์ ยิ่งบมยิ่งหอม ยิ่งนานยิ่งอร่อย เช่น ทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ การมีความคิดสร้างสรรค์ และความสามารถในการแก้ปัญหา 

3. ชุดความคิดหรือทัศนคติ (mindset / attitude) เปรียบได้กับวิสกี้ ใช้เวลาบ่มนานใกล้เคียงกับไวน์ แต่เก็บรักษาได้ง่ายกว่า ยิ่งบ่มนานก็ยิ่งดีเช่นเดียวกัน เช่น ความอดทนและวิริยะอุตสาหะ (grit) และชุดความคิดแบบเติบโต (growth mindset) ที่มีความคิดอยากปรับปรุงตัวเองตลอดเวลา ไม่กลัวความล้มเหลวในวันนี้

เมื่อถามว่า คนที่ภาคธุรกิจอยากร่วมงานด้วยที่สุดในวันนี้จำเป็นต้องมีอะไรมากกว่ากัน สันติธารตอบว่า บ่อยครั้งองค์กรให้ค่ากับวิสกี้กับไวน์มากกว่าค่าของนม “พูดง่ายๆ คือให้ค่ากับชุดความคิดที่ใช่กับทักษะที่มีลึกๆ มากกว่าความรู้”

“เวลาสัมภาษณ์เราจะดูเลยว่า ชุดความคิดเขาเป็นอย่างไร ทักษะที่มีเป็นอย่างไร ทักษะในการหาองค์ความรู้ใหม่ๆ เป็นอย่างไร มุ่งมั่นปรับตัวแค่ไหน เรียนรู้ตลอดเวลาแค่ไหน เพราะสุดท้ายเราเชื่อว่าความรู้จะมากับคนที่มุ่งมั่นและรู้สึกว่าเป็นหน้าที่ของเขาที่จะหาความรู้” อภิฤดีแลกเปลี่ยน

นอกจากนี้แนวโน้มใหม่ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตซึ่งสันติธารเห็นตรงกับในหนังสือว่า อนาคตของการทำงานกับอนาคตของการเรียนรู้คือเรื่องเดียวกัน

“สิ่งที่เราค้นพบในฐานะบริษัทเอกชนคือ บริษัทต่างๆ จะต้องมีความเป็นมหาวิทยาลัยมากขึ้น และมหาวิทยาลัยจะต้องมีความเป็นบริษัทมากขึ้น”

สันติธาร เสถียรไทย

นั่นคือโรงเรียนต้องมีความเป็นที่ทำงานด้วย เพราะต้องให้ประสบการณ์การทำงานได้ ส่วนที่ทำงานก็ต้องมีความเป็นโรงเรียนด้วยเช่นกัน เพราะเราจะต้องกลับไปเรียนรู้ตลอดเวลา และสองอย่างนี้จะซ้อนและกลมกลืนเข้าด้วยกัน 

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือขณะนี้หลายองค์กรเริ่มมีสถาบันการศึกษาของตนเอง อย่างที่ KBTG ก็มี KBTG Academy 

“เพราะเชื่อว่า Long Life Learning ต้องเกิดขึ้นตลอดเวลาจริงๆ และไม่ได้จบแค่มหาวิทยาลัย เพราะฉะนั้น ภาคเอกชนต้องมีส่วนร่วมในการสร้างคนของเราให้ทันต่อเทรนด์ต่างๆ”

อภิฤดี สิงหเสนี

เธอยังเพิ่มเติมว่า ในมุมเอกชนย่อมต้องการทางลัด เช่น เรื่องนี้ใครเคยทำแล้วบ้าง ทำแล้วดีหรือไม่ดีอย่างไร จะเห็นว่าหลายครั้งองค์กรภาคธุรกิจพยายามจับมือกับภาคการศึกษาหรือแม้แต่ธุรกิจต่างๆ เพื่อแลกเปลี่ยนแนวปฏิบัติของแต่ละองค์กร 

อีกปัจจัยสำคัญสำหรับองค์กรคือการมีชุมชน (community) โดยเฉพาะด้านเทคโนโลยี เพื่อให้มีโอกาสเรียนรู้ทางลัดมากยิ่งขึ้น ซึ่งทำให้องค์กรรู้สึกว่าเติบโตได้ทันกับสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไป

จุดเริ่มต้นสู่ระบบนิเวศการเรียนรู้ใหม่

เพราะการเรียนรู้ไม่ได้เกิดเฉพาะในห้องเรียนหรือมหาวิทยาลัย สิ่งสำคัญที่พิภพต้องการเสนอคือ การเทียบโอนหน่วยกิตให้การเรียนรู้นอกห้องเรียนเหล่านี้ เช่น การทำโครงการ การคิดค้นและจดสิทธิบัตร เข้าไปในระบบได้ด้วย

ตัวอย่างน่าสนใจของธรรมศาสตร์คือแพลตฟอร์ม TUXSA “All Generation Integration Platform” เป็นการเรียนรู้ที่ตอบโจทย์คนทุกเจเนอเรชั่น แล้วเปิดโอกาสให้นำการเรียนรู้จากที่ต่างๆ เข้ามาผสมผสานกันได้

นอกจากนี้มหาวิทยาลัยยังยึดหลักด้านการสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานที่เชี่ยวชาญหรือมีทรัพยากรที่ช่วยสร้างทักษะที่เหมาะสมได้

พิภพกล่าวถึงการร่วมมือกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยที่มีทรัพยากรรวมถึงคอร์สออนไลน์ให้ความรู้ด้านการเงิน ซึ่งหากนักศึกษาจบหลักสูตรก็สามารถเทียบโอนหน่วยกิตกับมหาวิทยาลัยได้ นอกจากนั้นกรณีของบุคคลทั่วไปหรือนักเรียนระดับมัธยมก็สามารถเข้าเรียนออนไลน์และเมื่อจบแล้วเก็บหน่วยกิตไว้ในคลังเครดิตได้เช่นกัน

วีระเทพเสริมว่า สิ่งที่ตอบโจทย์เรื่องการเทียบโอนอย่างหนึ่งที่น่าสนใจคือ “วุฒิขนาดย่อม” โดยอ้างอิงคำพูดจากเยาวชนที่ร่วมแลกเปลี่ยนในวงคุยด้านการศึกษา ซึ่งไม่ว่าหน่วยงานใดสร้างการเรียนรู้ขึ้นก็จำเป็นต้องมีกระบวนการประเมินทักษะที่ชัดเจน 

“เราสามารถเรียนตัวหนึ่งแล้วนำไปปะติดปะต่อกับอีกตัวได้เหมือนต่อเลโก้ เพราะเรื่องการเทียบโอนจะเป็นระบบค่อนข้างใหญ่ ทำอย่างไรให้เป็นระบบที่ย่อยลงมาและเป็นประโยชน์ต่อคนมากขึ้น ไม่ต้องเรียนทุกวิชาตามหลักสูตรตายตัว” วีระเทพเสนอ

ในการสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ใหม่ รัฐอาจไม่จำเป็นต้องรับหน้าที่จัดการการเรียนรู้เพียงฝ่ายเดียว ต้องยอมรับว่าภาคเอกชนและภาคประชาสังคมมีองค์ความรู้ที่ลึกซึ้งกว่า บทบาทของรัฐคือทำอย่างไรจะอำนวยให้เกิดความยุติธรรมในการเข้าถึงโอกาสการเรียนรู้สำหรับคนทุกช่วงวัย

“รัฐควรสนับสนุนให้เกิดพื้นที่เรียนรู้นอกสถาบันการศึกษามากขึ้น รวมถึงสนับสนุนงบประมาณให้คนเข้าถึงการพัฒนาและยกระดับทักษะทั้งหลาย เช่น นโยบายคูปองการเรียนรู้ อุดหนุนพิพิธภัณฑ์และห้องสมุดให้คนเข้าใช้ได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย” วีระเทพกล่าว

อย่าลืมปลูกฝังทักษะ (ความเป็น) มนุษย์

“บทบาทของมหาวิทยาลัยในการทำเรื่องทักษะทางสังคมหรือความสามารถด้านอารมณ์ (soft skill) ถือเป็นหัวใจสำคัญ ไม่ใช่เพียงทักษะการใช้ฝีมือแรงงานเท่านั้น แต่เป็นเรื่องคุณลักษณะข้างใน หรือทักษะอันฝังแน่นอยู่ในตัวที่นำไปใช้ต่อได้”

วีระเทพ ปทุมเจริญวัฒนา

พิภพกล่าวว่า นอกจากทักษะและความสามารถสามอย่างที่เปรียบได้กับเครื่องดื่มต่างชนิดกันแล้ว เขายังเสนอเพิ่มเติมอีกอย่างคือน้ำเปล่า อันเปรียบเสมือนสติและสมาธิ หรือการอยู่กับปัจจุบัน มองโลกและเข้าใจสถานการณ์ต่างๆ ตามความเป็นจริง นับเป็นส่วนส่งเสริมทักษะและชุดความคิดได้ดียิ่งขึ้น

อภิฤดีเห็นด้วยพร้อมเสริมว่า ตอนนี้สิ่งที่ทีม People ของเธอเติมองค์ความรู้ให้กับพนักงานคือน้ำเปล่า

“ช่วงหลังหลายองค์กรจะมีประเด็นเรื่อง well-being หรือภาวะซึมเศร้า ซึ่งชัดเจนมากๆ จนตอนหลังต้องมีหลักสูตรอบรมเพื่อให้พนักงานมีทักษะในการรู้ตัวว่าตอนนี้ฉันรู้สึกอย่างไร เช่น เครียด หรือซึมเศร้า” อภิฤดีแลกเปลี่ยน

หลังจากที่คนทำงานรู้สึกถึงอารมณ์นั้นแล้ว ต้องไปต่อที่ขั้นตอนบริหารจัดการตัวเอง หรือจะพาตัวเองออกมาจากความเครียดอย่างไร ขณะที่หัวหน้างานจะได้เข้าร่วมเวิร์กช็อป ‘mental health first aid’ เพื่อให้สามารถสังเกตทีมงานได้ว่า กำลังส่งสัญญาณความไม่โอเคอย่างไรบ้าง

“สิ่งเหล่านี้กลายเป็นน้ำเปล่าที่เราต้องเพิ่มให้กับคนในปัจจุบัน ในยุคที่ทุกอย่างดูเร่งรีบ เราอาจลืมที่จะหันมาดูแลตัวเอง ลืมสังเกตว่าตอนนี้ตัวเองรู้สึกอย่างไร และจะพาตัวเองออกจากความเครียดหรือความซึมเศร้าได้อย่างไร”

อภิฤดี สิงหเสนี

ชม เสวนาสาธารณะ Long Life Learning: เรียนรู้ใหม่ ไม่รู้จบ ได้ที่ FB: Bookscape


ทดลองอ่านและสั่งซื้อหนังสือ Long Life Learning: เรียนรู้ใหม่ ไม่รู้จบ

Long Life Learning: เรียนรู้ใหม่ ไม่รู้จบ

Original price was: 395฿.Current price is: 356฿.

(Long Life Learning: Preparing for Jobs that Don’t Even Exist Yet)

Michelle R. Weise เขียน
รพีพัฒน์ อิงคสิทธิ์ แปล
ชลิดา หนูหล้า บรรณาธิการ
ยุทธภูมิ ปันฟอง ออกแบบปก