Brief: เสวนาสาธารณะ “ปั้นครู เปลี่ยนโลก ถอดนโยบายสร้างครูแห่งศตวรรษที่ 21”

เรื่อง: พิชญา โคอินทรางกูร

“ถ้าพูดแรงๆ อย่างไม่เกรงใจกัน ก็ต้องบอกว่านักเรียนของเราถูกทำให้โง่หมดทุกคน”

ศ.นพ.วิจารณ์ เปิดประเด็นด้วยประโยคสั้นๆ ที่อธิบายถึงความเป็นไปในระบบการศึกษาไทยทั้งหมด

และช่างเป็นเรื่องตลกร้ายเหลือเกินที่ “การศึกษา” กลับเป็นสาเหตุที่ทำให้เด็ก “โง่”

“หมายความว่าวงการศึกษาของเราไม่ท้าทายนักเรียน เราไม่มีวิถีปฏิบัติของการท้าทายนักเรียนด้วยโจทย์ที่ยาก” วิจารณ์ขยายความ ก่อนอ้างถึงวัฒนธรรมในระบบการศึกษาชั้นนำของโลก “พวกเขามี high expectation, high support คือคาดหวังในตัวเด็กสูง และครูก็จะให้การสนับสนุนเด็กอย่างสูงเช่นกัน ครูต้องมีวิธีที่จะท้าทายเด็กแต่ละคนและทำให้เด็กอยากรับภารกิจนั้น นี่คือสิ่งที่เรียกว่าศาสตร์และศิลป์ของการเป็นครู ทั้งสำหรับยุคนี้และยุคต่อๆ ไป”

 

เพื่อหาทาง ‘ไปต่อ’ ของระบบการศึกษาไทย bookscape ร่วมกับ กสศ. กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา เปิดวงเสวนาเพื่อพูดคุยเรียนรู้นโยบายที่ประสบความสำเร็จจากนานาประเทศ ถอดกลยุทธ์ “สร้างครู” ผู้เปี่ยมศักยภาพ ตลอดจนสะท้อนปัญหาและหาทางออกให้กับระบบการศึกษาไทย ในวงเสวนาสาธารณะที่ต่อยอดจากหนังสือ ‘ปั้นครู เปลี่ยนโลก: ถอดนโยบายสร้างครูแห่งศตวรรษที่ 21’ ผลงานโดยลินดา ดาร์ลิง-แฮมมอนด์ นักการศึกษาชั้นแนวหน้าจากสแตนฟอร์ด พร้อมทั้งเชิญวิทยากรจากหลากหลายภาคส่วนของวงการศึกษา ได้แก่

ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช ประธานคณะอนุกรรมการกำกับทิศทางโครงการพัฒนาครูและโรงเรียนเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาอย่างต่อเนื่อง (TSQP) กสศ. และประธานกรรมการมูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์

รศ.ดร.ประวิต เอราวรรณ์  เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ

รศ.ดร.ดารณี อุทัยรัตนกิจ ประธานกรรมการดำเนินงานโครงการการศึกษาานานาชาติ และอดีตผู้อำนวยการ โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการศึกษา

ดร.ภูมิศรัณย์ ทองเลี่ยมนาค ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์การศึกษา สถาบันวิจัยเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา กสศ.

ดำเนินรายการโดย ประวีณมัย บ่ายคล้อย ผู้ประกาศข่าว สถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่องสาม

จุดมุ่งหมายหนึ่งของวงเสวนานี้คือ เพื่อสะท้อนมุมมองจากทั้งภาคนโยบาย ภาคบุคลากรครู และภาคปฏิบัติของวงการศึกษา เพื่อ ‘รื้อ’ ต้นตอของปัญหาที่พัวพันไปทุกภาคส่วนของระบบการศึกษาไทย และเพื่อ ‘สร้าง’ ปลายทางที่มุ่งหวังของครู ของนักเรียน และของบุคลากรทางการศึกษาไปพร้อมกัน

ระบบนิเวศของการศึกษาไทย

ระบบการศึกษาไทยทราบดีว่าครูที่มีคุณภาพควรเป็นอย่างไร ทว่าเราไม่รู้วิธีปฏิบัติเพื่อไปให้ถึงเป้าหมายนั้น

“ผมมองว่ากรอบวิชาชีพครูที่ระบุไว้ใน พรบ. ปี 2556 เขียนได้ไม่เลว ทว่ามันอยู่แต่ในกระดาษ มันไม่นำไปสู่การปฏิบัติ ในทางปฏิบัติจริงครูก็ยังเพียงแค่สอนหนังสือเท่านั้น ไม่ได้สอนทุกด้านอย่างที่เรามองเอาไว้” วิจารณ์อธิบาย “เรามักจะหลงคิดว่าเราเขียนกรอบวิชาชีพไว้ให้ดี แล้วเด็กนักเรียนก็จะได้รับประโยชน์ ซึ่งไม่จริงเลย มันอยู่ที่ทำอย่างไรจึงจะหนุนให้ครูปฏิบัติตามกรอบวิชาชีพที่เขียนไว้ได้  วิธีการต่างๆ ต้องเอื้ออำนาจให้ครู ต้อง empower ต้องเสริมพลังให้ครู ซึ่งหนังสือเล่มนี้พูดคุยเรื่องวิธีปฏิบัติเหล่านั้นทั้งหมด”

สภาวะที่เอื้ออำนาจให้ครูได้แสดงศักยภาพได้เต็มที่ นั่นหมายถึงระบบนิเวศที่ดีของระบบการศึกษา

ประวิตอธิบายเปรียบเทียบถึงระบบนิเวศของระบบการศึกษาไทยกับระบบการศึกษาชั้นนำของโลก เพื่อฉายให้เห็นภาพรวมว่าครูไทยกำลังทำงานภายใต้โครงสร้างและสภาวะลักษณะใด

“ระบบการศึกษาที่ประสบความสำเร็จในประเทศเหล่านั้นไม่ได้ยึดโยงกับระบบข้าราชการแบบครูไทย ซึ่งเป็นระบบที่ค่อนข้างรุงรัง และครูเองก็ต้องเสียเวลาเกือบครึ่งหนึ่งมาปฏิบัติงานราชการ” ประวิตขยายความต่อไปว่าการปฏิบัติงานราชการเหล่านี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการเรียนการสอนทั้งหมด และ “ดึงเวลาของครูไปจากห้องเรียน”

“ประเด็นที่สองคือความเหลื่อมล้ำของโรงเรียน 51% ของโรงเรียนในไทยทั้งหมดมีจำนวนเด็กนักเรียนต่ำกว่า 120 คน โดยที่เราใช้หลักอัตรากำลังในการจัดสรรครูให้แก่แต่ละโรงเรียน คือเด็ก 20 คนต่อครู 1 คน สมมติว่าโรงเรียนมีเด็ก 50 คน โรงเรียนแห่งนั้นก็จะมีครูแค่ 2.5 คน ซึ่งครู 2.5 คนนั้นต้องรับภาระงานเหมือนกับโรงเรียนอื่นๆ ทั้งหมด เรื่องเหล่านี้ทำให้ครูมีพันธนาการค่อนข้างมาก” ประวิตกล่าว ก่อนอธิบายเพิ่มเติมว่ากระทรวงศึกษาธิการเองก็ได้ลงมือปรับเกณฑ์อัตรากำลังที่ไม่สมเหตุสมผลดังกล่าว โดยใช้มิติเชิงคุณภาพและมิติเชิงปริมาณของครูเข้ามาพิจารณาประกอบ

ดารณีแบ่งปันถึงประสบการณ์ของลูกศิษย์ที่เรียนจบออกไปปฏิบัติงานได้เพียงหนึ่งเดือน แล้วกลับมาเล่าให้ฟังว่า “ไฟหนูดับสนิท”

“เด็กจบการสอนคณิตศาสตร์ พอเข้าไปในโรงเรียน โรงเรียนสั่งให้ไปทำบัญชี กลายเป็นว่าการสอนไม่ใช่งานหลัก บางคนนำปัญหามาปรึกษาว่าจะทำอย่างไรดี เมื่อผู้อำนวยการสั่งให้ประเมินเด็กให้ได้เกรดสี่ เพราะไม่เช่นนั้นผลการประเมินคุณภาพโรงเรียนจะลดลง ทั้งๆ ที่ความจริงแล้วเด็กคนนั้นควรได้เกรดสอง” ดารณีหยิบยกประสบการณ์จากลูกศิษย์หลายๆ คนขึ้นมาเล่า ก่อนสรุปว่าสิ่งต่างๆ ที่ครูใหม่เหล่านี้เข้าไปเจอใน ‘ระบบนิเวศของการศึกษาไทย’ ทั้งการไม่ได้รับโอกาส ไม่ได้รับการสนับสนุน ทำให้ครูใหม่ส่วนใหญ่ตัดสินใจเลิกเป็นครู

“ทุกวันนี้เราได้คนเก่งๆ เข้ามามากขึ้น แต่สิ่งสำคัญคือเมื่อเขาเข้าไปทำงานในระบบแล้ว เขาถอย ดังนั้นคำถามคือเราจะเก็บคนเหล่านี้เอาไว้ในระบบได้อย่างไร เพราะห้องเรียนจะมีคุณภาพไม่ได้เลยถ้าไม่มีครูที่มีคุณภาพ”

และนั่นคือหัวใจสำคัญ

“ห้องเรียนจะมีคุณภาพไม่ได้เลยถ้าไม่มีครูที่มีคุณภาพ”

ทำอย่างไรจึงจะหนุนให้ครูปฏิบัติตามกรอบวิชาชีพที่เขียนไว้ได้  วิธีการต่างๆ ต้องเอื้ออำนาจให้ครู ต้อง empower ต้องเสริมพลังให้ครู”

ครูที่มีคุณภาพ เริ่มต้นจาก ใครเข้ามาเรียนครู

“ในต่างประเทศ เขาจะพูดถึงตั้งแต่ ‘ใคร’ คือคนที่จะเข้ามาเป็นครู” ประวิตอธิบาย ก่อนจะยกตัวอย่างจากกรณีศึกษาในหนังสือ “ผมอ่านหนังสือเล่มนี้เมื่อสี่ปีที่แล้ว ในเคสของสิงคโปร์ สิ่งแรกที่เขาทำก็คือหาคนที่เก่งที่สุดเข้ามาเรียนครูให้ได้ เขาเอาเด็กที่เก่งที่สุด 30% แรกเข้ามาเรียนครู และเมื่อคุณเอาคนที่เก่งที่สุดเข้ามาได้ การจะปลูกฝังเรื่องอื่นๆ ก็ไม่ยากเย็นนัก”

“เราต้องหาคนที่รักในอาชีพครู” วิจารณ์ขยายความ “อาชีพครูเป็นงานที่หนักและท้าทาย แต่ให้คุณค่าทางใจสูง การจะเลือกแค่คนที่เรียนเก่งเข้ามาก็ยังไม่เพียงพอ เพราะครูที่ดีจะต้องสังเกตเด็ก อ่านใจเด็กตลอดเวลาที่จัดการเรียนการสอน และคิดหาทางว่าครูจะทำอย่างไรให้การสอนนั้นประสบความสำเร็จ ดังนั้นคุณสมบัติของคนที่จะเป็นครูจึงเป็นคุณสมบัติเชิงซ้อน และคุณสมบัติที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือการรู้จักผิดชอบชั่วดี รู้จักยับยั้งชั่งใจตัวเอง ดังที่เราจะเห็นข่าวอยู่เรื่อยๆ ว่าครูทำมิดีมิร้ายเด็ก ผมก็นึกอยู่เสมอว่านั่นแสดงว่าเราเลือกคนเข้ามาเป็นครูได้ยังไม่ดี”

 

หลักสูตรครูที่สอดประสาน ภาคทฤษฎีเข้ากับภาคปฏิบัติ

และหากเราได้คนเก่ง คนที่มีใจรักในอาชีพครูเข้ามาเรียนแล้ว ตัวหลักสูตรเองควรจะจะต้องบรรจุเนื้อหาอะไรไว้บ้าง เพื่อจะปั้นพวกเขาให้ ‘พร้อม’ ที่จะเป็นครูที่มีคุณภาพ

“อันแรกคือวิชาเอก หรือวิชาที่จะไปสอนในอนาคต ครูจะต้องเข้าใจเนื้อหาวิชานั้นๆ อย่างถ่องแท้ อันที่สองคือวิชาครู คือจิตวิทยาการสอน การวัด การประเมินผล และอันที่สามคือกลุ่มวิชาที่จะเชื่อมโยงเนื้อหาที่จะต้องสอนเข้ากับการปฏิบัติจริง หรือ PCK (pedagogical content knowledge)” ประวิตอธิบายให้เห็นภาพของโครงสร้างหลักสูตรครูที่ควรจะเป็น

“สำหรับต่างประเทศ กลุ่มวิชาที่สามนี้สำคัญมาก เท่าที่ผมศึกษามา สิงคโปร์จะสอนเนื้อหาของวิชานี้อย่างน้อย 18% ของหลักสูตรครู เกาหลีใต้ 20-40% ฟินแลนด์ 21% แล้วทราบไหมครับว่าประเทศไทยเป็นเท่าไร”

“เราไม่ได้สอนเลยครับ”

ประวิตอธิบายต่อไป “เราไม่ได้ให้ความสำคัญกับวิชานี้ ดังนั้น เมื่อครูที่เราผลิตออกมาไปสู่ห้องเรียน ครูกลับไม่ได้รับการฝึกหัดทักษะสำคัญ ซึ่งก็คือทักษะการเชื่อมโยงเนื้อหาความรู้สู่การถ่ายทอดให้กับเด็ก นี่คือจุดอ่อนสำคัญของบ้านเรา”

ดารณีเสริมว่า สิ่งที่เธอฝันอยากจะเห็นคือการย้ายห้องเรียนของคณะครุศาสตร์เข้าไปอยู่ในโรงเรียน

“การเรียนการสอนในคณะครุศาสตร์ก็ยังเป็นแบบ passive learning คือบรรยายอยู่แต่ในทฤษฎี และตัวอาจารย์ผู้สอนเองก็ห่างไกลจากห้องเรียนจริง อาจารย์เพียงแต่ไปสังเกต ไปวิจัย แต่ไม่ได้ลงไปลองปรับใช้ทฤษฎี จึงถ่ายทอดได้แต่หลักทฤษฎี เราไม่ได้เชื่อมทฤษฎีกับการปฏิบัติไปด้วยกัน” ดารณีอธิบาย ก่อนชี้ให้เห็นว่าการถ่ายทอดเนื้อหาที่เรามีไปสู่เด็กนั้นคือศิลปะที่คนเป็นครูจำเป็นต้องเรียนรู้

“นี่คือศาสตร์การสอน เราต้องรู้จักบุคลิกภาพและวิธีการเรียนรู้ของเด็กแต่ละคน เพื่อออกแบบ teaching style ของเราให้ตอบกับ learning style ของเด็ก ที่ผ่านมา เราสอนแบบเหมาโหล เราใช้วิธีการเดียวกัน แบบฝึกหัดเดียวกัน ทั้งๆ ที่ความแตกต่างระหว่างเด็กแต่ละคนมีสูงมาก ครูจึงต้องรู้จักเด็กๆ แต่ละประเภท เพราะเป้าหมายสูงสุดของการจัดการเรียนรู้ก็คือ เด็ก ‘ทุกคน’ ต้องประสบความสำเร็จในการเรียนรู้ ด้วยศักยภาพของเขา ด้วยรูปแบบของเขา แล้วเราจะไม่สูญเสียเด็กคนไหนไปเลย”

“การเรียนการสอนในคณะครุศาสตร์ก็ยังเป็นการบรรยายอยู่แต่ในทฤษฎี และตัวอาจารย์ผู้สอนเองก็ห่างไกลจากห้องเรียนจริง เราไม่ได้เชื่อมทฤษฎีกับการปฏิบัติไปด้วยกัน”

ครูวิชาชีพแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต

และแม้จะพร้อมด้วยองค์ความรู้เมื่อสำเร็จการศึกษาแล้ว ศาสตร์การสอนก็ยังเป็นทักษะที่ครูต้องเรียนรู้ตลอดชีวิต

“หนังสือเล่มนี้ย้ำเอาไว้ว่า คนเป็นครูต้องเรียนรู้ตลอดชีวิต โดยเฉพาะทักษะการหนุนให้นักเรียนได้เรียนรู้นั้นเรียนได้ไม่จบ เด็กเปลี่ยนไปเรื่อยๆ และครูก็ต้องเรียนรู้ไปเรื่อยๆ เช่นกัน” วิจารณ์อธิบาย “ประเทศที่มีระบบการศึกษาคุณภาพยังไม่สูงนักจะยึดแนวความคิดที่ผิดในการเป็นครู คือเชื่อว่าเมื่อมีความรู้เต็มเปี่ยมแล้วค่อยมาทำหน้าที่สอน ค่อยมาเป็นครู ซึ่งมันไม่ใช่”

และจากแนวความคิดผิดๆ นั้น ทำให้ระบบการศึกษาไทยเห็นว่าหน้าที่ครูคือการเข้าไปยืนสอนในชั่วโมงสอนเท่านั้น

“การทำหน้าที่ครูไม่ใช่แค่ชั่วโมงสอน ต้องมีชั่วโมงเตรียมการสอน ชั่วโมงเรียนรู้ร่วมกับเพื่อนครู ชั่วโมงสังเกตห้องเรียนของเพื่อนครู ทั้งหมดคือชั่วโมงทำงาน แต่ทุกวันนี้เราคำนึงกันแค่ว่าชั่วโมงที่ครูไม่ได้อยู่ในห้องเรียนกลายเป็นชั่วโมงว่างไป นี่คือเรื่องที่ระบบการศึกษาไทยต้องปรับความเข้าใจใหม่ ชั่วโมงการพัฒนาตัวเองของครูเป็นเรื่องสำคัญมากในสายตาของผม” วิจารณ์ย้ำ

การพัฒนาตนเองของครูเกิดจากการร่วมมือกันระหว่างหมู่ครู และหัวหน้าครูหรือผู้อำนวยการโรงเรียนควรเป็นกำลังสำคัญในการจัดกิจกรรมเพื่อการเรียนรู้ร่วมกันของครู นอกจากนี้ การพัฒนาทางวิชาชีพก็สามารถเกิดขึ้นในระดับระหว่างโรงเรียนเช่นกัน

“โรงเรียนแห่งหนึ่งเคยส่งครูทุกคนมาอยู่ที่โรงเรียนสาธิตเกษตรฯ เป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์” ดารณีแบ่งปันประสบการณ์ “เราบรรยายแค่ครึ่งวันเท่านั้น อีกสี่วันที่เหลือเราส่งครูเหล่านั้นไปตามห้องเรียนต่างๆ ครูไปเรียนรู้จากครู หัวหน้าหลักสูตรไปแลกเปลี่ยนกับหัวหน้าหลักสูตร และผู้อำนวยการโรงเรียนไปแลกเปลี่ยนกับผู้อำนวยการโรงเรียน เมื่อพวกเขากลับไปก็สามารถรวมทีมกันเพื่อพัฒนาโรงเรียนของเขาได้ ดังนั้นคนเป็นผู้บริหารโรงเรียนจะต้องเป็นผู้นำในการแสวงหาความร่วมมือหรือความช่วยเหลือทางวิชาการ”

“วงการศึกษาไทยทำผิดมาตลอด คือดันไปให้น้ำหนักกับการสนับสนุนให้ครูไปเข้าคอร์สหรือไปรับการอบรม ทั้งๆ ที่สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือการเรียนรู้จากห้องเรียนของตนเอง โรงเรียนควรจะทำหน้าที่เป็น learning organization คือจัดระบบเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ทางวิชาชีพอย่างจริงจัง” วิจารณ์สรุป “นอกจากชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพในหมู่ครูหรือ PLC (professional learning community) เรายังควรมี PLN (professional learning network) หรือเครือข่ายการเรียนรู้ทางวิชาชีพระหว่างโรงเรียน คือครูรวมตัวกัน ครูคณิตศาสตร์ร่วมมือกับครูคณิตศาสตร์ในโรงเรียนแห่งอื่นๆ แล้วกระทรวงศึกษาธิการก็ควรจะเข้ามาหนุนในจุดนี้ แต่เราไม่ได้ทำอย่างนั้น มันกลายเป็นเรื่องส่วนตัวของครูบางกลุ่มไป”

“สิ่งที่สำคัญคือการเรียนรู้จากห้องเรียนของตนเอง โรงเรียนควรจะทำหน้าที่เป็น learning organization คือจัดระบบเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ทางวิชาชีพอย่างจริงจัง”

นโยบายและอำนาจในการตัดสินใจของครู

นอกจากนี้ การพัฒนาตัวเองของครู การตั้งคำถามและหาคำตอบว่าจะทำอย่างไรเพื่อพัฒนาคุณภาพการจัดการเรียนการสอนยังเป็นส่วนหนึ่งของการกำหนดทิศทางนโยบายในระบบการศึกษาชั้นนำของโลก

“ในประเทศเหล่านี้จะเน้นสร้างครูให้เป็นนักวิจัย” วิจารณ์อธิบาย “งานประจำของครูนอกจากจัดการเรียนรู้แล้วก็คือการหาทางพัฒนาวิธีการเรียนการสอน ถ้าตั้งคำถามให้ชัด เก็บข้อมูลให้ดี มันก็คืองานวิจัย งานวิจัยจำนวนหนึ่งจะเป็นการวิจัยเชิงระบบ ซึ่งพอทำมากๆ มีข้อมูลมากๆ มันก็เป็นตัวที่แสดงให้เห็นว่านโยบายว่าควรจะเป็นไปในทิศทางใด งานเชิงนโยบายจึงยึดโยงจากงานวิจัย ยึดโยงจากหลักฐาน ไม่ได้เอาคนฉลาดมานั่งคิดๆ แล้วก็กำหนดนโยบาย ดังนั้น ครูจึงมีส่วนร่วมกำหนดนโยบายผ่านการทำวิจัยด้วย”

ส่วนในประเทศไทย เราอาจจะต้องยอมรับกันก่อนว่า นโยบายทางการศึกษาของเราเป็นการกำหนดจากบนลงล่างเป็นหลัก และยึดโยงกับความผันผวนทางการเมืองค่อนข้างมาก

“แน่นอนว่าภาคการเมืองก็มักจะอ้างว่านโยบายที่ออกมาเป็นความต้องการจากภาคประชาชนหรือครูส่วนใหญ่ ซึ่งผมอาจจะใช้คำเรียกนโยบายที่ผ่านมาว่าเป็น ‘เครื่องล่อนำพฤติกรรม’ มากกว่า” ประวิตให้คำนิยามถึงนโยบายทางการศึกษาในประเทศไทย “คือเป็นนโยบายที่เอาใจครูให้ทำอะไรบางอย่างที่อาจจะไม่ใช่การส่งเสริมวิชาชีพอย่างแท้จริง”

“ครูไทยเป็นข้าราชการที่มีจำนวนมากที่สุดในประเทศ ดังนั้นนโยบายหลายๆ อย่างที่ออกมาจึงอาจจะกลายเป็นอย่างที่ อ.ประวิตพูด” ภูมิศรัณย์เสริม “คือนักการเมืองมองว่าครูเป็นฐานเสียง ถ้าเขาออกนโยบายที่ทำให้ครูส่วนใหญ่ไม่พอใจ แม้ว่ามันอาจจะเป็นนโยบายที่ดีและสมเหตุสมผล แต่ถ้าครูไม่ชอบ มันก็อาจจะมีผลกระทบที่ไม่ดีกับคนออกนโยบายได้ เราจะสังเกตได้ว่านโยบายหลายๆ อย่างจะเป็นการยกเลิกหนี้สินต่างๆ ให้ครู มันจึงแสดงให้เห็นว่าครูมีบทบาทต่อการกำหนดนโยบายในเชิงอำนาจของการรวมกลุ่ม แต่เราไม่ได้ดึงครูเข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายอย่างตรงไปตรงมาเท่าไรนัก”

ภูมิศรัณย์อธิบายต่อไปถึงโครงสร้างอำนาจในการตัดสินใจทางการศึกษาของประเทศไทย “โครงสร้างของเราจะเป็นการรวมศูนย์อำนาจ อำนาจในทางปฏิบัติส่วนใหญ่แล้วจะไม่ได้อยู่ที่โรงเรียน และแม้ว่าโรงเรียนอาจมีอำนาจในการตัดสินใจเกี่ยวกับหลักสูตร แต่ครูส่วนใหญ่ก็มักจะใช้ระบบที่เป็นของส่วนกลาง ไม่ได้มีความพยายามที่จะเข้าไปกำหนดทิศทางการศึกษาเท่าไรนัก ในทางกลับกัน ถ้าเราโยงกลับไปที่กรณีศึกษาในหนังสือ ประเทศที่มีระบบการศึกษาชั้นนำเหล่านี้จะกระจายอำนาจออกไปอย่างค่อนข้างชัดเจน เช่น อำนาจในการตัดสินใจหรือเรื่องงบประมาณจะลงไปที่ในระดับท้องถิ่นหรือโรงเรียนค่อนข้างเยอะ”

และนั่นเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้การบริหารการศึกษามีความยืดหยุ่นและสามารถปรับให้เหมาะสมกับบริบทของแต่ละท้องถิ่น ตลอดจนยึดโยงกับภาคปฏิบัติเป็นสำคัญ

“ถ้าเราจะเปลี่ยนระบบการศึกษาไทย เราต้องตั้งต้นจากกรอบแนวคิดที่ควรจะเป็น ประกอบกับการยึดโยงองค์ความรู้จากหน้างานเป็นหลัก” ประวิตสรุป “และเราต้องตั้งต้นจากกรอบความคิดที่แน่นพอ เพราะเมื่อฐานรากมันไม่แน่น พอมีความคิดเห็นแย้งหรือต่อต้านเราก็จะหวั่นไหวง่ายและเลิกทำ”

 

เหลื่อมและ ล้ำปัญหาสำคัญของระบบการศึกษาไทย

และแน่นอนว่าหนึ่งในปัญหาของระบบการศึกษาไทยที่ชัดเจนที่สุดคือความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา

“เด็กของเราเข้าถึงการศึกษาได้ดีขึ้นกว่าในอดีต แต่ความเหลื่อมล้ำที่รุนแรงในทุกวันนี้คือความเหลื่อมล้ำทางคุณภาพทางการศึกษา” ดารณีขยายความถึงประเด็นของคำว่า ‘ความเหลื่อมล้ำ’ ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น “นโยบายที่ผ่านมาของเราจะเป็นโรงเรียนคุณภาพประจำตำบล แต่ในความเป็นจริงคือ ‘ทุก’ โรงเรียนจะต้องมีคุณภาพ”

“ถ้าเราลองดูในกรณีของฟินแลนด์ ในหนังสือเขาเขียนไว้ชัดเจนเลยว่าเขาจะไม่ยอมให้โรงเรียนที่อยู่ห่างไกลกลายเป็นโรงเรียนชั้นสอง” วิจารณ์ยกตัวอย่าง ก่อนอธิบายต่อไปถึงความเคยชินต่อความเหลื่อมล้ำในประเทศไทย “การมีโรงเรียนดีอยู่แห่งเดียวประจำตำบลก็เป็นนโยบายจากทางรัฐที่สร้างความเหลื่อมล้ำไปโดยไม่รู้ตัว”

ภูมิศรัณย์กล่าวว่า แนวทางการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาจากรัฐบาลไม่ได้มีทิศทางที่ชัดเจนเท่าไรนัก

“ตอนนี้นโยบายจากทางรัฐบาลจะเป็นว่า ถ้าคุณเป็นชนชั้นกลางที่พอจะเลื่อนฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมได้ คุณก็ไปเลย ไปเข้าโรงเรียนดีมีคุณภาพ ซึ่งโรงเรียนมีคุณภาพในไทยมีค่อนข้างน้อย ในขณะที่คนยากจนหรือคนส่วนใหญ่ของประเทศก็จะไปโรงเรียนอีกประเภทหนึ่ง ส่วนรัฐเองก็ไม่ได้มีมาตรการว่าจะต้องไปพัฒนาโรงเรียนชั้นล่างๆ หรือชั้นกลางๆ ให้ดีขึ้น”

“ผมเคยดูข้อมูลของ PISA <Programme for International Student Assessment – โปรแกรมประเมินสมรรถนะนักเรียนมาตรฐานสากล> ทรัพยากรทางการศึกษาระหว่างโรงเรียนที่มีเศรษฐานะสูงกับโรงเรียนที่มีเศรษฐานะต่ำในประเทศไทยมีความแตกต่างกันสูงมาก คือติดอันดับท็อปห้า” ภูมิศรัณย์เล่าต่อ “หลายๆ ประเทศในหนังสือเล่มนี้จะจัดสรรทรัพยากรด้วยหลักเสมอภาค คือรัฐบาลจะพยายามเสริมงบประมาณเข้าไปให้โรงเรียนที่ยากจน เพื่อให้โรงเรียนในทุกๆ ท้องถิ่นได้ผลลัพธ์สุดท้ายเท่าๆ กัน แต่ในประเทศไทยยังจัดสรรงบประมาณตามจำนวนนักเรียนอยู่ ดังนั้นโรงเรียนขนาดเล็กก็จะเสียเปรียบค่อนข้างมาก และเราก็มีโรงเรียนขนาดเล็กเยอะ เพราะฉะนั้นการให้เงินช่วยเหลือที่อ้างอิงจากจำนวนนักเรียนจึงไม่สามารถแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำของคุณภาพโรงเรียนได้ แต่กลับทำให้สถานการณ์แย่ลง”

“งบประมาณทางการศึกษาของไทยไม่ได้เยอะหรือน้อยเกินไป พอๆ กับประเทศที่มีระดับเศรษฐกิจใกล้เคียงกัน แต่งบประมาณส่วนหลักๆ จะไปลงที่เงินเดือนและวิทยฐานะ ที่เหลือเป็นงบบริหารจัดการ” ภูมิศรัณย์ยกตัวอย่างให้เห็นภาพว่า “สมมติงบประมาณ 100 บาท 70 บาทเป็นเงินเดือนครู เงินที่เหลือลงไปถึงการพัฒนาห้องเรียน ที่ลงไปถึงเด็กจริงๆ จะเหลือประมาณ 5 บาทเท่านั้นเอง”

“ผมคิดว่ามันอยู่ที่การบริหารงบประมาณให้ถูกจุด” ประวิตกล่าวสรุป “ถ้าเราเห็นว่าครูเป็นกุญแจสู่ความสำเร็จ การใช้งบที่มีประสิทธิภาพที่สุดก็คือใช้งบประมาณไปกับการพัฒนาครู ทำอย่างไรให้ครูสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการสอน”

“ถ้าเราเห็นว่าครูเป็นกุญแจสู่ความสำเร็จ การใช้งบที่มีประสิทธิภาพที่สุดก็คือใช้งบประมาณไปกับการพัฒนาครู ทำอย่างไรให้ครูสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการสอน”

การศึกษา เพื่อ ‘ใคร’

“ถ้าเราไม่ระวัง เราจะตกลงไปในหลุม” วิจารณ์กล่าวปิดท้าย “ซึ่งตอนนี้ไทยเราเองก็อยู่ในนั้น และหลุมที่ว่าก็คือนโยบายทางการศึกษาเป็นไปเพื่อผลประโยชน์ของครู เป็นไปเพื่อผลประโยชน์ของนักการเมือง แลกเปลี่ยนผลประโยชน์กัน”

“ที่ผมอยากจะย้ำก็คือ นโยบายทางการศึกษา เพื่อใคร เพื่ออะไร ตอนนี้เราอยู่ในหลุมที่นโยบายทางการศึกษาเป็นไปเพื่อคนอื่น ไม่ใช่เพื่อนักเรียน”

นโยบายทางการศึกษาในทุกวันนี้เป็นไป “เพื่อคนอื่น”

ก่อนจะวาดภาพฝันถึงปลายทางของระบบการศึกษาไทย เราอาจจะควรเริ่มต้นตั้งแต่การกลับไปทบทวนคำถามง่ายๆ

นโยบายทางการศึกษา ควรเป็นไป “เพื่อใคร”

และเราจะทำอย่างไรต่อไป เพื่อให้ทุกๆ การตัดสินใจทางการศึกษา ไม่ว่าจะเป็นการตัดสินใจของครู ของผู้บริหารโรงเรียน ของผู้ออกนโยบาย ตลอดจนการตัดสินใจของกระทรวงศึกษาธิการ เป็นไป “เพื่อนักเรียน” อย่างแท้จริง

 

เครดิตรูปภาพ ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช: โกวิท โพธิสาร / The Potential

ร่วมเรียนรู้นโยบายจากระบบการศึกษาชั้นนำ และถอดกลยุทธ์ “ปั้นครู” ผู้เป็นกำลังสำคัญของการศึกษาแห่งศตวรรษที่ 21 ได้ที่หนังสือ ปั้นครู เปลี่ยนโลก: ถอดนโยบายสร้างครูแห่งศตวรรษที่ 21

Empowered Educators: How High-Performing Systems
Shape Teaching Quality Around the World

Linda Darling-Hammond เขียน
ชลิดา หนูหล้า แปล