Brief เสวนาสาธารณะ Creative Thinking in Schools โรงเรียนคิดสร้างสรรค์

บุลวัชร เสรีชัยพร เรื่อง

วันเสาร์ ที่ 6 กรกฎาคม 2567 สำนักพิมพ์บุ๊กสเคป (Bookscape) และ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ร่วมกับอุทยานการเรียนรู้ทีเค พาร์ก (TK Park) จัดเสวนา เรื่อง “Creative Thinking in Schools โรงเรียนคิดสร้างสรรรค์” โดยมีอานนท์ แซ่เต็ง (ครูท็อป) จากเพจ Rapcher, ภาคิน นิมมานนรวงศ์ ครูวิชาสังคมศึกษา โรงเรียนกำเนิดวิทย์ และผู้จัดทำรายการ “Shortcut ปรัชญา”, ชลิพา ดุลยากร ผู้ก่อตั้งแพลตฟอร์มแลกเปลี่ยนเทคนิคการสอน Inskru และจักรกฤต โยมพยอม คอนเทนต์ ครีเอเตอร์ และผู้ก่อตั้งสำนักพิมพ์ Avocado Books ร่วมกระเทาะปัญหาและเสนอวิธีบ่มเพาะความคิดสร้างสรรค์ในโรงเรียน ไปกับฉัตรบดินทร์ อาจหาญ กระบวนกรและนักออกแบบการเรียนรู้ ผู้ดำเนินรายการ และผู้ฟังซึ่งมีทั้งบุคลากรทางการศึกษาและผู้สนใจมากมาย

ภาพรวมของความคิดสร้างสรรค์ในสถานศึกษา

ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช กล่าวเปิดงานด้วยการสรุปให้เห็นภาพกว้างของความพยายามในการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ว่าความคิดสร้างสรรค์มักถูกกล่าวถึงในแนวการเรียนการสอนหลายอย่าง เช่น การเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ที่ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติจริงและคิดทบทวนประสบการณ์ที่ได้รับ หรือ การเรียนรู้แบบองค์รวม (Holistic Learning) ซึ่งไม่ได้จบเพียงที่โรงเรียน แต่ยังเกิดอย่างเป็นกิจวัตรทั้งทึ่บ้าน โรงเรียน และที่อื่นๆ 

ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช ประธานอนุกรรมการพัฒนาคุณภาพโรงเรียนทั้งระบบ กสศ.

การเรียนการสอนเพื่อก่อร่างสร้างกระบวนการคิดสร้างสรรค์จึงไม่ได้จำกัดแค่ในห้องเรียนและมีลักษณะเป็นการบรรยายความรู้ว่า อะไรคือการคิดที่สร้างสรรค์ แต่ต้องเป็นการปลูกฝังค่านิยมและตัวตนที่รักการเรียนรู้ คู่ไปกับเครื่องมือแสวงหาความรู้และการคิดสิ่งใหม่ๆ ซึ่งค่านิยมและทักษะที่จำเป็นต่อการคิดสร้างสรรค์นั้นก็มีคนเสนอไว้แตกต่างกันไป โดยหนังสือ Creative Thinking in Schools ได้เสนอลักษณะนิสัยหลักๆ 5 ประการของคนคิดสร้างสรรค์ไว้ดังนี้

  1. อุปนิสัยช่างสงสัย: สงสัยและตั้งคำถาม สำรวจและสืบค้น ท้าทายสมมติฐาน
  2. อุปนิสัยไม่ย่อท้อ: อดทนต่อความไม่แน่นอน ฝ่าฟันความยากลำบาก กล้าที่จะแตกต่าง
  3. อุปนิสัยให้ความร่วมมือ: แบ่งปันผลลัพธ์ ให้และรับฟังคำแนะนำ ร่วมมืออย่างเหมาะสม
  4. อุปนิสัยมีวินัยต่อตนเอง: คิดวิพากษ์ สรรค์สร้างเทคนิค  ออกแบบและพัฒนา
  5. อุปนิสัยใช้จินตนาการ: เล่นกับความเป็นไปได้ คิดเชื่อมโยง ใช้สัญชาตญาณ

เช่นนี้แล้ว คำถามสำคัญคือ ครูจะสร้างการเรียนรู้ที่แท้จริงซึ่งปลูกฝังลักษณะนิสัยสร้างสรรค์เหล่านี้ไปด้วยได้อย่างไรในสภาพสังคมไทย ณ ปัจจุบัน

ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช

ที่ยืนของความสร้างสรรค์ในระบบการศึกษาและสังคมไทย

ความคิดสร้างสรรค์เป็นสิ่งที่โรงเรียนพูดถึงกันมานาน แต่ทำไมคะแนนสอบ PISA ด้านความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนไทยจึงอยู่ในตำแหน่งรั้งท้าย 

อานนท์และภาคินได้แบ่งปันประสบการณ์การอ่านข้อสอบ PISA ด้านความคิดสร้างสรรค์ว่า มีลักษณะเป็นโจทย์ปัญหาที่ผู้ตอบไม่เพียงต้องใช้ความเข้าใจโลกประกอบกับจินตนาการเพื่อเสนอทางออกใหม่ๆ ที่สมเหตุสมผล แต่ยังต้องมีทักษะการสื่อสารเรียบเรียงความคิดด้วย เช่น โจทย์ที่ขอให้นักเรียนออกแบบจักรยานแห่งอนาคตพร้อมกวิธีป้องกันไม่ให้จักรยานล้ำยุคราคาแพงนั้นสูญหาย หรือทอยลูกเต๋าภาพออกมาแล้วให้เล่าเรื่องตามภาพนั้นๆ ให้แปลกใหม่ที่สุด  โดยอานนท์ตั้งข้อสังเกตว่า ทักษะการสื่อสารนั้นอาจไม่ได้ถูกเน้นเท่าที่ควรในห้องเรียนไทย เพราะจำนวนผู้เรียนต่อครูที่มากเกินไปและเวลาอภิปรายในห้องที่น้อยเกินไป การเรียนการสอนจึงมีลักษณะบรรยายเป็นหลัก นอกจากนี้ การคิดสร้างสรรค์อาจไม่ถูกเน้นในระบบการศึกษามากเทียบเท่าทักษะอื่นๆ ด้วย เนื่องจากที่ผ่านมาไม่มีใครวัดประเมินทักษะนี้ให้เห็นเป็นคะแนนที่จับต้องได้ ต่างจากทักษะความรู้ด้านวิชาการอื่นๆ ที่โรงเรียนและผู้ปกครองสามารถนำมาเปรียบเทียบแข่งขันกัน หรือตีเป็นมูลค่าความสำเร็จทางอาชีพการงานในอนาคตได้ชัดกว่า 

อานนท์ แซ่เต็ง – ภาคิน นิมมานนรวงศ์ – ชลิพา ดุลยากร – จักรกฤต โยมพยอม – ฉัตรบดินทร์ อาจหาญ

ทั้งนี้ ภาคินได้เสนอเพิ่มเติมว่า การเรียนการสอนความคิดสร้างสรรค์ในไทย อาจถูกตีความจำกัดเกินไปว่า เกี่ยวข้องกับกิจกรรมด้านศิลปะหรือดนตรีเท่านั้น ครูที่สอนวิชาอื่นๆ เช่น สังคมศาสตร์ คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ บางครั้งจึงเสริมความคิดสร้างสรรค์ลงในวิชาของตน ด้วยการเติมกิจกรรมวาดรูปเข้าไปในคาบเรียน ซึ่งอาจไม่ได้ช่วยพัฒนาการคิดสร้างสรรค์ในเนื้อหาวิชาเรียนหลักมากนัก 

เขายังเสนอด้วยว่า จริงๆ แล้ว หัวใจของการคิดสร้างสรรค์ในทุกวิชา คือ “การตั้งคำถาม” และ “หาคำตอบ” ไม่ว่าจะเป็นตั้งคำถามต่อสิ่งที่ไม่เข้าใจชัดเจน หรือต่อที่มาของความรู้ที่ถูกส่งผ่านกันมา เพื่อเรียนรู้เข้าใจสิ่งนั้นด้วยตนเองอย่างลึกซึ้ง ความคิดสร้างสรรค์จึงสอนได้ในทุกวิชาและฝึกฝนกันได้

ด้านจักรกฤตได้ตั้งคำถามต่อเป้าหมายการศึกษาว่า ค่านิยมการศึกษาไทยอาจไม่ได้มองการเรียนเป็นเรื่องของการหาคำตอบให้กับคำถามที่น่าสนใจ หรือเพราะกระหายใคร่รู้ หลายๆ คนถูกสอนมาว่า ให้เรียนเพื่อ “เป็นเจ้าคนนายคน” หรือลึกๆ แล้ว คือ เพื่อให้มีฐานะมั่นคงไม่ขัดสน ซึ่งก็เป็นความคิดที่มีเหตุผลและอาจเป็นประโยชน์ในยุคหนึ่ง  กระนั้น ค่านิยมการศึกษาที่สืบทอดต่อกันมาเช่นนี้ก็อาจมีข้อจำกัดในตัวมันเอง เพราะเด็กบางคนเพียงอยากทำในสิ่งที่ตนสนใจเท่านั้น ไม่ได้ต้องการไปปกครองใคร และบางครั้งอาชีพที่ทำด้วยใจรักก็พิสูจน์แล้วว่า ใช้เลี้ยงตนได้และอาจจะดีกว่าที่คนรุ่นก่อนๆ เข้าใจด้วย  ดังนั้น การถกเถียงเพื่อรื้อถอนประกอบสร้างค่านิยมการเรียนรู้ของคนในสังคมก็เป็นส่วนสำคัญในการหาที่ทางให้กับการคิดสร้างสรรค์ในไทยเช่นกัน

มีวินัยอย่างไร ให้คิดเป็นด้วย

ภาคินตั้งคำถามถึง 1 ใน 5 อุปนิสัยหลัก เรื่อง วินัย ว่าวินัยแบบใดกันบ้างที่ส่งเสริมการคิดสร้างสรรค์ โดยเขาได้เสนอว่า “การมีวินัยต่อตนเอง” (Discipline) ที่หนังสือ Creative Thinking in Schools พูดถึงนั้น คือ การฝึกฝนทักษะที่ตนสนใจอย่างต่อเนื่องจนเกิดความเข้าใจถ่องแท้ ชำนาญ และพัฒนากระบวนการและผลงานให้ดีขึ้นเรื่อยๆ ได้ แต่การมีวินัยซึ่งนำไปสู่การปรับปรุงต่อยอดนั้น ต้องเป็นวินัยที่เกิดร่วมกับการคิดด้วยตนเอง ไม่ใช่มีวินัยทำตามคำสั่งของผู้อื่นซ้ำๆ โดยไม่คิด 

คนไทยมีอุปนิสัยหลายอย่างที่น่าจะเป็นจุดแข็งในการคิดอย่างสร้างสรรค์ได้ เช่น การมีจินตนาการ การให้ความร่วมมือ และไม่ย่อท้อ แต่อาจยังขาดการตั้งคำถามและการคิดด้วยตัวเองอย่างมีเหตุผล ขณะเดียวกันทักษะที่เป็นจุดแข็งก็ยังอาจถูกจำกัดไม่ให้ได้แสดงออกมาในบางสถานการณ์ด้วย เช่น การไม่ย่อท้อที่จะให้ความร่วมมือกับผู้ที่มีแนวคิดแตกต่างจากผู้มีอำนาจในสังคม อาจทำให้ถูกลงโทษได้

ภาคิน นิมมานนรวงศ์
ภาคิน นิมมานนรวงศ์

สร้างโรงเรียนเป็นที่ปลอดภัย จุดเริ่มต้นของการคิดอย่างอิสระด้วยตนเอง

สิ่งหนึ่งที่จะทำให้ทั้งนักเรียนและครูกล้าใช้จินตนาการ คือ ความรู้สึกปลอดภัย อานนท์และภาคินซึ่งมีประสบการณ์สอนในระบบการศึกษาภาคบังคับให้ความเห็นว่า สังคมไทยยังมีลักษณะที่มักให้โทษและกีดกันคนที่คิดต่างออกไป แม้กระทั่งในโรงเรียนที่หล่อหลอมผู้คนในหลายปีแรกของชีวิต และควรเป็นพื้นที่ที่นักเรียนจะได้เรียนรู้ ทดลอง ค้นคว้าหาแนวคิดใหม่ๆ อย่างอิสระ โดยครูอานนท์เล่าว่า เมื่อพยายามดุนักเรียนให้น้อยลง ก็พบว่าเด็กๆ กล้าแสดงออกและกล้าเล่าสิ่งต่างๆ ให้ครูฟังมากขึ้น 

การสอนเพื่อการคิดสร้างสรรค์นั้น เริ่มตั้งแต่สถาบันสอนครูให้ความสำคัญและเปิดโอกาสให้นักศึกษาครูได้คิดนอกกรอบ และหลังจากที่เรียนจบมา ครูจะได้แสดงความคิดสร้างสรรค์ของตัวเองออกมาหรือไม่นั้น ก็ยังขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมในโรงเรียนของครูด้วย 

ชลิพา ดุลยากร

ชลิพาพบว่า บนแพลตฟอร์ม Inskru มีครูมากมายเข้ามาแลกเปลี่ยนเทคนิคการสอนที่สร้างสรรค์ให้แก่กันและกัน แสดงให้เห็นว่า ครูหลายๆ คนก็ต้องการสอนให้เด็กได้คิด ได้สนุกอยู่แล้ว แต่ความสร้างสรรค์นั้นควรได้รับการหล่อเลี้ยงให้ฉายแสงได้ด้วยในโรงเรียนที่ครูทำงาน นักเรียนจึงจะได้รับประโยชน์อย่างแท้จริง ซึ่งบางครั้งการสอนที่สร้างสรรค์ก็เป็นการต่อยอดง่ายๆ จากการเรียนการสอนที่ครูทำเป็นปกติอยู่แล้ว โดยปรับกิจกรรมมาให้เด็กได้คิดและลงมือทดลองทำตามความคิดของตนเองมากขึ้น เช่น ให้เด็กได้ทดลองต่อวงจรไฟฟ้าโดยไม่มีแบบให้ทำตาม หรือให้ลองสร้างโครงสร้างบ้านแบบใดก็ได้ที่ทนแรงเป่าของครูได้ เหมือนกับบ้านในเรื่องลูกหมูสามตัว

หัวใจสำคัญของการสอนแบบนี้ คือ ความกล้าทำสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อน การที่ครูกล้าออกจากคอมฟอร์ตโซน (Comfort Zone) ของการดำเนินตามแผนการสอนอย่างเคร่งครัด และ “ปล่อย” ให้เด็กได้คิดแก้ปัญหาด้วยตนเองมากขึ้น จะทำให้ห้องเรียนเต็มไปด้วยความคิดที่หลากหลาย 

ครูบางคนอาจกังวลไม่รู้จะรับมืออย่างไร คุมคาบเรียนลำบาก และเกรงว่าเด็กจะไม่ได้เรียนรู้ตามตัวชี้วัดเพียงพอ แต่ขอให้ครูลองเผชิญหน้ากับความรู้สึกเหล่านี้อย่างกล้าหาญ และเรียนรู้ไปกับนักเรียน เพราะการที่ครูยอมรับว่า ตนไม่รู้ ไม่มีคำตอบบางเรื่องได้ และล้มเหลวบ้างก็ได้ ไม่เพียงปลดปล่อยครูจากการสอนแบบเดิม แต่ยังเปิดโอกาสให้ตนเป็นแบบอย่างแก่นักเรียนได้หัดเรียนรู้จากความผิดพลาดด้วย

ชลิพากับการแร็ปครั้งแรกหลังจากได้รับการสอนจากครูท็อป Rapcher

ในเรื่องนี้ อานนท์เสนอว่า ควรมีการพิจารณาตัดตัวชี้วัดที่ไม่จำเป็นหรือขัดต่อการบ่มเพาะความคิดสร้างสรรค์ออกไปบ้าง ส่วนภาคินได้ให้ความเห็นเสริมว่า เมื่อเทียบกับคาบเรียนที่ครูสอนครบทุกตัวชี้วัดตามที่วางแผนมาแล้ว  คาบเรียนที่เด็กเข้ามาถามหลังจบคาบ หรือนำเรื่องที่พูดกันในคาบไปครุ่นคิดและถกเถียงกันต่อนั้นน่าจะเรียกว่าประสบความสำเร็จได้เช่นกัน

ความร่วมมือ คือ บ่อเกิดแห่งความคิดสร้างสรรค์

หนึ่งในอุปนิสัยสร้างสรรค์ คือ การให้ความร่วมมือ รับฟังและร่วมงานกับผู้อื่นได้ดี โดยภาคินชี้ว่า คนเพียงคนเดียวอาจคิดหาหนทางใหม่ๆ ไม่ได้เสมอไป การระดมสมองจึงน่าจะช่วยให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ขึ้นได้

จักรกฤตได้ยกตัวอย่างกิจกรรมที่เพิ่มความคิดสร้างสรรค์ให้กับเด็กๆ เช่น การให้เด็กๆ ทำหนังสือพิมพ์เล่าเรื่องตามจินตนาการ นำมาสู่การสร้างหนังสือรวมเรื่องที่เด็กๆ เล่า ให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ ที่นอกจากจะสร้างมูลค่าและชิ้นงานที่น่าสนใจแล้ว ยังทำให้เด็กๆ ได้รับรู้ว่าจินตนาการของตนมีค่าอีกด้วย 

ความคิดใหม่ๆ มักจะเกิดขึ้นได้ง่ายเมื่อคนจากหลายสาขาอาชีพมาร่วมงานกัน

จักรกฤต โยมพยอม

จักรกฤต โยมพยอม

เช่นเดียวกับที่อานนท์สังเกตเห็นและนำสิ่งที่เด็กๆ สนใจอย่าง ‘การร้องแร็ป’ มาดัดแปลงเป็นเทคนิคการสอนเฉพาะตัวที่ดึงดูดความสนใจเด็กๆ ให้หันมาซึมซับความรู้หลายๆ ด้าน หรืออย่างการที่ครูจากหลายสาขาวิชาได้มาพบปะกันในแพลตฟอร์ม Inskru เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้และเทคนิคการสอนซึ่งกันและกัน  

อย่าให้เป็นแค่คำโก้หรู

หลังจากการเสวนาจบลง ผู้ดำเนินรายการได้เปิดเวทีให้ผู้ชมได้แสดงความเห็น โดยผู้ชมท่านหนึ่งสะท้อนว่า ที่ผ่านมาโรงเรียนไทยมีการพูดถึงคำศัพท์ทางการศึกษาใหม่ๆ มากมาย แต่หลายครั้งไม่มีการปฏิบัติจริงจังจนได้ผลเป็นรูปธรรม สาเหตุหนึ่งอาจเป็นเพราะบุคลากรทางการศึกษาไม่เข้าใจแนวคิดนั้นๆ อย่างถ่องแท้ หรือไม่มีการพูดคุยที่ลึกซึ้งพอเกี่ยวกับวิธีดำเนินการ 

การมีความคิดสร้างสรรค์เป็นสิ่งที่จะเป็นประโยชน์ต่อผู้คน จึงไม่ควรเป็นอีกแนวคิดที่เป็นเพียงคำพูดที่ไร้การปฏิบัติจริง 

ทั้งนี้ ผู้ชมท่านนั้นได้ตั้งข้อสังเกตว่า ในงานเสวนาครั้งนี้ยังขาดผู้เข้าร่วมในระดับผู้บริหารและคนรุ่นก่อน หากทุกคนต้องการให้โรงเรียนเป็นจุดเริ่มต้นของสังคมแห่งการเรียนรู้ที่นำไปสู่ความคิดสร้างสรรค์จริงๆ ผู้บริหารก็ควรต้องมองเห็นภาพเดียวกันนี้ด้วย และเริ่มเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งกับงานเสวนาการศึกษาเช่นนี้ให้มากขึ้น 

อานนท์ แซ่เต็ง

โดยอานนท์ได้ให้ความเห็นเพิ่มเติมจากข้อเสนอแนะนี้ว่า ในการประชุมที่ผ่านมา ครูไม่ค่อยได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนแนวทางการสอนระหว่างกัน เนื่องจากต้องหารือเรื่องภาระหน้าที่อื่นๆ นอกจากนี้ การเข้าร่วมอบรมการสอนเพื่อพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนก็ยังไม่ได้เป็นจุดเน้นที่โรงเรียนให้การส่งเสริมเท่ากับด้านวิชาการ ครูที่สนใจเรื่องนี้จึงต้องขวนขวายหาความรู้และงานอบรมต่าง ๆ ด้วยตนเอง การที่โรงเรียนเห็นเป้าหมายเดียวกันจึงสำคัญมาก

พ่อแม่ผู้ปกครองก็มีส่วนสำคัญอย่างยิ่ง ในการปรับเปลี่ยนให้ทักษะการคิดสร้างสรรค์และความสนุกในการเรียน เป็นเป้าหมายของการศึกษาของลูกๆ แทนที่จะสนับสนุนด้านเนื้อหาวิชาการอย่างเดียว

อานนท์ แซ่เต็ง

ก่อนที่การเสวนาจะจบลง ภาคินได้กล่าวให้กำลังใจทุกคนว่า แม้หลายอย่างในสังคมทุกวันนี้ จะทำให้เรารู้สึกถูกจำกัดทางความคิด แต่ขอให้เชื่อมั่นว่า การสร้างสังคมที่ทุกคนมีอิสรภาพที่จะคิดสิ่งใหม่ๆ แหวกไปจากขนบเดิมนั้นเป็นไปได้ และจงเริ่มตั้งคำถามว่า ข้อจำกัดเหล่านั้นเกิดขึ้นและคงอยู่ได้อย่างไร เอื้อประโยชน์ต่อคนทุกคนจริงหรือไม่ และเราจะช่วยกันเปลี่ยนแปลงข้อจำกัดเหล่านั้นร่วมกันได้อย่างไรบ้าง 


ชมย้อนหลัง เสวนา “Creative Thinking in Schools โรงเรียนคิดสร้างสรรค์”

YouTube video

ทดลองอ่านและสั่งซื้อหนังสือ โรงเรียนคิดสร้างสรรค์: คู่มือสำหรับผู้นำการเปลี่ยนแปลง

โรงเรียนคิดสร้างสรรค์: คู่มือสำหรับผู้นำการเปลี่ยนแปลง

โรงเรียนคิดสร้างสรรค์: คู่มือสำหรับผู้นำการเปลี่ยนแปลง

395฿ 356฿

ขอต้อนรับสู่ “โรงเรียนคิดสร้างสรรค์” พื้นที่เรียนรู้เพื่อสร้างผู้นำการเปลี่ยนแปลงด้วยความคิดสร้างสรรค์ ผ่านคู่มือการ “เล่น” เพื่อพัฒนาการเรียนรู้โดยอาศัยชุดอุปนิสัยสร้างสรรค์ 5 ประการ

มนภัทร จงดีไพศาล แปล
บุลวัชร เสรีชัยพร บรรณาธิการ
จิรัชยา หงษ์แก้ว ออกแบบปก